ก.ล.ต. เร่งประสานปราบฟอกเงินข้ามชาติ หลังสิงคโปร์ยึดทรัพย์ จับกุมบอร์ดกองทุน CAI
ก.ล.ต. แจ้งความคืบหน้าการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับทุนเทาคืบหน้าอย่างมาก หลังสิงคโปร์บุกยึดทรัพย์ จับกุมบอร์ดกองทุน Capital Asia Investments (CAI)
วันที่ 9 มี.ค.2569 รายงานข่าวจาก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่าตามที่มีข่าวปรากฎว่า หน่วยงานกำกับดูแลภาคการเงินของประเทศสิงคโปร์ ได้เข้าตรวจค้นและยึดทรัพย์สินจากบัญชีธนาคารและบัญชีหลักทรัพย์ พร้อมจับกุมกรรมการของกองทุน Capital Asia Investments (CAI) หลังพบความเชื่อมโยงที่อาจเกี่ยวข้องกับเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ
นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการ ก.ล.ต. ในฐานะโฆษก กล่าวว่า กรณีข้างต้นเป็นการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายการฟอกเงินของประเทศสิงคโปร์ ในส่วนการบังคับใช้กฎหมายของ ก.ล.ต. ได้เร่งดำเนินการ โดยได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีความคืบหน้าไปอย่างมาก
นอกจากนี้ตามที่มีข้อมูลปรากฎในโซเชียลมีเดียว่า ธนาคารกลางของสิงคโปร์ Monetary Authority of Singapore หรือ MAS ได้ขอข้อมูลธุรกรรมต้องสงสัยของกลุ่ม Capital Asia Investments หรือ CAI จาก ก.ล.ต.
นายเอนก กล่าวว่า โดยกระบวนการปกติ ก.ล.ต. จะมีการประสานงานและให้ความช่วยเหลือกับหน่วยงานกำกับดูแลภาคการเงินต่างประเทศ พร้อมทั้งยืนยันว่า กรณีที่มีการกล่าวอ้าง ไม่ปรากฏว่าเคยมีการประสานขอข้อมูลจาก ก.ล.ต. แต่อย่างใด
ที่ผ่านมา ก.ล.ต. ได้มีการประสานงานขอข้อมูลจากหน่วยงานกำกับดูแลภาคการเงินของต่างประเทศ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 และ ก.ล.ต. ได้นำข้อมูลมาประกอบการพิจารณาบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งมีความคืบหน้าไปมากแล้ว
สื่อสิงคโปร์ รายงานว่า แคปปิตอล เอเชีย อินเวสต์เมนท์ (Capital Asia Investments หรือ CAI) ซึ่งเป็นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนที่ได้รับอนุญาตในสิงคโปร์ กำลังถูกสอบสวนในข้อหาพัวพันกับการฟอกเงิน โดยเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการอายัดทรัพย์สินในบัญชีธนาคารและบัญชีหลักทรัพย์ของบริษัท รวมมูลค่ากว่า 160 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือกว่า 4,000 ล้านบาท
แถลงการณ์ร่วมจากกองกำลังตำรวจสิงคโปร์ (SPF) และธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ในวันนี้ (9 มี.ค.) ระบุว่า เจ้าหน้าที่ได้เข้าปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายกับบริษัท แคปปิตอล เอเชีย อินเวสต์เมนท์ เมื่อวันที่ 5 มี.ค. ที่ผ่านมา ส่งผลให้กรรมการของบริษัทจำนวน 2 รายถูกจับกุมตัว
ธนาคารกลางสิงคโปร์ เปิดเผยว่า ได้เริ่มติดตามตรวจสอบกิจกรรมของบริษัทดังกล่าวหลังจากได้รับข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมที่อาจผิดกฎหมาย ซึ่งจากการตรวจสอบในด้านกำกับดูแล พบว่าบริษัทมีความบกพร่องอย่างร้ายแรงในการควบคุมและการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
ขณะที่ ตำรวจสิงคโปร์ ระบุว่า ได้รับข้อมูลข่าวสารทางการเงินจากสำนักงานรายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของบริษัทและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ
ภายหลังได้รับข้อมูลดังกล่าว ตำรวจจึงได้เริ่มกระบวนการสอบสวนและประสานงานกับหน่วยงานในต่างประเทศเพื่อขอข้อมูลและความช่วยเหลือ เนื่องจากทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิดนั้นถูกระบุว่ามีต้นทางมาจากกิจกรรมอาชญากรรมข้ามชาติในต่างประเทศ ซึ่งรวมถึงขบวนการต้มตุ๋นฉ้อโกงหรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ด้วย โดยในขณะนี้การสืบสวนยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง
สำนักข่าว CNA ของสิงคโปร์ รายงานว่า สำหรับบทลงโทษในข้อหาฟอกเงินนั้น มีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนความผิดตามกฎหมายบริการทางการเงินและตลาดปี พ.ศ.2565 มีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ และอาจมีการปรับเพิ่มหากยังคงกระทำความผิดต่อไป
ทั้งนี้ กองกำลังตำรวจสิงคโปร์ ระบุว่า สิงคโปร์ให้ความสำคัญอย่างยิ่งและจะไม่ยอมให้บุคคลหรือองค์กรใดใช้ระบบการเงินของประเทศเพื่อการฟอกเงินหรือกิจกรรมอาชญากรรมอื่น ๆ โดยตำรวจจะใช้มาตรการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและดำเนินการกับผู้กระทำความผิดอย่างเด็ดขาด