โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไฟฟ้าสำรอง ‘ล้น’ โรงไฟฟ้าบางแห่งไม่เกิดกำลังการผลิต แต่ กฟผ.ยังจะซื้อไฟฟ้าเพิ่ม

The Momentum

อัพเดต 25 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 0.26 น. • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE MOMENTUM

ทำไมค่าไฟแพงขึ้นเรื่อยๆ เป็นคำถามที่คงติดค้างอยู่ในใจใครหลายคน เพราะจะกี่ปี ปัญหาค่าไฟแพงก็ไม่เคยแก้ไขได้อย่างถาวร จนกลายมาเป็นนโยบาย ‘หาเสียง’ ยอดฮิตของนักการเมืองในทุกช่วงการเลือกตั้ง

หลายคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องที่น่าแปลก เพราะทุกวันนี้ประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศที่ขาดแคลนไฟฟ้าใช้ และหากดูตัวเลขกำลังผลิตไฟฟ้าก็อาจพูดได้ว่า ประเทศของเรานั้น ‘รวย’ กระแสไฟฟ้าเป็นอย่างมากจนเกินความต้องการใช้ไฟฟ้าจริงของคนทั้งประเทศ ที่สำคัญแม้ไฟฟ้าจะมีอยู่เยอะจนเรียกได้ว่ามีความมั่นคงด้านพลังงานระดับหนึ่ง แต่ทำไมจึงยังมีโครงการซื้อไฟฟ้าเพิ่ม ซึ่งทำให้มีโรงไฟฟ้าใหม่เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ

ขณะที่ตัวเลขกำลังผลิตไฟฟ้าที่มีอยู่ล้นเกิน เหตุใดจึงมีการเซ็นสัญญาซื้อไฟฟ้าเพิ่มจากโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ของเอกชน รวมทั้งจากเขื่อนต่างประเทศ ปริมาณไฟฟ้าที่มีอยู่ไม่เพียงพอสำหรับประเทศไทยจริงหรือ The Momentum พาไปดูข้อมูลกำลังไฟฟ้าที่มีอยู่ในระบบของประเทศ รวมทั้งผลที่เกิดขึ้นจากโรงไฟฟ้า

สร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มในวันที่ไฟฟ้าสำรอง ‘ล้นเกิน’ ความต้องการ

การมีกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ระบบไฟฟ้ามีความมั่นคงและสามารถรองรับสถานการณ์ที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้น เช่น ช่วงฤดูร้อนที่คนเปิดเครื่องปรับอากาศพร้อมกันจำนวนมาก รวมถึงใช้เป็นกันชนกรณีโรงไฟฟ้าบางแห่งต้องหยุดเดินเครื่อง เพราะชำรุดหรือปิดซ่อมบำรุง ตลอดจนรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคตจากการพัฒนาเศรษฐกิจและเมือง

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาข้อมูลล่าสุดพบว่า เดือนมิถุนายน 2568 ประเทศไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญาอยู่ที่ 51,991.80 เมกะวัตต์ ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของปี เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2568 อยู่ที่ 34,620.4 เมกะวัตต์ เท่ากับว่าระบบมีส่วนต่างกำลังผลิตเหนือจุดพีคถึง 17,371.4 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นกำลังไฟฟ้าสำรองสูงถึง ร้อยละ 50.18 ของความต้องการสูงสุด

เมื่อระบบมีกำลังผลิตตามสัญญามากกว่าความต้องการใช้จริง ผลที่เกิดขึ้นตามมาคือ โรงไฟฟ้าหลายแห่งไม่ได้ผลิตไฟฟ้าเข้าสู่ระบบ แม้จะมีกำลังผลิตตามสัญญาอยู่แล้วก็ตาม

ที่มา: ข้อมูลคำนวณโดย JustPow จากเอกสารแจกแจงสูตรการปรับอัตราราคาไฟฟ้าอัตโนมัติ (Ft) ในส่วนประมาณค่าซื้อไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ปี 2568

ข้อมูลที่คำนวณโดย JustPow โดยอ้างอิงจากเอกสารแจกแจงสูตรการปรับอัตราราคาไฟฟ้าอัตโนมัติ (Ft) ในส่วนประมาณค่าซื้อไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ปี 2568 ระบุว่า ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) ที่ใช้ก๊าซและถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงจำนวน 13 แห่ง มีกำลังผลิตตามสัญญารวม 20,298.5 เมกะวัตต์ แต่ กฟผ.ซื้อไฟเฉลี่ยเพียง 8,181.21 เมกะวัตต์ หรือเทียบเท่าการเดินเครื่องเฉลี่ยประมาณร้อยละ 40.30 นั่นหมายความว่ามีกำลังผลิตไฟฟ้าที่ไม่ถูกผลิตเข้าสู่ระบบตามสัญญาสูงถึง 12,117.29 เมกะวัตต์

