เงินเฟ้อค่ารักษาพุ่ง 10-15% ต่อปี แนะวางแผนประกันสุขภาพรองรับ
คอลัมน์ Insurance : วารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2569 (ฉบับที่ 526)
ธุรกิจประกันชีวิต ประเมินอัตราเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาล ในปี 2569 อาจพุ่งแตะระดับ 10-15% ต่อปี ชี้การเลือกประกันสุขภาพไม่อาจมองแค่วันนี้ แต่ต้องคิดเผื่อภาระค่าใช้จ่ายล่วงหน้าอย่างน้อย 10 ปี หากไม่ปรับแผนตั้งแต่ต้น อาจเสี่ยงวงเงินไม่พอในวันที่ต้องรักษาจริง
ท่ามกลางสังคมผู้สูงอายุ เทคโนโลยีการแพทย์ที่ก้าวหน้า และต้นทุนการรักษาที่ขยับขึ้นอย่างต่อเนื่อง “ประกันสุขภาพ” กำลังเปลี่ยนบทบาทจากเครื่องมือรับมือเหตุฉุกเฉิน ไปสู่กลไกบริหารความเสี่ยงระยะยาวของคนไทย
แนะวางแผนประกันสุขภาพระยะยาว เลือกวงเงินสูงรับความเสี่ยงอนาคต
[caption id="attachment_226425" align="aligncenter" width="750"]
นายจัน เฮา ชอง ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารความเสี่ยง (Chief Risk Officer) บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)[/caption]
นายจัน เฮา ชอง ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารความเสี่ยง (Chief Risk Officer) บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ การเงินธนาคาร ว่า จากแนวโน้มค่ารักษาพยาบาลที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง เงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) กำลังกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และเสถียรภาพของระบบประกันสุขภาพในระยะยาว โดยจากข้อมูลอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พบว่า Medical Inflation ของประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยประมาณ 8-10% ต่อปี และในบางปีอาจเร่งตัวสูงถึงระดับ 15%
สำหรับปี 2569 บริษัทคาดว่า Medical Inflation จะอยู่ในช่วงประมาณ 10-15% ต่อปี โดยมีปัจจัยหลักจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งทำให้ความต้องการรักษาโรคเรื้อรังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น แต่มีต้นทุนในการตรวจวินิจฉัยและการรักษาที่เพิ่มตามไปด้วย พร้อมระบุการวางแผนประกันสุขภาพในปัจจุบันไม่ควรมองเพียงค่าใช้จ่ายในวันนี้ แต่ต้องคำนึงถึงความเสี่ยงในระยะยาวอย่างน้อย 10 ปีข้างหน้า เพื่อให้วงเงินความคุ้มครองสามารถรองรับ Medical Inflation ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นทุกปี
นายจัน เฮา ชอง อธิบายว่า แม้ปัจจุบันวงเงินค่ารักษาพยาบาลระดับ 5 ล้านบาทต่อปี อาจยังเพียงพอในหลายกรณี แต่ในอนาคตมีความเสี่ยงสูงที่จะไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายจริง โดยเฉพาะการรักษาโรคร้ายแรงที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีขั้นสูง ตัวอย่างเช่น การรักษาโรคมะเร็งด้วยยามุ่งเป้า ซึ่งมีค่าใช้จ่ายประมาณ 250,000 บาทต่อเข็ม และต้องใช้ทุก 2-3 สัปดาห์ การรักษาอาจต้องดำเนินต่อเนื่องเป็นเดือน เป็นปี หรือในบางกรณีตลอดชีวิต ขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็งและการตอบสนองต่อยา ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายสะสมเพิ่มขึ้นอย่างมาก
