โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรากวัดแกว่งปากกาก่อร่างความงดงามล้อมรอบผู้คน พบปะ 10 กวีผู้สลักรอยในวรรณกรรมด้วยลีลาเป็นเอกลักษณ์

a day magazine

อัพเดต 18 ก.พ. เวลา 14.18 น. • เผยแพร่ 18 ก.พ. เวลา 11.00 น. • a day magazine

ในกาลเก่าบทกวีเคยเป็นเครื่องมือทางประวัติศาสตร์อันแยบยล ที่ใช้ถักทอความคิด ความเชื่อของผู้คน ด้วยถ้อยแถลงอันชาญฉลาด ปัจจุบันมันกลับถูกลดทอนให้เป็นประโยคโรแมนติกสำหรับวันวาเลนไทน์ หลายครั้งบทกวีถูกเข้าใจผิดว่ามีไว้เพื่อความรักหรือคนหัวใจสีชมพูที่คิดอยากมอบประโยคสักสองสามบรรทัดให้แก่ใครสักคน แต่บทกวีมีอะไรมากกว่าคำคล้องจองไม่กี่คำ เบื้องหลังถ้อยคำงดงามเหล่านั้นมันซ่อนอารมณ์ที่ผูกโยงกับผู้อ่านอย่างล้ำลึก และมีพลังที่จะปลอบประโลมใจผู้อ่าน

บทกวีเป็นยานพาหนะที่พาเราข้ามเวลา เล่าอารยธรรมที่เกือบสูญหายให้กลับมาปะติดปะต่อกัน เปิดเปลือยความรู้สึกเบื้องลึกของผู้เขียน เรียกคืนความทรงจำหวานปนขม ปลุกให้ผู้คนตระหนักถึงการเมือง หรือแม้แต่การกระซิบให้เราเงี่ยหูฟังว่าโปรดมีชีวิตต่อไป

“Don't give up, please don't give way, Even if the cold burns, Even if fear bites, Even if the sun sets, And the wind goes silent, There is still fire in your soul, There is still life in your dreams.”

อย่ายอมแพ้เลยนะ แม้ความหนาวจะเผาไหม้ผิวกาย แม้ความกลัวจะกัดกินหัวใจ แม้ดวงอาทิตย์จะลาลับขอบฟ้าไป และแม้สายลมจะไม่พัดพาจนส่งเสียงแสนเงียบงัน

อู่กำเนิดเกิดบทกวี

ก่อนปีคริสต์ศักราช 1850 คราวที่ที่อยู่อาศัยของผู้คนล้อมรอบด้วยกำแพงอิฐตากแดดร้อนระอุ นอกเหนือจากพวกเขาจะคิดค้นวิถีเกษตรกรรมแล้ว ตัวอักษร ณ ดินแดนเมโสโปเตเมียโบราณ‘มหากาพย์กิลกาเมช’ วรรณกรรมชิ้นแรกของโลกก็กำเนิดล้อขึ้นมาด้วยภาษาอัคคาเดียนที่เราในยุคปัจจุบันไม่อาจเข้าใจ มันถูกจารึกลงบนแผ่นดินเหนียวอันเป็นเสรีภาพทางวรรณศิลป์ที่ไม่เคยมีมาก่อน เล่าขานถึงกษัตริย์ สหาย ความปรารถนาของมนุษย์ และมหาอุทกภัยที่ถล่มล้างแผ่นดิน

จากจุดนั้นเองที่บทกวีหลายรูปแบบแผ่ซ่านไหลเข้าสู่ยุคสมัยอื่น มันถูกจัดระเบียบให้อยู่ในสัมผัสและโครงสร้างที่แข็งแรง แม้ว่าการประพันธ์บทกวีจะชะงักลงไปในยุคสงคราม หรือยุคที่ผู้มีอำนาจและทรัพย์สินเท่านั้นที่จะมีโอกาสได้จับมือรู้จักมัน แต่บทกวีก็ดิ้นได้เพราะมันถูกปลดปล่อยให้มีชีวิตอีกครั้งในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาหรือยุคกลาง

เมื่อมหากาพย์ทั้งหลายของบทกวีถูกค้นพบใหม่ ไฟมันก็ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง

นักกวีหลายคนล่อนจ้อนความรู้สึกของตัวเองด้วยภาษาอันเป็นเอกลักษณ์จนทรงอิทธิพลต่อยุคสมัย ตัวตนของพวกเขาถูกจารึกไว้จนยากจะเลือนหาย พวกเขาบันทึกความเป็นมนุษย์ที่สอดไส้ความรู้สึกนึกคิดลงไป กระทั่งโลกทั้งใบที่โอบล้อมกายพวกเขา

แม้เวลาจะพัดผ่านไปเป็นทศวรรษหรือศตวรรษแล้ว แต่ถ้อยคำของพวกเขาก็ยังจุดประกายจินตนาการในผู้คนอย่างไม่รู้จบ

ขอเชิญผู้อ่านพบปะ 10 นักกวีผู้เลื่องลือผ่านผลงานอันน่าจดจำที่สุดของพวกเขา ดำดิ่งไปกับตัวอักษรที่จะขับร้องจังหวะให้เราร่ายระบำในท่วงทำนอง

‘โฮเมอร์’ ไม่ปรากฏข้อมูลปีเกิดและปีเสียชีวิต

แทบจะไม่มีใครรู้ข้อเท็จจริงแน่ชัดถึงกวีชาวกรีกผู้แสนยิ่งใหญ่ ผู้มีชีวิตอยู่ก่อนคริสตกาลเสียอีก ที่จริงแล้วตัวตนของเขาก็ยังถูกตั้งคำถามจากนักวิชาการอยู่เสมอว่ามหากาพย์ที่ถูกยกให้เป็นผลงานของเขา มันเป็นของเขาคนเดียวจริงหรือเปล่า ผู้คนว่ากันว่าเขาทิ้งชื่อและตัวตนไว้ในงานเขียนผ่านตัวละครนักขับกลอนตาบอด ‘เดโมโดคอส’ ใน ‘โอดิสซี’

แม้ตัวตนของโฮเมอร์จะคลุมเครือ ทว่ามหากาพย์ว่าด้วยการล่มสลายของกรุงทรอย และเหตุการณ์หลังจากนั้นก็ส่งอิทธิพลต่อเหล่านักเขียนยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็น‘เจ.อาร์.อาร์.โทลคีน’ หรือ ‘เจมส์ จอยซ์’

“Any moment might be our last. Everything is more beautiful because we're doomed. You will never be lovelier than you are now. We will never be here again.”

ทุกขณะที่มีอาจเป็นขณะสุดท้ายของเรา ทุกสิ่งจึงงดงามยิ่งขึ้นเพราะเราต่างถูกกำหนดให้ต้องสูญสลาย เธอจะไม่มีวันงดงามไปกว่าที่เป็นอยู่ และพวกเราจะไม่มีวันได้ยืนอยู่ที่นี่ในขณะเหล่านี้อีกแล้ว

ลายเซ็นสำคัญของโฮเมอร์คือการใช้คำเปรียบเปรยและการอุปมาอุปไมยที่แจ่มชัดราวภาพเคลื่อนไหว รวมถึงการเล่าเรื่องด้วยวิธีเริ่มต้นจากกลางเหตุการณ์ ก่อนจะไล่ย้อนกลับไปถึงความหลัง เป็นเทคนิคที่ทำให้วรรณกรรมและกวีของเขาน่าดึงดูด ทั้งมันแสนจะทรงพลัง

‘ราล์ฟ วอลโด เอเมอร์สัน’ ค.ศ.1803 - 1882

เอเมอร์สันเคยอุปสมบทอยู่ในคริสตจักร ก่อนที่เขาจะตัดสินใจวางบทบาทนักบวชและหันหลังให้แท่นเทศนาในสามปีให้หลัง เขาเลือกเส้นทางการเขียนแทน โดยที่ไม่รู้เลยว่ามันจะนำพาให้เขากลายเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งขบวนการ ‘Transcendentalism’ ในประเทศสหรัฐฯ ผ่านผลงานยุคแรกอย่าง ‘Nature 1836’ ที่เปิดประตูความคิดใหม่ให้แก่ยุคสมัย

Comfort on difficult days, smiles when sadness intrudes, rainbows to follow the clouds, laughter to kiss your lips, sunsets to warm your heart, hugs when spirits sag, beauty for your eyes to see, friendships to brighten your being, faith so that you can believe, confidence for when you doubt, courage to know yourself, patience to accept the truth, love to complete your life, This is my wish for you.”