ในภาพรวม โครงสร้างการผลิตไฟฟ้าของไทยยังพึ่งพาเอกชนเป็นหลัก สะท้อนจากข้อมูลเดือนมิถุนายน 2568 ที่ระบุว่า กำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 51,991.80 เมกะวัตต์ มาจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ร้อยละ 39.04 ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก (SPP) ร้อยละ 17.74 และการซื้อไฟจากต่างประเทศร้อยละ 11.99 เมื่อนำสัดส่วนของเอกชนมารวมกันจะพบว่า เอกชนมีสัดส่วนในระบบสูงถึงร้อยละ 68.77 ขณะที่ กฟผ.มีสัดส่วนกำลังผลิตเพียงร้อยละ 31.23

แม้ว่าระบบไฟฟ้าของไทยมีกำลังผลิตที่ล้นเกินความต้องการอยู่แล้ว แต่ในอนาคตยังมีโครงการผลิตไฟฟ้าที่เซ็นสัญญาแล้วเตรียมทยอยจ่ายไฟเข้าระบบ ได้แก่

  • โรงไฟฟ้าก๊าซบูรพาพาวเวอร์ กำลังการผลิตตามสัญญา 540 เมกะวัตต์ ปีที่จะจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ 2572 (ยังไม่ได้ก่อสร้าง)

  • เขื่อนหลวงพระบาง กำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 1,400 เมกะวัตต์ ปีที่จะจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ 2573 (กำลังก่อสร้าง)

  • เขื่อนปากลาย กำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 763 เมกะวัตต์ ปีที่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ 2575 (กำลังก่อสร้าง)

  • เขื่อนเซกอง 4A และ 4B กำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 347.3 เมกะวัตต์ ปีที่จะจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ 2576 (ยังไม่ได้ก่อสร้าง)

  • เขื่อนปากแบง กำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 897 เมกะวัตต์ ปีที่จะจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ 2576 (ยังไม่ได้ก่อสร้าง)

เมื่อรวมกำลังผลิตตามสัญญาของโครงการเหล่านี้เท่ากับว่า ภายในปี 2576 ไทยจะมีไฟฟ้าป้อนเข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 3,947.3 เมกะวัตต์ ซึ่งไฟฟ้าที่เพิ่มเข้ามาในระบบอาจซ้ำเติมสำรองไฟฟ้าในระบบที่มีอยู่ ‘ล้นเกิน’ อยู่แล้ว และเป็นการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าในจังหวะที่ประเทศยังคงใช้ไฟฟ้าที่มีอยู่ยังไม่เต็มตามศักยภาพ

ทำไมการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่จึงอาจทำให้ค่าไฟแพงขึ้น

เมื่อโรงไฟฟ้าบางแห่งไม่ได้ผลิตไฟฟ้าเข้าสู่ระบบตามกำลังการผลิตตามสัญญา เพราะความต้องการใช้ไฟฟ้าต่ำกว่ากำลังผลิตที่มี หลายคนอาจเข้าใจว่าค่าไฟน่าจะลดลงเพราะผลิตไฟฟ้าน้อยลง

แต่ในทางปฏิบัติ ค่าไฟไม่ได้ลดลงตามสัดส่วนเสมอไป เพราะสัญญาซื้อขายไฟฟ้าหลายประเภทมีเงื่อนไขที่เรียกแบบเข้าใจง่ายว่า ‘ไม่ใช้ก็ต้องจ่าย’ (Take or Pay) โดยเฉพาะส่วนของค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payment: AP) ที่ผู้ซื้อไฟ เช่น กฟผ.ต้องจ่ายให้ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนเพื่อชดเชยต้นทุนที่เอกชนลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้า และเพื่อให้โรงไฟฟ้าพร้อมจ่ายไฟได้ตามสัญญา แม้ในบางช่วงเอกชนจะไม่ได้ผลิตไฟฟ้าตามกำลังการผลิตตามสัญญาก็ตาม

สมมติว่าโรงไฟฟ้าทำสัญญาไว้ 1,000 เมกะวัตต์ แต่อาจผลิตไฟเข้าระบบจริงเพียง 400 เมกะวัตต์ ผู้ซื้อไฟอาจต้องจ่ายค่าความพร้อมจ่ายในปริมาณที่โรงไฟฟ้าผลิตไฟฟ้า 1,000 เมกะวัตต์ ซึ่งต้นทุนดังกล่าวจะถูกนำไปคิดรวมเป็นต้นทุนการผลิตไฟฟ้า และรวมอยู่ในบิลค่าไฟเรียบร้อยแล้ว

