โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สมาคมภัตตาคารไทยกระทุ้งรัฐเข็น ‘คนละครึ่งพลัส’ ชุบชีวิตร้านอาหาร ชี้งบน้อยก็ต้องทำ

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 12 ก.พ. เวลา 20.00 น. • เผยแพร่ 12 ก.พ. เวลา 22.30 น.

ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นตัวอย่างเปราะบาง มาตรการกระตุ้นกำลังซื้อระดับฐานรากกลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง โดย “คนละครึ่งพลัส” ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือที่เห็นผลเร็วและตรงจุด ล่าสุดนายกสมาคมภัตตาคารไทยชี้ แม้รัฐบาลจะเริ่มได้เพียงเฟสแรก วงเงินลดลง แต่หากเดินหน้าเร็ว จะช่วยพยุงกำลังซื้อประชาชนและต่ออายุธุรกิจรายย่อยได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังค้างคาในระบบภาษีและการแข่งขันของผู้ประกอบการร้านอาหาร

นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผยข้อมูลกับ‘ฐานเศรษฐกิจ’ ว่า หากรัฐบาลตัดสินใจเริ่มดำเนินการทันที แม้จะยังไม่มีงบประมาณเพียงพอและสามารถทำได้เพียงเฟสแรก วงเงินลดลงเหลือประมาณ 800 บาทต่อคน ไม่เต็มเหมือนรอบก่อนหน้า ก็ยังถือว่าเป็นมาตรการที่ควรทำ เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา โครงการดังกล่าวให้ผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจฐานรากอย่างชัดเจน

ในรอบก่อนหน้า แม้มาตรการจะดำเนินการเพียงราว 2 เดือน แต่ผลที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะต่อประชาชนประมาณ 20 ล้านคนที่ได้รับสิทธิ์ ซึ่งเท่ากับมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้นเฉลี่ยคนละ 2,000–2,400 บาทในช่วงเดือนพฤศจิกายน–ธันวาคม ส่งผลให้กำลังซื้อของประชาชนฟื้นตัว และบรรยากาศทางเศรษฐกิจในระดับชุมชนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “คำว่าเงียบในช่วงนั้น ไม่ได้หมายถึงเศรษฐกิจหยุดนิ่ง แต่หมายถึงความสุขของคน เพราะเขามีเงินใช้ มีทางเลือกในการจับจ่ายมากขึ้น”

ยกตัวอย่างผู้ประกอบการร้านอาหารรายย่อยที่ได้รับอานิสงส์จากโครงการ ซึ่งมีผู้ประกอบการหลายรายสะท้อนตรงกันว่า ก่อนมีมาตรการ ยอดขายลดลงต่อเนื่อง จากวันละ 5,000 บาท เหลือเพียง 500 บาท จนขาดสภาพคล่อง ไม่มีเงินหมุนเวียนสำหรับซื้อวัตถุดิบ และมีแนวโน้มต้องปิดกิจการ แต่เมื่อโครงการคนละครึ่งเริ่มต้น ยอดขายเพิ่มขึ้นทันทีเป็นวันละ 8,000–10,000 บาท ทำให้สามารถประคองธุรกิจต่อไปได้

แม้มาตรการจะสิ้นสุดลงในช่วงปลายเดือนธันวาคมและยอดขายจะกลับมาชะลอตัวอีกครั้ง แต่ช่วงเวลาที่โครงการดำเนินการนั้นช่วยให้ผู้ประกอบการจำนวนมากมีโอกาสตั้งหลัก มีทุนหมุนเวียน และสร้างฐานลูกค้าประจำ ซึ่งถือเป็นผลลัพธ์เชิงโครงสร้างที่สำคัญต่อเศรษฐกิจรายย่อย

นางฐนิวรรณ กุลมงคล

สำหรับกลไกของโครงการ จุดแข็งของคนละครึ่งคือการเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชนโดยตรง ผ่านการช่วยจ่ายครึ่งหนึ่งของราคาสินค้าและบริการ ทำให้ประชาชนสามารถซื้อของได้มากขึ้นในงบประมาณเท่าเดิม ขณะเดียวกันผู้ประกอบการ โดยเฉพาะร้านอาหารและร้านค้ารายเล็ก ก็มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