สบายใจในวันแสนยากลำบาก ผลิยิ้มเมื่อความเศร้าแทรกซึมเข้ามา สายรุ้งจะปรากฏหลังเมฆหม่น เสียงหัวเราะจุ๊บลงริมฝีปาก ตะวันผิงไฟอุ่นหัวใจ โอบกอดยามจิตวิญญาณร้าวระบม มองความงดงามให้ดวงตาได้ชื่นชม มิตรภาพอันจะเติมแสงสว่างให้ชีวิต ศรัทธาที่ทำให้เชื่อ จงมั่นใจแม้เกิดความสงสัย กล้าที่จะรู้จักตน อดทนที่จะรับความจริง และโปรดมีรักเพื่อชีวิตอันสมบูรณ์ ถ้อยความทั้งหมดเป็นคำอธิษฐานที่ผมมอบให้คุณ

เอเมอร์สันถือเป็นนักเขียนชาวอเมริกันที่เลือกสำรวจแนวคิด ตำนาน ปรัชญาจากตะวันออกกลางและเอเชียให้ประทับอยู่ในงานเขียน มันปรากฏชัดอยู่ในบทกวี ‘Brahma’ และ ‘Persian Poetry’ ทั้งหมดสะท้อนการมองโลกผ่านสายตาอันกว้างไกลของเขา

ด้วยความเป็นหนุ่มสาวจึงจมดิ่งอยู่ในความพลาดพลั้ง ฉันตกหลุมรักความเศร้าอย่างไม่อาจต้าน

‘เอ็ดการ์ แอลลัน โพ’ ค.ศ.1809 - 1849

บทกวีที่เลื่องลือที่สุดของโพ ‘The Raven’ ที่กล่าวถึงความตายและการสูญเสียคล้ายผลงานที่ผันผ่านมาของเขา ด้วยลายเซ็นในเรื่องสยองขวัญและดูเป็นปริศนา ‘The Cask of Amontillado’ และ ‘The Tell-Tale Heart’

โพเริ่มเขียนบทกวีเมื่อเขาแตกหนุ่ม มันเป็นเรื่องน่าประหลาดที่แม้ว่าผลงานของเขาจะโด่งดังไปทั่วโลก แต่แรกเริ่มเขากลับได้รับกำไรจากงานเขียนน้อยเหลือเกิน น้อยจนต้องยังชีพตัวเองด้วยการทำงานแก้ไขบทความในนิตยสารฟิลาเดลเฟียและนิวยอร์ก

“Every moment of the night. Forever changing places and they put out the star-light with the breath from their pale faces.”

ทุกขณะของรัตติกาล สถานที่หมุนเวียนเปลี่ยนไม่สิ้นสุด และพวกเขาก็ดับแสงดาวนั้น ด้วยลมหายใจจากใบหน้าอันซีดเซียว

เห็นไหม จากที่เราเรียกกันว่าเรื่องสยองสองบรรทัดอาจแปรเป็นกวีสยองสองบรรทัดด้วยน้ำหมึกจากโพ และแม้ชีวิตของเขาจะต้องปากกัดตีนถีบอยู่เรื่อย แต่ถ้อยคำของเขาสร้างร่องรอยความงดงามแบบหลอนประสาทราวกับตัวเขายังไม่จากไปไหน ราวว่าตัวเขายังส่งเสียงหวีดหวิวทุกครั้งที่หนังสือของเขาถูกเปิดขึ้น

‘วอลต์ วิทแมน’ ค.ศ. 1819 - 1892

วิทแมนเคยทำงานเป็นนักข่าว เขาเป็นที่รู้จักจากการเป็นคนสุดโต่ง ยึดชีวิตไปตามความคิดตัวเอง ถ่มถึงประเด็นสังคมอย่างสิทธิในผู้หญิง การอพยพ หรือแรงงาน

ผลงาน ‘Leaves of Grass’ ที่เขียนขึ้นโดยกวีชาวนิวยอร์กอย่างวิทแมนนั้นสร้างชื่อให้แก่เขา ด้วยสไตล์ภาษาเฉพาะตัว ดูมีน้ำเสียงทุ้มต่ำทะลักออกจากตัวอักษรเสมอ

“I am the poet of the Body and I am the poet of the Soul, The pleasures of heaven are with me and the pains of hell are with me, The first I graft and increase upon myself, the latter I translate into a new tongue.”