นอกเหนือจากค่าความพร้อมจ่าย การใช้ก๊าซในการผลิตไฟฟ้ายังอาจส่งผลต่อราคาค่าไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากต้นทุนของเชื้อเพลิงมีราคาสูงและมีความผันผวน ข้อมูล กฟผ.ระบุว่า ก๊าซธรรมชาติราคา Pool Gas ในโรงไฟฟ้าของ กฟผ.และโรงไฟฟ้าของเอกชนรายใหญ่มีต้นทุนที่ 3.04 บาทต่อหน่วย ส่วนก๊าซธรรมชาติของโรงไฟฟ้าเอกชนรายเล็กต้นทุนอยู่ที่ 3.61 บาทต่อหน่วย

ทว่าจากรายงานวิจัย Thailand: Turning Point for a Net-Zero Power Grid โดย BloobbergNEF ชี้ว่า ต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยไฟฟ้าตลอดอายุโครงการ (LCOE) ของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แห่งใหม่ในไทยถูกกว่าการสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซใหม่ โดยในปี 2568 โซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่มีต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยไฟฟ้าตลอดอายุโครงการอยู่ที่ 1.71 บาทต่อหน่วยเท่านั้น

อย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังคงผลิตไฟฟ้าจากก๊าซมากที่สุด โดยในปี 2566 พบว่าไทยใช้ก๊าซในการผลิตไฟฟ้าร้อยละ 57.95 ในขณะที่ก๊าซเกือบครึ่งต้องนำเข้าโดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ราคาผันผวนตามตลาดโลก หากเกิดวิกฤตที่กระทบต่อราคาก๊าซ เช่น สงคราม อาจทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติเหลวพุ่งสูงขึ้น ดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในปี 2565 และหากต้นทุนก๊าซแพงขึ้น ค่าไฟฟ้าก็จะแพงขึ้นตามหลัง สวนทางกับราคาไฟฟ้าที่ผลิตโดยใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น โซลาร์เซลล์ซึ่งมีแนวโน้มลดลงและราคาถูกกว่าโรงไฟฟ้าก๊าซ

ซ้ำร้าย โรงไฟฟ้าแต่ละแห่งยังมีสัญญารับซื้อไฟฟ้าที่มีระยะเวลายาวนานหลายปี การเซ็นสัญญาก็เปรียบเสมือนการล็อกให้หน่วยงานรับซื้อมีค่าใช้จ่ายด้านต้นทุนและความเสี่ยงให้กับโรงงานเป็นเวลานาน และอาจเป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหาค่าไฟแพงในอนาคต

ปัญหาสิ่งแวดล้อมและการลิดรอนสิทธิ

การเพิ่มจำนวนโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ในวันที่ไฟฟ้าสำรองยังคงมีอยู่อย่าง ‘ล้นเกิน’ ความต้องการใช้งานจริง ไม่เพียงแต่เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนจากค่าไฟที่เพิ่มสูงขึ้น แต่อาจส่งผลกระทบลุกลามไปยังทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญอีกด้วย

ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการผลิตไฟฟ้าในไทยแตกต่างกันไปตามวัตถุดิบที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า ตำแหน่งที่ตั้งของโรงผลิต ขนาด และกลไกในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งก่อนหน้านี้มีรายงานปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่มีที่มาจากโรงไฟฟ้า ยกตัวอย่างกรณีโรงไฟฟ้าก๊าซ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ถูกพบว่าเป็นแหล่งกำเนิด PM2.5 จากการปล่อยไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO₂) และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO₂) หรือจะเป็นกรณีเขื่อนไซยะบุรี โดยบริษัท ไซยะบุรีพาวเวอร์ จำกัด ซึ่งทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ กฟผ.ที่กลไกการผลิตไฟฟ้าส่งผลให้เกิดการสูญพันธ์ุของปลา กระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ความมั่นคงทางอาหาร เกิดภาวะน้ำแล้ง อุทกภัย และปัญหาด้านเกษตรกรรม