“จากปัจจัยดังกล่าว บริษัทแนะนำให้เลือกวงเงินความคุ้มครองประกันสุขภาพในระดับ 10-15 ล้านบาทต่อปี และหากต้องการความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวมากขึ้น ควรพิจารณาวงเงิน 20-30 ล้านบาทต่อปี เพื่อรองรับทั้งค่ารักษาในปัจจุบันและนวัตกรรมทางการแพทย์ใหม่ในอนาคต”
นายจัน เฮา ชอง กล่าวว่า สำหรับปี 2569 บริษัทยังคงมุ่งนำเสนอแบบประกันสุขภาพที่ให้ความคุ้มครอง ครอบคลุมและยืดหยุ่น ภายใต้แนวคิดการยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centricity) โดยหนึ่งในผลิตภัณฑ์หลักที่ได้รับการตอบรับจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง คือ แผนประกันสุขภาพ เฮลท์ ฟิต ดีดี ซึ่งเป็นประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายตามมาตรฐาน ให้ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลทั้งผู้ป่วยใน (IPD) ครอบคลุมค่าห้อง ค่าอาหาร ค่าบริการโรงพยาบาล ค่าผ่าตัด ค่ายา และค่าแพทย์ตามแผนที่เลือก โดยมีวงเงินความคุ้มครองให้เลือกตั้งแต่ 1 ล้านบาท ไปจนถึง 30 ล้านบาทต่อปี เพื่อให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงและกำลังซื้อของลูกค้าแต่ละกลุ่ม
นอกจากนี้ แผน เฮลท์ ฟิต ดีดี ยังออกแบบให้รองรับค่ารักษาโรคร้ายแรงและการรักษาที่ต้องใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นจากการเจ็บป่วยรุนแรงในระยะยาว ขณะที่เบี้ยประกันเริ่มต้นเพียง หลักพันบาทต่อปี แต่ให้ความคุ้มครองในระดับ หลักล้านบาท จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการวางแผนสุขภาพได้ง่ายขึ้น
“ไทยประกันชีวิตมองว่า ในยุคที่ Medical Inflation ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเลือกประกันสุขภาพที่มีวงเงินเพียงพอและยืดหยุ่น จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารความเสี่ยงด้านสุขภาพ และช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับประชาชนในระยะยาว”
ส่วนแนวคิดการเปิดให้ผู้เอาประกันสามารถรับยานอกโรงพยาบาล หรือจากร้านขายยา นายจัน เฮา ชอง ระบุว่า ปัจจุบันยังไม่สามารถใช้สิทธิดังกล่าวได้ และยังไม่มีแบบประกันสุขภาพที่ให้ความคุ้มครองในส่วนนี้ เนื่องจากมีความเสี่ยงด้านการควบคุมต้นทุน ทั้งความแตกต่างของราคายาในแต่ละร้าน และการสั่งจ่ายยาที่อาจเกินความจำเป็น
นอกจากนี้ แม้การควบคุมค่าใช้จ่ายจากโรงพยาบาลเองยังทำได้ค่อนข้างยาก หากเปิดให้สามารถซื้อยาจากร้านขายยาเพิ่มเติมโดยไม่มีระบบกำกับที่ชัดเจน อาจยิ่งทำให้การควบคุมค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลทำได้ยากขึ้น อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวอาจมีความเป็นไปได้ในอนาคต หากมีการกำหนดกรอบร้านขายยา ประเภทยา และวงเงินอย่างชัดเจน
พรูเด็นเชียลดันเหมาจ่าย รับความเสี่ยงระยะยาว
[caption id="attachment_226424" align="aligncenter" width="750"]
นางสาวเปสลารี ธีระสาสน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานเทคโนโลยีและปฏิบัติการ และสายงานสุขภาพ บริษัท พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต (ประเทศไทย)[/caption]
