กกต.ควรทำอย่างไรเมื่อประชาชนพบความผิดปกติ ในการจัดการเลือกตั้งทั่วไปที่ผ่านมา
กกต.ควรทำอย่างไรเมื่อประชาชนพบความผิดปกติ ในการจัดการเลือกตั้งทั่วไปที่ผ่านมา
การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 คงถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยว่าเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ ประชาธิปไตยไทย มิได้ถูกทดสอบด้วยผลแพ้ชนะของพรรคการเมือง หากแต่ถูกทดสอบด้วยความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการเลือกตั้งทั้งระบบ โดยเฉพาะต่อองค์กรที่มีหน้าที่กำกับดูแลการเลือกตั้งอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ว่าจะสามารถทำหน้าที่เป็นกรรมการได้จริง หรือเป็นเพียงผู้เล่นอีกฝ่ายหนึ่งในสายตาของสังคม
ในทางการเมืองนั้น ไม่มีอะไรอันตรายไปกว่าความรู้สึกของประชาชนที่เชื่อว่าเกมถูกโกง เพราะทันทีที่ความเชื่อมั่นพังทลาย กฎหมายก็จะกลายเป็นเพียงกระดาษ กระบวนการก็จะกลายเป็นพิธีกรรม และคำว่าเลือกตั้ง ก็จะไม่ต่างอะไรกับการเสี่ยงโชคที่ผู้แพ้รู้สึกว่าแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มเล่น
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้มีความผิดปกติเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เพราะในสังคมที่เปิดกว้าง ความผิดปกติย่อมถูกกล่าวอ้างเสมอ แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ เมื่อประชาชนพบ หรืออย่างน้อยเชื่อว่าพบความผิดปกติ กกต.ควรทำอย่างไร จึงจะรักษาความชอบธรรมของระบอบการเมืองไว้ได้
การจะตอบคำถามนี้ด้วยการไล่เรียงมาตราในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง อาจถูกต้องตามตำรา แต่ไม่เพียงพอในโลกความเป็นจริง เพราะวิกฤตที่ กกต.เผชิญอยู่ ไม่ใช่วิกฤตกฎหมาย หากเป็นวิกฤตศรัทธา และศรัทธานั้นไม่อาจฟื้นคืนได้ด้วยถ้อยคำทางเทคนิค หากต้องอาศัย หลักคิดที่ลึกกว่านั้น
ในที่นี้ หลักคิดที่ช่วยอธิบายปัญหาได้อย่างเฉียบคม กลับไม่ใช่ทฤษฎีรัฐศาสตร์ตะวันตก หากเป็นแนวคิดทางพุทธศาสนาที่เก่าแก่ แต่ร่วมสมัยอย่างยิ่ง นั่นคือ หลักทศพิธราชธรรมโดยเฉพาะข้อที่สิบ คือ อวิโรธนะ ซึ่งพุทธทาสภิกขุแปลไว้อย่างกินใจว่า การไม่มีพิรุธ
หากจะพูดกันตามตรง ทศพิธราชธรรมมักถูกนำไปพูดในบริบทของสถาบันกษัตริย์หรือผู้ปกครองในเชิงอุดมคติ แต่ในโลกสมัยใหม่ ผู้ที่มีอำนาจปกครองและชี้ชะตาประชาชน มิได้มีเพียงนักการเมือง หากรวมถึงองค์กรอิสระอย่าง กกต. ซึ่งมีอำนาจรับรองหรือไม่รับรองความชอบธรรมของรัฐบาลทั้งคณะ อำนาจเช่นนี้ หากปราศจากธรรม ย่อมเป็นอำนาจที่น่าหวาดหวั่นอย่างยิ่ง