“มาตรการนี้ไม่ได้เอื้อเฉพาะร้านอาหาร แต่กระจายรายได้ไปถึงร้านค้ารายย่อยจำนวนมาก เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานรากได้ตรงจุด”

อย่างไรก็ตามนางฐนิวรรณสะท้อนถึงปัญหาที่เกิดควบคู่กับนโยบาย โดยเฉพาะเงื่อนไขรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นเส้นแบ่งสำคัญของผู้ประกอบการที่อยู่นอกและในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) โดยผู้ประกอบการรายเล็กที่ยังไม่เข้าสู่ระบบ VAT จะมีต้นทุนต่ำกว่า เนื่องจากไม่ต้องแบกรับภาระค่าแรงขั้นต่ำตามกฎหมาย ประกันสังคม หรือระบบบัญชีภาษีซื้อ–ขายรายเดือน

ขณะที่ผู้ประกอบการร้านอาหารขนาดเล็กถึงกลาง (ไซส์ S) ที่อยู่ในระบบ VAT ต้องแบกรับต้นทุนดังกล่าวทั้งหมด แต่กลับไม่สามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์จากมาตรการบางรูปแบบได้ ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการแข่งขันระหว่างร้านค้าที่อยู่ในและนอกระบบภาษี

“ร้านที่อยู่นอกระบบสามารถเข้าร่วมโครงการและขายดีขึ้นทันที ขณะที่ร้านที่อยู่ในระบบต้องแบกรับต้นทุนสูงกว่า แต่กลับไม่ได้รับสิทธิ์เท่ากัน นี่คือปัญหาที่สะสมอยู่ในโครงสร้าง”

ในกรณีที่รัฐบาลจำเป็นต้องรอใช้งบประมาณปีถัดไป ส่งผลให้โครงการคนละครึ่งต้องเลื่อนออกไปจนถึงช่วงปลายปี นางฐนิวรรณมองว่า แม้มาตรการจะเริ่มช้าลง แต่ยังคงสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคเมื่อได้รับสิทธิ์ ย่อมมีการนำเงินไปใช้จ่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจยังอยู่ในภาวะเปราะบาง ทั้งจากปัจจัยในประเทศและเศรษฐกิจโลก

หากรัฐบาลใช้งบประมาณประมาณ 40,000 ล้านบาทในโครงการคนละครึ่ง จะทำให้เกิดมูลค่าการใช้จ่ายในระบบไม่ต่ำกว่า 80,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดในเชิงเศรษฐกิจจริง อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลสามารถเร่งดำเนินการได้ตั้งแต่ช่วงต้น จะให้ผลดีกว่าการรอไปจนถึงปลายปี เพราะในช่วงที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว การอัดฉีดเม็ดเงินเร็วจะช่วยพยุงกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของทั้งประชาชนและผู้ประกอบการได้มากกว่า

นอกจากนี้ นางฐนิวรรณยังเสนอว่า แม้รัฐบาลยังไม่ออกมาตรการกระตุ้นใหม่ ก็สามารถช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ทันที ด้วยการเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน โดยเฉพาะงบรายจ่ายประจำและโครงการที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาแล้ว ให้มีการเบิกจ่ายอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

“หากภาครัฐเร่งจ่ายเงินให้เอกชนที่เป็นคู่สัญญา เงินก็จะหมุนต่อไปสู่ค่าแรง ค่าวัตถุดิบ และการใช้จ่ายในระบบ เศรษฐกิจก็จะขยับได้ทันที โดยไม่ต้องรอนโยบายใหม่”

ทั้งนี้ การกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะเปลี่ยนผ่านของรัฐบาลใหม่ ควรดำเนินการควบคู่กันทั้งการเร่งใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ และการออกมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อที่เข้าถึงประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยอย่างแท้จริง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...