นางสาวเปสลารี ธีระสาสน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานเทคโนโลยีและปฏิบัติการ และสายงานสุขภาพ บริษัท พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต (ประเทศไทย) หรือ พรูเด็นเชียล ประเทศไทย เปิดเผยกับ การเงินธนาคาร ว่า ปี 2026 อัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) ของไทยมีแนวโน้มอยู่ที่ประมาณ 10% ต่อปี สะท้อนว่าค่ารักษาพยาบาลยังคงเพิ่มขึ้นเร็วกว่าค่าครองชีพทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ
จากรายงานแนวโน้มค่ารักษาพยาบาลทั่วโลกล่าสุดจาก Willis Towers Watson ระบุว่า ปี 2026 ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10.3% ขณะที่ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกอาจพุ่งสูงถึง 14.0% ต่อปี สะท้อนว่าแรงกดดันด้านต้นทุนทางการแพทย์เป็นประเด็นเชิงโครงสร้างระดับโลก ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงประเทศใดประเทศหนึ่ง
โดยปัจจัยหลักที่ผลักดันเงินเฟ้อการแพทย์ ได้แก่ การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมยาใหม่ที่มีราคาสูง โครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ รวมถึงอัตราการร่วมจ่าย (Copayment) ที่ยังอยู่ในระดับต่ำในประเทศไทย ส่งผลให้กลไกราคาในระบบโรงพยาบาลเอกชนขาดแรงจูงใจในการแข่งขันด้านต้นทุน หากวางแผนประกันสุขภาพโดยยึดสถานการณ์ปัจจุบันเป็นหลัก วงเงินที่เคยเพียงพอในวันนี้ อาจไม่ครอบคลุมค่ารักษาในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีและยารักษาโรคมีความซับซ้อนและมีต้นทุนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นางสาวเปสลารีกล่าวว่า ปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อการแพทย์ไม่ใช่แค่ปัญหาของประเทศไทย แต่ยังเป็นเทรนด์ของโลกด้วย ดังนั้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า ปีหน้าค่ารักษาจะขึ้นอีกเท่าไร แต่คือ ผู้บริโภคจะเตรียมรับมืออย่างไร เพราะแม้โอกาสเจ็บป่วยจะยังไม่เพิ่มทันที แต่ต้นทุนต่อครั้งของการรักษามีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โดย พรูเด็นเชียล มองว่า ไม่มีวงเงินคุ้มครองมาตรฐานที่ใช้ได้กับทุกคน การตัดสินใจขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ อายุ โรคประจำตัว โรงพยาบาลที่คาดว่าจะใช้บริการ และสวัสดิการที่มีอยู่แล้ว ดังนั้น แนวทางในการเริ่มต้นคือ การประเมินความต้องการจริงในวันนี้ เช่น หากต้องแอดมิตหนึ่งครั้ง ต้องการใช้โรงพยาบาลระดับใด ห้องพักแบบไหน จากนั้นจึงเผื่อค่าใช้จ่ายในอนาคตตามอัตรา Medical Inflation
ตัวอย่างเช่น หากค่ารักษาในปัจจุบันอยู่ที่ 100,000 บาท ปีถัดไปอาจเพิ่มเป็น 110,000 บาท ภายใน 10 ปี อาจขยับเป็นราว 259,000 บาท และใน 20 ปี อาจสูงถึงประมาณ 673,000 บาท (เป็นการประมาณการตามอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 10% ต่อปี) ดังนั้น การวางแผนวงเงินคุ้มครองจึงไม่ควรมองแค่วันนี้ แต่ต้องรองรับต้นทุนสุขภาพในวันที่อายุมากขึ้น ซึ่งมักเป็นช่วงที่ความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายสูงที่สุด