พุทธทาสภิกขุอธิบายคำว่า “ราชา” ไว้อย่างแหลมคมว่า มิได้หมายถึงผู้สวมมงกุฎ หากหมายถึงผู้ที่ทำให้ผู้คนพอใจ ในความเป็นอยู่ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้ปกครองที่แท้จริงคือผู้ที่ทำให้ผู้ใต้ปกครองรู้สึกว่า ระบบที่ตนอยู่ภายใต้นั้นยุติธรรมและไว้วางใจได้ หากใช้เกณฑ์นี้เป็นตัวตั้ง กกต. ก็ย่อมเป็น “ราชา” ประเภทหนึ่ง และต้องถูกวัดด้วยมาตรฐานทางธรรมเช่นเดียวกัน
มีธรรม คือความเป็นปกติของผู้ปกครองมี 10 ข้อเรียกว่า ทศพิธราชธรรม มีดังนี้คือ 1) ทาน 2) ศีล 3) ปริจจาคะ การบริจาค 4) อาชชวะ ความซื่อตรง 5) มัททวะ ความอ่อนโยน 6) ตบะ ความเพียร 7) อักโกธะ ความไม่โกรธ 8) อวิหิงสา ความไม่เบียดเบียน 9) ขันติ ความอดทน 10) อวิโรธนะ ความไม่มีพิรุธ
ในบรรดาธรรมทั้งสิบข้อ อวิโรธนะกลับเป็นข้อที่เข้าใจยากที่สุด และถูกละเลยมากที่สุดในทางปฏิบัติ ทั้งที่ในทางการเมือง อวิโรธนะคือหัวใจของความชอบธรรม เพราะการไม่มีพิรุธ หมายถึง การที่สิ่งที่พูด สิ่งที่คิด และสิ่งที่ทำ สอดคล้องต้องกัน ไม่มีวาระซ่อนเร้น ไม่มีสองมาตรฐาน และไม่มีการใช้ถ้อยคำสวยงามเพื่อปกปิดการกระทำที่ตรงกันข้าม
เมื่อประชาชนพบความผิดปกติในการจัดการเลือกตั้ง สิ่งแรกที่ กกต.ต้องทำ หากตั้งอยู่ในอวิโรธนะ คือ ไม่ตั้งแง่ว่าประชาชนเป็นศัตรู ความผิดพลาดที่องค์กรอิสระของไทยมักทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า คือการมองการตั้งคำถามว่าเป็นการคุกคามอำนาจ มากกว่าจะมองว่าเป็นกลไกตรวจสอบตามธรรมชาติของระบอบประชาธิปไตย การตอบสนองต่อข้อร้องเรียนด้วยท่าทีปกป้องตัวเอง ปิดข้อมูล หรือใช้กฎหมายเป็นเกราะกำบัง อาจทำให้ กกต.รอดพ้นจากความผิดในทางเทคนิค แต่จะยิ่งตอกย้ำความรู้สึก “มีพิรุธ” ในสายตาของสังคม เพราะในโลกการเมืองนั้น สิ่งที่ปิด ย่อมน่าสงสัยเสมอ และสิ่งที่ไม่อธิบาย ย่อมเปิดช่องให้จินตนาการทำงานแทนข้อเท็จจริง
อวิโรธนะในทางปฏิบัติสำหรับ กกต. จึงเริ่มต้นจากความโปร่งใส (transparency) แต่ต้องเป็นความโปร่งใสที่มากกว่าการแถลงข่าวตามพิธี หากหมายถึงการเปิดเผยเหตุผล กระบวนการ และดุลพินิจที่ใช้ในการตัดสินใจให้ประชาชนเข้าใจได้จริง ไม่ใช่เพียงอ้างว่าเป็นไปตามกฎหมายโดยไม่อธิบายว่ากฎหมายถูกตีความอย่างไร และทำไมจึงเลือกตีความเช่นนั้น
ในหลายกรณีที่ผ่านมา ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวบทกฎหมาย แต่อยู่ที่การใช้ดุลพินิจอย่างเลือกปฏิบัติ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับฝ่ายหนึ่ง แต่ผ่อนปรนกับอีกฝ่ายหนึ่ง แม้จะสามารถอธิบายได้ในทางเทคนิค แต่ไม่อาจอธิบายได้ในทางอวิโรธนะ เพราะเป็นการกระทำที่ขัดแย้งกับความรู้สึกยุติธรรมของสังคม