ฉันคือนักกวีแห่งร่างกาย และฉันคือนักกวีแห่งจิตวิญญาณ ความสุขจากสวรรค์อยู่กับฉัน และความทุกข์จากนรกก็อยู่กับฉันเช่นกัน ความสุขนั้นฉันเพิ่มพูนให้ตัวฉันเอง ส่วนความทุกข์นั้น ฉันแปลงมันเป็นถ้อยคำใหม่

ทั้งวิทแมนยังส่งแรงบันดาลใจให้แก่นักเขียน ‘เรย์ แบรดบิวรี’ หรือแม้แต่ศิลปินอย่าง ‘ลานา เดล เรย์’ จากบทกวีของเขา‘I sing the body electric’ เรียกได้ว่าวิทแมนคือนักกวีที่ปลดปล่อยตัวตนมนุษย์ออกมาอย่างแท้จริง จนผู้อ่านสัมผัสได้ถึงร่างกายและจิตวิญญาณในตัวเอง ทั้งพลังชีวิตและความงดงามที่เราต่างก็มีมันอยู่ภายใน

‘เอมิลี ดิกคินสัน’ ค.ศ.1830 - 1886

หลังจากเธอเสียชีวิตลง กวีเล่มแรกของเธอก็ยังไม่ได้รับการตีพิมพ์จนเข้าสู่ค.ศ.1955 สาเหตุส่วนหนึ่งเพราะเธอมักจะเขียนอยู่ในความโดดเดี่ยวของตัวเอง หรือไม่ส่งผลงานไปที่ไหนเลย นักวิชาการหลายคนสันนิษฐานว่าเธออาจมีอาการหวาดกลัวการออกนอกบ้าน

เธอโดดเด่นจากการเขียนกวีสั้น กระชับ ใช้เครื่องหมายวรรคตอน รวมถึงการเล่นคำผสานกับจังหวะกวีที่ไม่ธรรมดา ดิกคินสันมักจะเขียนถึงชีวิต ความตาย ความรัก ธรรมชาติ กระทั่งปรัชญาที่ทำให้ผู้อ่านรู้สึกถึงสิ่งที่ซ่อนในก้นบึ้งหัวใจตัวเอง

“How happy is the little stone that rambles in the road alone, And doesn't care about careers, And exigencies never fears. Whose coat of elemental brown, A passing universe put on, And independent as the sun, Associates or glows alone, Fulfilling absolute decree In casual simplicity.”

หินก้อนเล็กนั้นจะมีความสุขเพียงใดกับการเดินเร่ไปตามถนนอย่างลำพัง และมันไม่ต้องสนใจหน้าที่การงาน ไม่ต้องหวาดกลัวอะไรเลย ผิวสีน้ำตาลของมันเป็นสิ่งที่จักรวาลผ่านมาสวมใส่ให้ มันเป็นอิสระเหมือนดวงอาทิตย์ ส่องประกายแม้อยู่โดดเดี่ยว ดูสมบูรณ์ด้วยมันเดินไปตามกฎอันเรียบง่ายของธรรมชาติ

จำนวนผลงานของดิกคินสันมีมากกว่า 1,700 บท แต่ผลงานที่ถูกตีพิมพ์ระหว่างเธอมีชีวิตมีเล็กน้อยเท่านั้น และหลังจากเธอหมดลมหายใจไป เธอก็ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในนักกกวีผู้เปลี่ยนโฉมวรรณกรรมอเมริกันและบทกวีสมัยใหม่ เธอเป็นต้นแบบของนักเขียนที่แสดงให้เห็นว่าพลังของคำพูดเป็นอย่างไร แม้ว่าจะอยู่อย่างโดดเดี่ยว และความคิดทั้งหลายของเรานั้นสามารถที่จะยืนหยัดอยู่เหนือกาลเวลา