“อีกประเด็นที่พรูเด็นเชียลเน้นย้ำคือ ประกันสุขภาพยิ่งเริ่มเร็ว ยิ่งวางแผนได้ดี เพราะเมื่อมีโรคประจำตัว บริษัทประกันอาจกำหนดข้อยกเว้นหรือไม่รับประกันความเสี่ยงนั้น ส่งผลให้การคุ้มครองไม่เต็มที่ในช่วงวัยที่ต้องการมากที่สุด แม้ว่าหลายคนจะแข็งแรงในวัยทำงาน แต่กลับเผชิญโรคร้ายแรงในวัยสูงอายุ หากมีประกันตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยล็อกแผนดูแลสุขภาพระยะยาว ลดความกังวลด้านค่าใช้จ่าย และลดความเสี่ยงที่จะสายเกินไป”
นางสาวเปสลารี กล่าวว่า ในประเด็นการเปิดให้ผู้ป่วยสามารถรับยานอกโรงพยาบาล ขณะนี้บริษัทประกัน และหน่วยงานกำกับดูแล ได้แก่ สมาคมประกันชีวิตไทย และ สำนักงาน คปภ. อยู่ระหว่างหารือแนวทางร่วมกัน โดยข้อเสนอจากฝั่งบริษัทประกันคือ การกำหนดมาตรฐานเอกสาร เช่น ใบรับรองแพทย์ ใบสั่งยา และใบเสร็จจากร้านขายยาที่สามารถตรวจสอบได้ เพื่อเพิ่มความสะดวกให้ผู้บริโภคควบคู่กับการใช้สิทธิอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณา
อย่างไรก็ตาม เพื่อตอบโจทย์ต้นทุนค่ารักษาที่เพิ่มสูงขึ้นและความเสี่ยงสุขภาพที่ซับซ้อนมากขึ้น ในปี 2569 บริษัทได้นำเสนอประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายเหมา เหมา อัลตร้าแคร์ ที่ให้ความคุ้มครองวงเงินผู้ป่วยใน (IPD) แบบเหมาจ่าย ตั้งแต่ 1,5,15 ถึง 25 ล้านบาทต่อปี พร้อมเพิ่มวงเงินเป็น สองเท่า เมื่อพบ 7 โรคร้ายแรง โดยไม่คิดเบี้ยเพิ่ม รวมถึงคุ้มครองสุขภาพจิตแก่ผู้เอาประกันและสมาชิกในครอบครัวสูงสุด 5 คน หากไม่มีการเคลมต่อเนื่อง 2ปี รับส่วนลดเบี้ย 10% ในปีถัดไป
อีกทั้งสามารถเลือกซื้อแผนที่มี Deductible (ค่ารักษาส่วนแรก) หรือ Co-pay ได้ สำหรับผู้ที่มีสวัสดิการอยู่แล้วหรือมองหาทางเลือกเพื่อช่วยประหยัดค่าเบี้ยประกัน รวมถึงสามารถปรับวงเงินความคุ้มครองได้เมื่อเข้าสู่อายุ 55/60/65 ปี โดยไม่ต้องตอบคำถามสุขภาพใหม่ ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ ช่วยสร้างความต่อเนื่องของการคุ้มครองแม้ในวัยสูงอายุ
“ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ พรูเด็นเชียลเชื่อมั่นว่า เหมา เหมา อัลตร้าแคร์ จะเป็นแผนประกันสุขภาพที่ สามารถตอบโจทย์ทั้งค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มสูงขึ้น ความเสี่ยงจากโรคร้ายแรง สุขภาพจิต และการวางแผนความคุ้มครองในระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพ”
เลือกให้เหมาะตั้งแต่ต้น ลดเสี่ยงค่าใช้จ่ายบานปลาย
[caption id="attachment_226427" align="aligncenter" width="750"]
นายทรงพล ปรีดาวุฒิ ผู้บริหารฝ่ายพัฒนาและบริหารผลิตภัณฑ์ บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)[/caption]
นายทรงพล ปรีดาวุฒิ ผู้บริหารฝ่ายพัฒนาและบริหารผลิตภัณฑ์ บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ การเงินธนาคาร ว่า จากแนวโน้มอุตสาหกรรมสุขภาพและประกันภัย อัตราการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล (Medical Inflation) ของไทยยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น สอดคล้องกับหลายประเทศทั่วโลก โดยปี 2569 คาดว่าจะอยู่ราว 8-12% ต่อปี ซึ่งแรงกดดันสำคัญมาจากต้นทุนค่ายา ค่าบริการทางการแพทย์ และการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ แม้ยกระดับคุณภาพการรักษา แต่ก็ทำให้ค่าใช้จ่ายรวมสูงขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้คำถามยอดนิยมของผู้บริโภคคือ ควรเลือกวงเงินคุ้มครองเท่าใดจึงจะพอในระยะยาว