กรณีโรงไฟฟ้าเอกชนที่เซ็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้าและรอเข้าระบบในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าบูรพา พาวเวอร์ เขื่อนปากแบง เขื่อนหลวงพระบาง และเขื่อนปากลาย มีอย่างน้อย 4 โครงการ ที่มีข้อร้องเรียนจากภาคประชาชน องค์กรด้านสิ่งแวดล้อม และองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน เกี่ยวกับความเสี่ยงต่อเกิดมลพิษทางอากาศและทางน้ำ ข้อกังวลต่อรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซบูรพาพาวเวอร์ ผลกระทบข้ามพรมแดนจากโครงการเขื่อนปากแบง รวมทั้งผลกระทบต่อระบบนิเวศในแม่น้ำโขง ทั้งการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำ และผลกระทบต่อชุมชนริมฝั่งแม่น้ำจากการทำโครงการเขื่อนหลวงพระบางและโครงการเขื่อนปากลาย ซึ่ง กฟผ.เป็นผู้รับซื้อไฟฟ้าจากโครงการดังกล่าวทั้งหมด

นอกจากนี้ยังมีประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชนจากโครงการโรงไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการมีส่วนร่วมในกระบวนการอนุญาตและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อการทำโครงการที่อาจมีความเร่งรัดและเปิดเผยข้อมูลไม่เพียงพอ การจัดการภาระที่จะเกิดขึ้นจากผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมภายหลังเปิดเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ความโปร่งใสในการทำสัญญาซื้อไฟฟ้า (PPA) ที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมมากเท่าที่ควร การโยกย้ายถิ่นฐาน การสูญเสียที่ดิน การแปรเปลี่ยนของวิถีทำกิน ตลอดจนการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการอย่างไม่เป็นธรรม

มากไปกว่านั้น การเดินหน้าเรียกร้องการจัดซื้อไฟฟ้าอย่างเป็นธรรมต่อประชาชนมีความยากลำบาก เพราะมีความพยายามใช้กฎหมายฟ้องร้องเพื่อปิดปากผู้วิพากษ์วิจารณ์ ไล่ตั้งแต่ปี 2564-2568 บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทภายในเครือ ฟ้องร้องนักการเมืองและอดีตนักการเมือง 5 ราย จากพรรคก้าวไกล พรรคประชาชน และพรรคไทยสร้างไทย ได้แก่ เบญจา แสงจันทร์, ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, วรภพ วิริยะโรจน์, ศุภโชติ ไชยสัจ และตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส รวมไปถึงนักวิชาการอีก 2 ราย คือ รณกาจ ชินสำราญ และสฤณี อาชวานันทกุล ฐานคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาและเรียกค่าเสียหายทางแพ่งคนละ 100 ล้านบาท ภายหลังออกมาเคลื่อนไหวประเด็นค่าไฟแพงและการเอื้อประโยชน์ของกลุ่มทุนพลังงาน

อย่างไรก็ดี การสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อสำรองกำลังการผลิตเผื่อไว้สำหรับอนาคต ปฏิเสธไม่ได้ว่าจะนำมาซึ่งความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ทำให้ประชาชนมีไฟฟ้าใช้ได้โดยไม่ขาดแคลนไปอีกยาวนาน อย่างไรก็ดี หากแนวทางการพัฒนารูปแบบนี้นำมาซึ่งบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้ประชาชนเป็นผู้แบกรับ เช่น ค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น ปัญหาสิ่งแวดล้อม และการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอาจต้องนำพินิจพิเคราะห์ให้ดีเสียก่อนเริ่มต้น และนำเอาเสียงเรียกร้องของประชาชนทุกคนเข้าเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาก่อนจะ ‘ไฟเขียว’ ให้การพัฒนาเดินหน้าต่อไป

ทั้งนี้ก็เพื่อให้การพัฒนานั้นโอบรับทุกคนในประเทศ โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังให้จมอยู่กับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทนทุกข์กับสภาพแวดล้อมที่พังทลาย การเจ็บป่วย และการถูกลิดรอนสิทธิ ขัดกับหลักการที่ต้องทำเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน เพราะหากเป็นเช่นนั้นคงไม่อาจพูดได้อย่างเต็มปากว่า การพัฒนาดังกล่าวเป็นการพัฒนาสำหรับทุกคน

อ้างอิง

https://www.eppo.go.th/images/POLICY/PDF/PDP_TH.pdf

https://www.eppo.go.th/images/Energy-Statistics/energyinformation/Forecast/ShorttermForecast/stiulation-half-2568-forecast2568.pdf

https://justpow.co/article-thailand-electricity-ownership/

https://assets.bbhub.io/professional/sites/44/19-05-2025_Thailand_Turning-Point-for-a-Net-Zero-Power-Grid.pdf

https://science.nasa.gov/earth/earth-observatory/grappling-with-thailands-seasonal-haze-152616/

https://www.greenpeace.org/thailand/story/54773/fossil-gas-powerplant-another-pm25-source-bkk

https://www.mekongeye.com/2023/02/20/villagers-to-be-displaced-by-luang-prabang-dam-want-more-compensation

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...