จงหันหน้าเข้าแสงอาทิตย์อยู่เสมอ เงาทั้งหลายจะหลบซ่อนอยู่ข้างหลังเรา

‘วิลเลียม บัตเลอร์ เยตส์’ ค.ศ.1865 - 1939

เยตส์เกิดที่ไอร์แลนด์และเติบโตในกรุงลอนดอน บทกวีของเขาถูกตีพิมพ์ครั้งแรกใน ‘Dublin University Review’ ปีค.ศ.1885 ผลงานของเขาจะสอดไส้ตำนาน โบราณคดีพื้นบ้าน และบทกวีเพลงพื้นเมืองประจำประเทศ เหตุเพราะเยตส์มีความสนใจยิ่งในศาสตร์ลึกลับ
“Faeries, come take me out of this dull world, For I would ride with you upon the wind, Run on the top of the dishevelled tide, And dance upon the mountains like a flame.”

เหล่านางฟ้าเอ๋ย โปรดพาฉันออกไปจากโลกอันแสนน่าเบื่อ ฉันอยากขี่ไปกับพวกเธอท่ามกลางสายลม วิ่งฉิวอยู่บนยอดคลื่นที่กระจัดกระจายออก และเต้นรำบนภูเขาดุจเปลวไฟไสว

ในค.ศ.1890 หลังเยสต์กลับไปที่กรุงลอนดอน เขาช่วยก่อตั้งกลุ่มกวีชื่อ ‘Rhymer’s Club’ ขึ้นมาเพื่อพบปะสมาชิกและแลกเปลี่ยนงานเขียนกัน และความเห็นของสมาชิกในกลุ่มนี้เองที่มีส่วนช่วยให้เยสต์ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมแห่งค.ศ.1923

‘โรเบิร์ต ฟรอสต์’ ค.ศ.1874 - 1963

ฟรอสต์เป็นกวีอเมริกันผู้โด่งดัง จากการสะท้อนชีวิตและภูมิทัศน์ของนิวอิงแลนด์ผ่านบทกวีโดยใช้สำนวนสนทนาเป็นหลัก เขาหลีกเลี่ยงรูปแบบบทกวีดั้งเดิมและการสัมผัสคำในตอนท้าย ทำให้บทกวีของเขาเข้าถึงง่ายแต่ยังคงความลึกซึ้ง ผลงานเด่นของเขาเช่น ‘Fire and Ice’ และ ‘The Road Not Taken’ มันกลายเป็นบทกวีคลาสสิกที่ยังถูกอ้างอิงและศึกษาในปัจจุบันอยู่

ชีวิตของฟรอสต์ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และการเสียชีวิตของพ่อเป็นจุดเปลี่ยนใหญ่สำคัญที่ทำให้เขาย้ายที่อยู่ไปยังรัฐแมสซาชูเซตส์พร้อมกับแม่และน้องสาว ทั้งประสบการณ์ชีวิตและความใกล้ชิดกับธรรมชาติที่เขาพบได้กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้แก่งานเขียน

“Never be bullied into silence. Never allow yourself to be made a victim. Accept no one’s definition of your life, define yourself.”

อย่าให้ใครถ่มถุยคุณจนต้องตกอยู่ในความเงียบ อย่าอนุญาตให้ตัวเองกลายเป็นเหยื่อ อย่ายอมรับถ้อยคำนิยามชีวิตของคุณจากใครคนอื่น จงนิยามตัวคุณเอง

ตลอดอาชีพการงาน ฟรอสต์ได้รับเกียรติยศมากมาย รวมถึงรางวัล ‘Pulitzer’ ถึงสี่ครั้ง ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดในเวลานั้น เขาได้รับตำแหน่งกวีแห่งชาติของสหรัฐฯ แบบไม่เป็นทางการจากประธานาธิบดี ‘จอห์น เอฟ. เคนเนดี’ เพราะผลงานของฟรอสต์ไม่เพียงแต่สะท้อนชีวิตตนและธรรมชาติ แต่ยังสะท้อนความคิด ปรัชญา และความเป็นมนุษย์ ทำให้เขาเป็นหนึ่งในกวีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20