สำหรับการกำหนดวงเงินประกันสุขภาพ ไม่มีตัวเลขเดียวที่เหมาะกับทุกคน ต้องพิจารณาจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่ เป้าหมายความคุ้มครอง (ครอบคลุมทุกโรค หรือเน้นโรคค่าใช้จ่ายสูง), มีประกันโรคร้ายแรงหรือสวัสดิการสุขภาพอื่นอยู่แล้วหรือไม่, โรงพยาบาลที่คาดว่าจะใช้บริการ (รพ.เอกชนระดับใด), ความสามารถชำระเบี้ยในระยะยาว เป็นต้น
ปัจจุบัน ประกันสุขภาพมีวงเงินให้เลือกตั้งแต่หลักแสนบาท ไปจนถึงหลักร้อยล้านบาท ประเด็นสำคัญจึง ไม่ใช่การเลือกวงเงินสูงที่สุด แต่คือ การเลือกวงเงินที่เหมาะกับตัวเอง เพราะเมื่อทำประกันแล้ว ผู้เอาประกันต้องอยู่กับกรมธรรม์ระยะยาว เบี้ยต่ออายุมีโอกาสปรับเพิ่มตามอายุและประสบการณ์การจ่ายสินไหมของบริษัท
นายทรงพลอธิบายว่า การเปลี่ยนบริษัทในภายหลังอาจไม่สะดวก เนื่องจากต้องผ่านการพิจารณารับประกันใหม่ และอาจมีเงื่อนไขโรคที่เป็นมาก่อนการเอาประกันภัย (Pre-existing) กระทบต่อความต่อเนื่องของความคุ้มครอง ดังนั้น การทำความเข้าใจรายละเอียดผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ต้น หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาการเงินจะช่วยให้เลือกแผนที่ตรงความต้องการจริง
โดยในปี 2569 บริษัทนำเสนอประกันสุขภาพหลากหลายระดับ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละกลุ่ม ได้แก่สัญญาเพิ่มเติม แวลู เฮลธ์ คุ้มครองพื้นฐาน เบี้ยเข้าถึงง่าย เหมาะกับผู้เริ่มต้นวางแผนสุขภาพ, สัญญาเพิ่มเติม บีแอลเอ แฮปปี้ เฮลธ์ พรีเมียร์ แบบเหมาจ่าย ครอบคลุมค่าห้องเดี่ยวเริ่มต้นของทุกโรงพยาบาลโดยไม่จำกัดวงเงินค่าห้อง และเลือกแบบมีความรับผิดส่วนแรก (Deductible) เพื่อลดเบี้ยได้,สัญญาเพิ่มเติม เพรสทีจ เฮลธ์ ปลดล็อก วงเงินสูงสุด 200 ล้านบาทต่อปี พร้อมทางเลือกคุ้มครองการรักษาในต่างประเทศ สำหรับผู้ต้องการความคุ้มครองระดับพรีเมียม
สำหรับแนวคิดเชิงนโยบายที่เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยรับยานอกโรงพยาบาลหรือที่ร้านขายยา นายทรงพลอธิบายว่า ปัจจุบัน ประกันสุขภาพส่วนใหญ่ยังคงจ่ายสินไหมสำหรับค่ารักษาที่เกิดในสถานพยาบาลเป็นหลัก แนวคิดดังกล่าวมีศักยภาพช่วยลดความแออัดและค่าใช้จ่ายบางกรณี แต่การนำมาใช้จริงต้องมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับครบถ้วน ทั้งระบบข้อมูล เครือข่ายร้านยา การตรวจสอบ และเกณฑ์เบิกจ่ายที่ชัดเจน ซึ่งบริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อประเมินความเหมาะสม
“ภายใต้แรงกดดันของ Medical Inflation ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเลือกประกันสุขภาพวันนี้จึงต้องมองให้ไกลกว่าเบี้ยในปัจจุบัน” นายทรงพลกล่าวทิ้งท้าย “เพื่อให้ความคุ้มครองเพียงพอในอนาคต และทำหน้าที่เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายได้จริงเมื่อถึงวันที่เจ็บป่วย”
