โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ศบก.ช่วยอพยพคนไทยในตะวันออกกลางแล้ว 292 คน ล็อตแรก 62 คนถึงไทย 9 มี.ค.

MATICHON ONLINE

อัพเดต 08 มี.ค. เวลา 13.33 น. • เผยแพร่ 08 มี.ค. เวลา 12.19 น.

ศบก. เผยช่วยเหลือคนไทยในตะวันออกกลางกลับประเทศแล้ว 292 คน กำชับคุมเข้มราคาปุ๋ยเคมี ‘ก.พาณิชย์’ ยันว่าปริมาณปุ๋ยเคมีในประเทศยังมีเพียงพอต่อความต้องการใช้-ไม่จำเป็นต้องเร่งซื้อหรือกักตุน

เมื่อเวลา 18.10 น. วันที่ 8 มีนาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงข่าวประจำวัน โดยนายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และความคืบหน้าในการให้ความช่วยเหลือคนไทย ว่า พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง สถานการณ์โดยรวมในภูมิภาคยังคงมีความรุนแรงโดยมีการแลกเปลี่ยนการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอิหร่าน อิสราเอล บาห์เรน คูเวต และเลบานอน ซึ่งถูกโจมตีในหลายพื้นที่ ขณะเดียวกัน อิหร่านส่งสัญญาณว่าจะไม่โจมตีประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค โดยจะมุ่งเป้าเฉพาะฐานทัพสหรัฐฯ เท่านั้น โดยกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านได้ออกแถลงการณ์ย้ำว่าเป็นการป้องกันตนเอง และจะตอบโต้จนกว่าการโจมตีอิหร่านจะยุติลง หรือจนกว่าคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติจะดำเนินการตามหน้าที่ อย่างไรก็ดี ยังคงต้องจับตาดูการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาค ซึ่งล่าสุดมีรายงานใช้โดรนโจมตีถังเก็บน้ำมันในคูเวต และมีการโจมตีโรงผลิตน้ำจืดในบาห์เรน ขณะที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่าจะโจมตีอิหร่านอย่างหนัก และอาจพิจารณาขยายเป้าหมายไปยังพื้นที่ที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้อยู่ในขอบเขตการโจมตี ส่งผลให้สถานการณ์ในภูมิภาคยังคงตึงเครียดและไม่แน่นอนอย่างต่อเนื่อง

สำหรับสถานการณ์การเปิด-ปิดน่านฟ้าในปัจจุบัน แม้การ์ตายังคงปิดน่่านฟ้า แต่สายการบิน Qatar Airways เริ่มให้บริการเส้นทางการบินฉุกเฉินเพื่อขนส่งสินค้าและอพยพผู้โดยสารที่ตกค้างบางส่วนแล้ว จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีรายงานคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต อย่างไรก็ดี เนื่องจากสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอน กระทรวงการต่างประเทศจึงขอให้คนไทยพิจารณาออกนอกพื้นที่เสี่ยงโดยเร็วที่สุด และลงทะเบียนแจ้งข้อมูลที่อยู่และช่องทางติดต่อให้กับสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ที่รับผิดชอบ

ความคืบหน้าของการให้ความช่วยเหลือคนไทย ในพื้นที่อิหร่าน คนไทยกลุ่มแรกจากกรุงเตหะรานและเมืองกุมรวม 62 คน นำโดยนางสาวชญานิษฐ์ ประเสริฐผล ที่ปรึกษา สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน เดินทางโดยรถยนต์ถึงตุรกีแล้วในช่วงค่ำวันที่ 7 มีนาคม 2569 ด้วยความปลอดภัย โดยมีกรมการกงสุล และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา ต้อนรับและอำนวยความสะดวกในการเข้าเมืองที่ด่าน Kapikoy ของตุรกี จากนั้น คณะทั้งหมดได้เดินทางต่อไปเข้าพักที่โรงแรมในเมืองวานเพื่อรอเดินทางกลับประเทศไทยโดยเครื่องบินต่อไปในสองกลุ่ม โดยกลุ่มแรกถึงประเทศไทยวันที่ 9 มีนาคม และกลุ่มถัดไปถึงประเทศไทยวันที่ 10 มีนาคม 2569

นอกจากนี้ ยังจะมีคนไทยในอิหร่านกลุ่มถัดไปที่จะเดินทางออกจากอิหร่าน ในวันที่ 10 มีนาคม 2569 ไปยังตุรกี โดยกรมการกงสุล สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา กำลังประสานงานอย่างใกล้ชิดเพื่อปฏิบัติภารกิจนี้ให้สำเร็จ การอพยพคนไทยในอิหร่านครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลในการให้ความช่วยเหลือคนไทยในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบให้ออกจากพื้นที่อันตรายในโอกาสแรก