‘ปาโบล เนรูดา’ ค.ศ.1904 - 1973

ตามมาติดๆ กับหนึ่งในนักกวีที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20 ชายผู้นี้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ค.ศ.1971

เนรูดาเริ่มเขียนเมื่อยังเยาว์วัย ผลงานของเขาได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกในชิลี ส่วนใหญ่จะเป็นความรักแสนโรแมนติกลุกลามไปยันความทุกข์ยากของสังคมและการเมือง เขาเลือกใช้พลังแห่งกวีสะท้อนความโหดร้ายของสงครามกลางเมืองสเปนลงใน‘Our Hearts’ และถ่ายทอดความรัก ความใคร่ ความปรารถนาแห่งตนผ่าน‘Twenty Love Poems’ ซึ่งเป็นผลงานที่มีอิทธิพลสูง ทั้งเขายังเคยเขียนบทกวีสรรเสริญผู้นำคอมมิวนิสต์ ซึ่งมันทำให้เกิดการวิจารณ์ต่อเขาอย่างกระหึ่มในแวดวงสังคมและการเมือง แง่ดีคือตัวเขากลายเป็นคนซับซ้อนจากสายตาคนนอก ยิ่งดูน่าค้นหาให้ลึกลงไปอีกจากความเป็นผู้มีความคิดหลากมิติ แต่นอกเหนือจากบทกวีและการมีอยู่ของเขาที่น่าสนใจแล้ว การสิ้นชีวิตของเขาก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ด้วยข้อสงสัยว่าเขาถูกวางยาพิษหรือเปล่า ชีวประวัติของเนรูดายังถูกพูดถึงเนืองๆ จากนักวิชาการและเหล่าสาธารณชน

“Well, now If little by little you stop loving me, I shall stop loving you, Little by little If suddenly you forget me, Do not look for me. For I shall already have forgotten you, If you think it long and mad the wind of banners that passes through my life, And you decide to leave me at the shore of the heart where I have roots, Remember That on that day, at that hour, I shall lift my arms, And my roots will set off to seek another land.”

หากคุณค่อยๆ เลิกรักฉัน ฉันก็จะค่อยๆ เลิกรักคุณเช่นกัน หากวันหนึ่งคุณลืมเลือนฉันไป ไม่ต้องกลับมาตามหาฉันอีก เพราะคราวนั้นฉันก็คงลืมคุณไปแล้ว หากคุณคิดว่าสายลมแห่งความสับสนที่พัดผ่านชีวิตของฉัน มันช่างดูบ้าคลั่งและแสนจะยาวนานเกินไป กระทั่งคุณตัดสินใจทอดทิ้งฉันไว้ในห้วงเวลานั้น ฉันจะยกแขนขึ้นเพื่อถอนรากตัวเองออกจากที่นี่ และออกเดินทางไปหาผืนดินใหม่

เนรูดาเป็นนักกวีผู้ผสมผสานความงามทางภาษาเข้ากับอารมณ์ของตน และสภาพความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์ให้เข้ากันได้อย่างลงตัว บทกวีของเขามอบความโรแมนติก ความโหดร้ายให้ผู้คนได้เห็น ทำให้เขากลายเป็นนักกวีผู้ทรงอิทธิพลของชิลีและของโลกเช่นกัน

คุณอาจตัดต้นถอนโคนดอกไม้ทุกหย่อมหญ้แต่คุณไม่อาจยั้งการมาถึงของฤดูใบไม้ผลิ

‘มายา แองเจลู’ ค.ศ.1928 - 2014

แองเจลูเป็นศิลปินหลากรูปแบบ ทั้งการแสดงบนเวที โลดแล่นในจอโทรทัศน์ แต่การเขียนของเธอกลายเป็นที่น่าจับตาที่สุด โดยเฉพาะคอลเลกชันบทกวี ค.ศ.1971‘Just Give Me a Cool Drink of Water ’fore I Diiie’ เธอได้รับเสนอชื่อให้เข้าชิงรางวัลพูลิตเซอร์ ด้วยเพราะผลงานของเธอสะท้อนให้เห็นถึงความยุติธรรม ความเสมอภาค และความเข้มแข็งในการเป็นมนุษย์ เธอเป็นนักกวีคนที่สองต่อจากฟรอสต์ที่ได้ขึ้นเวทีกล่าวบทกวี ‘On the Pulse of Morning’ ในพิธีสาบานตนของประธานาธิบดีสหรัฐฯ