ประกันสุขภาพตัวช่วย GEN Y สร้างกันชนค่ารักษาพยาบาล
[caption id="attachment_226426" align="aligncenter" width="750"]
นายฐชยกร มากสมบูรณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ไทยสมุทรประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)[/caption]
นายฐชยกร มากสมบูรณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ไทยสมุทรประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผย การเงินธนาคาร ว่า ท่ามกลางค่ารักษาพยาบาลที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง คนทำงานรุ่นใหม่กำลังเผชิญโจทย์สำคัญด้านการวางแผนสุขภาพและการเงิน พร้อมสะท้อนมุมมองว่า ประกันสุขภาพไม่ได้เป็นเพียงค่าใช้จ่าย แต่คือเครื่องมือปิดความเสี่ยงระยะยาวที่ช่วยให้คนรุ่น GEN Y ใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ
เนื่องจากวัยทำงานในปัจจุบันต้องเผชิญทั้งความเสี่ยงด้านสุขภาพ ภาระงาน และค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น การมีประกันสุขภาพที่เหมาะสมจึงช่วยสร้างกันชนทางการเงิน เมื่อเจ็บป่วย พร้อมย้ำว่าปี 2569 เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการทบทวนและวางแผนความคุ้มครองใหม่ให้สอดรับกับทิศทาง Medical Inflation ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี
ทั้งนี้ บริษัทได้เดินหน้าพัฒนาแบบประกันและการดูแลลูกค้าในแนวคิด Sustainable Healthcare เน้นการให้ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ควบคู่กับแบบประกันสุขภาพเหมาจ่ายที่ออกแบบให้เบี้ยเหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของคนยุคใหม่ ภายใต้ Love Mindset รักสุขภาพ เพื่ออยู่ทำสิ่งที่รักได้นานๆ พร้อมนำเสนอสัญญาเพิ่มเติมประกันสุขภาพที่ตอบโจทย์คนทำงานรุ่นใหม่ ได้แก่
1.ประกันสุขภาพเหมาจ่าย Enjoy Health Extra ที่พัฒนาขึ้นเพื่อช่วยบริหารค่ารักษาในระยะยาว แม้ค่าห้องหรือค่าบริการทางการแพทย์จะเพิ่มขึ้นในอนาคต สามารถเลือกแผนคุ้มครอง 1-5 ล้านบาท เหมาจ่ายสูงสุด 5 ล้านบาทต่อครั้ง ไม่จำกัดจำนวนครั้งต่อปี ครอบคลุมค่าห้องพักเดี่ยวมาตรฐานในโรงพยาบาลชั้นนำ และเลือก Deductible เพื่อช่วยลดค่าเบี้ยได้
2.ประกันสุขภาพเหมาจ่ายระดับพรีเมียม Supreme Health สำหรับผู้ที่ต้องการความคุ้มครองสูงสุด สามารถเลือกวงเงินคุ้มครอง 5-100 ล้านบาท คุ้มครองค่ารักษาแบบเหมาจ่ายสูงสุด 100 ล้านบาทต่อปี ครอบคลุมค่าห้อง ค่าอาหาร และค่าบริการพยาบาล สูงสุด 25,000 บาทต่อวัน คุ้มครอง OPD ตามจริง พร้อมสิทธิค่าตรวจสุขภาพ วัคซีน และค่ารักษาด้านสายตา
“ไทยสมุทรย้ำว่า การเริ่มวางแผนประกันสุขภาพตั้งแต่วันนี้ คือการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตในวันข้างหน้า ช่วยให้คนรุ่นใหม่มีอิสระในการใช้ชีวิต ทำงาน และดูแลคนที่รักได้อย่างไม่สะดุด แม้โลกการแพทย์และค่ารักษาจะเปลี่ยนไปเพียงใดก็ตาม”
ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ฉบับที่ 526 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi
รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี่ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/