ตุรกี สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา ยังมีภารกิจที่ชายแดนอีกด่าน เพื่อรอรับคนไทยที่อพยพออกจากอิรัก ซึ่งอยู่ในการดูแลของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอัมมาน ที่จอร์แดน โดยคนไทยในอิรักได้เดินทางข้ามแดนเข้าตุรกีมาที่ เมืองมาร์ดิน (Mardin) แล้วรวม 3 รอบ รวมทั้งหมด 18 คน โดยรอบล่าสุดคือเมื่อคืนวันที่ 7 มีนาคม 2569 จำนวน 10 คน และจะเดินทางจากนครอิสตันบูลของตุรกีเพื่อเดินทางกลับประเทศไทยต่อไป

กาตาร์ ตามที่สายการบิน Qatar Airways เริ่มให้บริการเส้นทางการบินฉุกเฉิน เพื่อขนส่งสินค้าและอพยพผู้โดยสารที่ตกค้างนั้น วันนี้ (8 มีนาคม 2569) ก็จะทำการบินนำผู้โดยสารที่ตกค้าง กลับไปยังกรุงโดฮา อย่างไรก็ดี กาตาร์ยังคงปิดน่านฟ้าสำหรับเที่ยวบินพาณิชย์ทั้งหมด โดยรวมขณะนี้ มีคนไทยที่ติดค้างในตะวันออกกลางที่ได้รับความช่วยเหลือให้เดินทางกลับประเทศไทยแล้ว 292 คน

ในส่วนของประเทศอื่น ๆ สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ในพื้นที่ยังคงอำนวยความสะดวก ดูแลและให้คำแนะนำพี่น้องคนไทยที่ประสงค์กลับประเทศ และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งรัดกระบวนการต่อไป

ด้านนายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าและโฆษกกระทรวงพาณิชย์ แถลงถึงการสต๊อกปุ๋ยเคมีในประเทศ ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด มีการกำหนดให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าปุ๋ยเคมีต้องรายงานปริมาณสต๊อก และรายงานการนำเข้าทุกวันที่ 10 ของเดือน เพื่อให้ภาครัฐติดตามสินค้าและบริหารจัดการสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งข้อมูลล่าสุดของกระทรวงพาณิชย์ พบว่าประเทศไทยมีสต๊อกปุ๋ยเคมีประมาณ 1.52 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการเฉลี่ยอยู่ที่ 0.8 ล้านตันต่อเดือน จึงถือว่ามีปริมาณเพียงพอในการใช้ในประเทศ

นายนันทพงษ์ กล่าวต่อว่า สำหรับสต๊อกของเดือนกุมภาพันธ์จะมีการรายงานในวันที่ 10 มีนาคมนี้ คาดว่าปริมาณสต๊อกจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นการนำเข้าปุ๋ยที่มีการคาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้าก่อนเกิดสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง รวมทั้งมีการนำเข้าปุ๋ยจากหลายประเทศ ซึ่งสต๊อกปุ๋ยยูเรียซึ่งเป็น วัตถุดิบหลักของปุ๋ยเคมีและมีสัดส่วนการใช้อยู่ที่ 36% ของการใช้ปุ๋ยทั้งหมด ปัจจุบันประเทศไทยมีสต๊อกอยู่ประมาณ 0.32 ล้านตัน หรือประมาณ 6.5 ล้านกระสอบ นอกจากนี้ ยังมีปุ๋ยยูเรียที่อยู่ระหว่างการนำเข้าจากซาอุดีอาระเบียและมาเลเซียอีกประมาณ 1.2 แสนตัน หรือ2.4 ล้านกระแส โดยรวมจะมีปุ๋ยยูเรียอยู่ประมาณ 8.9 ล้านกระสอบ ดังนั้นหากรวมปุ๋ยเคมีแที่มีอยู่ในปัจจุบันจะสามารถใช้ได้ประมาณ 5 เดือน

นายนันทพงษ์ กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามสถานการณ์ต้นทุนในตลาดโลกและโครงสร้างราคาอย่างใกล้ชิด พร้อมกำกับดูแลให้การจำหน่ายเป็นไปตามต้นทุนที่แท้จริง รวมถึงคำนึงถึงผลกระทบของเกษตรกรมากที่สุด นอกจากนี้ นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้สั่งการให้สำนักงานพาณิชย์ทั่วประเทศลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายปุ๋ยเทคมีอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันไม่ให้มีการจำหน่ายในราคาที่สูงเกินกว่าสมควรหรือการใช้โอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุผลซึ่งหากพบการกระทำผิดจะมีการดำเนินคดีตามกฎหมาย
กระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่าปริมาณปุ๋ยเคมีในประเทศเรายังมีเพียงพอต่อความต้องการใช้และขอความร่วมมือเกษตรกรไม่จำเป็นต้องเร่งซื้อหรือกักตุนปุ๋ย

///

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ศบก.ช่วยอพยพคนไทยในตะวันออกกลางแล้ว 292 คน ล็อตแรก 62 คนถึงไทย 9 มี.ค.

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...