“Pretty women wonder where my secret lies. I'm not cute or built to suit a fashion model's size But when I start to tell them, they think I'm telling lies. I say, It's in the reach of my arms, The span of my hips, The stride of my step, The curl of my lips. I'm a woman Phenomenally. Phenomenal woman, That's me.”

หญิงสาวผู้งดงามหลายคนสงสัยว่าฉันมีความลับซ่อนอยู่ที่ไหนหรือเปล่า ฉันไม่ได้น่ารักหรือมีรูปร่างเหมือนนางแบบแฟชัน แต่เมื่อฉันเริ่มบอกความลับ พวกเธอกลับคิดว่าฉันพูดโกหก ฉันบอกอะไรไปรู้ไหม ความงามทั้งหลายอยู่ที่ความยาวแขนของฉัน สะโพกโค้งเป็นสัดส่วน จังหวะการก้าวเดิน และรอยยิ้มของฉัน ฉันคือผู้หญิงที่โคตรล้ำเลิศ ผู้หญิงล้ำเลิศนี่แหละคือฉันเอง

‘ซิลเวีย แพลท’ ค.ศ.1932 - 1963

นักกวีหญิงผู้มีบทบาทสำคัญในขบวนการกวีนิพนธ์สารภาพ (Confessional Poetry) เป็นสไตล์การเขียนที่สะท้อนถึงความเจ็บปวดอันเข้มข้นของเธอ และจิตใจที่แสนเข้มแข็ง

ผลงานเด่นอย่าง ‘Ariel’ ถูกตีพิมพ์หลังเธอจากโลกไปแล้ว และมันมีแรงกระเพื่อมสูงมากด้วยภาวะโรคซึมเศร้าที่เธอเผชิญ เมื่อชีวิตแต่งงานแตกสลาย

“I do not love. I do not love anybody except myself. That is a rather shocking thing to admit. I have none of the selfless love of my mother. I have none of the plodding, practical love I am, to be blunt and concise, in love only with myself, my puny being with its small inadequate breasts and meager, thin talents. I am capable of affection for those who reflect my own world.”

ฉันไม่รักใคร ฉันไม่รักใครเลยนอกจากตัวเอง นี่คงเป็นสิ่งที่ฟังดูน่าช็อกสำหรับใครหลายคน ฉันไม่มีรักแบบไร้เงื่อนไขเหมือนแม่ ฉันไม่มีรักที่ดูเป็นจริงเหมือนคนอื่น ฉันรักแค่ตัวเอง ทั้งร่างกายเล็กๆ ของฉัน หน้าอกเล็กๆ ที่ไม่สมบูรณ์แบบ และพรสวรรค์ที่มีอยู่อย่างเบาบางเหลือเกิน ฉันอาจมีรักและเอาใจใส่คนอื่นได้ แต่คงกับเฉพาะคนที่เห็นโลกของฉันอย่างลึกซึ้งจริงๆ

ทั้งบทกวีใหม่หรือกวีโบราณ กวีเสรีหรือกวีที่ริเริ่มทดลอง เราท้าให้คุณเขียนมันอย่างอิสระ

นั่งลงในห้อง นั่งบนม้านั่งในสวน หรือที่ใดก็ได้ตามใจ ลองสัมผัสกระดาษอีกสักครั้ง ปลดปล่อยถ้อยคำในใจให้ออกมาโลดแล่น ปลดปล่อยความรู้สึกที่ร้ายกาจที่สุดให้ออกมาวิ่งพลุกพล่าน ปลดปล่อยจินตนาการที่ใครก็ว่ามันบ้าคลั่ง ปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระ

ดื่มด่ำซึมซับถ้อยคำเหล่านั้น ผลิยิ้มให้กับมัน ร้องไห้ไปกับมัน ร่ำร้องร่ายระบำไปกับบทกวี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...