เมื่อประชาชนเห็นความไม่สอดคล้องเช่นนี้ ความรู้สึกว่า “เกมนี้มีพิรุธ” ก็จะเกิดขึ้นทันที และเมื่อความรู้สึกนี้แพร่กระจาย ต่อให้การเลือกตั้งผ่านไปโดยสงบ ก็จะเป็นความสงบแบบฝืนใจ ซึ่งพร้อมจะปะทุเป็นความขัดแย้งในโอกาสแรก
กกต.ที่ตั้งอยู่ในอวิโรธนะ จะไม่กลัวการตรวจสอบ เพราะการตรวจสอบคือเครื่องยืนยันความบริสุทธิ์ ไม่ใช่ภัยคุกคาม การเปิดช่องให้ภาคประชาชน นักวิชาการ และสื่อมวลชนเข้ามาตรวจสอบกระบวนการเลือกตั้งอย่างเป็นระบบ จึงไม่ใช่ความอ่อนแอ หากเป็นความเข้มแข็งของสถาบัน
ในขณะเดียวกัน อวิโรธนะก็เป็นหลักที่ประชาชนต้องยึดถือเช่นกัน การร้องเรียนต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงไม่ใช่อารมณ์ การตรวจสอบต้องมุ่งค้นหาความจริง ไม่ใช่สร้างความชอบธรรมให้ฝ่ายตนเอง เพราะทันทีที่การตรวจสอบกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง ความไม่มีพิรุธก็จะสูญสิ้นทั้งสองฝ่าย และระบอบประชาธิปไตยก็จะเหลือเพียงเปลือก
การเมืองที่ดีไม่ใช่การเมืองที่ไม่มีข้อครหา หากเป็นการเมืองที่จัดการกับข้อครหาอย่างตรงไปตรงมา เพราะความขัดแย้งไม่ใช่ศัตรูของประชาธิปไตย ความไม่จริงใจต่างหากที่เป็นศัตรูตัวจริงหาก กกต.สามารถยืนอยู่บนหลักอวิโรธนะ คือไม่มีพิรุธในคำพูด การกระทำ และเจตนา การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ก็อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้สังคมไทยเริ่มเชื่ออีกครั้งว่า กล่องเลือกตั้งยังมีความหมาย และเสียงของตนยังมีคุณค่า
แต่หาก กกต.เลือกจะยืนอยู่บนความถูกต้องทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว โดยละเลยความชอบธรรมทางศีลธรรม ความพอใจของประชาชนก็จะไม่เกิดขึ้น และเมื่อนั้นเอง “ราชา” ในความหมายของพุทธทาส ก็จะกลายเป็นเพียงผู้ใช้อำนาจ ไม่ใช่ผู้ปกครอง
ท้ายที่สุดแล้ว คำถามว่า กกต.ควรทำอย่างไรเมื่อประชาชนพบความผิดปกติในการเลือกตั้ง อาจตอบได้ด้วยประโยคสั้นๆ ว่า จงทำทุกอย่างให้ “ไม่มีพิรุธ” เพราะในโลกการเมือง ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าความสอดคล้องระหว่างคำพูดกับการกระทำ และไม่มีอะไรทำลายประชาธิปไตยได้ร้ายแรงไปกว่าความรู้สึกของประชาชนที่เชื่อว่า ผู้ตัดสินเกมเอง ก็ไม่ได้เล่นตามกติกาที่ตนประกาศใช้
อวิโรธนะจึงไม่ใช่เพียงธรรมะในตำรา หากเป็นเงื่อนไขขั้นต่ำของการอยู่รอดของประชาธิปไตยไทยในศตวรรษที่ 21 และเป็นคำตอบที่เรียบง่าย แต่หนักหน่วงที่สุด ต่อคำถามที่ว่า กกต.ควรยืนอยู่ตรงไหน ระหว่างอำนาจ กับความไว้วางใจของประชาชน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กกต.ควรทำอย่างไรเมื่อประชาชนพบความผิดปกติ ในการจัดการเลือกตั้งทั่วไปที่ผ่านมา
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th