'อิหร่าน' มีเพื่อนแท้หรือไม่ ทำไม 'รัสเซีย-จีน' รักษาระยะห่าง เมื่อพันธมิตรเจอสงคราม
“รัสเซีย-จีน” พันธมิตรทางการทูตที่ทรงอำนาจที่สุดของเตหะราน ได้ประณามการทำสงครามของอิสราเอลและสหรัฐต่ออิหร่านที่สังหารผู้คนไปมากกว่า 1,000 คน เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างโจ่งแจ้ง
ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียเรียกการสังหารอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเมื่อวันเสาร์ (28 ก.พ.) ว่าเป็นการละเมิดบรรทัดฐานทางศีลธรรมของมนุษย์อย่างร้ายแรง
ด้านหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีนกล่าวกับ กิเดียน ซาอาร์ รัฐมนตรีต่างประเทศอิสราเอลว่า การใช้กำลังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงความขัดแย้งบานปลายมากขึ้น นอกจากนี้รัสเซียและจีนได้ร่วมกันเรียกร้องให้ประชุมฉุกเฉินสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติด้วย
การตอบสนองดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างอิหร่าน รัสเซีย และจีน ทว่าทำไมความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นในครั้งนี้ จีนและรัสเซียยังคงรักษาท่าที ไม่ยื่นมือเข้าช่วยทางใดทางหนึ่งนอกจากดำเนินการด้านการทูต
‘รัสเซีย-อิหร่าน’ หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ แต่ไม่ใช่พันธมิตรทางทหาร
ในเดือน ม.ค. 2025 รัสเซียและอิหร่านได้ลงนามสนธิสัญญาความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมหลายด้าน ตั้งแต่การค้าและความร่วมมือทางทหาร ไปจนถึงด้านวิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม และการศึกษา
ข้อตกลงดังกล่าวช่วยเสริมสร้างความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศและข่าวกรองให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และสนับสนุนโครงการต่างๆ เช่น เส้นทางคมนาคมที่เชื่อมรัสเซียกับประเทศในอ่าวเปอร์เซียผ่านอิหร่าน
ทั้งสองประเทศได้ทำการฝึกซ้อมทางทหารร่วมกันในมหาสมุทรอินเดียเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสัปดาห์ก่อนที่สหรัฐและอิสราเอลจะโจมตีอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม เมื่อสงครามเริ่มต้นขึ้น มอสโกไม่ได้มีหน้าที่ต้องตอบโต้ เพราะสนธิสัญญาดังกล่าวไม่ได้ร่วมเงื่อนไขด้านการป้องกันร่วมกัน หมายความว่า สนธิสัญญาไม่ได้นำไปสู่การก่อตั้งกองทัพพันธมิตรทางทหารอย่างเป็นทางการ
อันเดรย์ คอร์ทูนอฟ อดีตผู้อำนวยการใหญ่สภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของรัสเซีย และสมาชิกของชมรมสนทนาวัลได ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองด้านนโยบายต่างประเทศของรัสเซีย กล่าวกับอัลจาซีราผ่านวิดีโอจากมอสโกว่า สนธิสัญญากลาโหมร่วมกันในปี 2024 ของรัสเซียกับเกาหลีเหนือ เป็นตัวอย่างของข้อตกลงที่มีผลผูกพันมากขึ้นเกี่ยวกับการสนับสนุนทางทหาร ซึ่งภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว รัสเซียอาจต้องเข้าร่วมกับเกาหลีเหนือในความขัดแย้งใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นแต่กับอิหร่านข้อตกลงระบุแค่ว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องจะงดเว้นจากการกระทำที่เป็นปรปักษ์ ในกรณีที่อีกฝ่ายหนึ่งกำลังเข้าสู่ความขัดแย้ง
คอร์ทูนอฟ กล่าวว่า รัสเซียไม่น่าจะใช้ปฏิบัติการทางทหารโดยตรงเพื่อแสดงการสนับสนุนอิหร่าน เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงเกินไป และเสริมว่า มอสโกดูเหมือนจะให้ความสำคัญในการเจรจาความขัดแย้งยูเครนกับสหรัฐมากกว่า และชี้ว่า ก่อนหน้านี้รัสเซียได้ดำเนินแนวทางที่คล้ายกัน ก็คือเลือกที่จะวิจารณ์ปฏิบัติการของสหรัฐในที่อื่นๆ มากกว่าดำเนินการบางอย่าง เช่น วิจารณ์ปฏิบัติการของสหรัฐในเวเนซุเอลา หลังสหรัฐจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโรในเดือน ม.ค.
สนธิสัญญาระหว่างรัสเซียและอิหร่าน ระบุชัดเจนว่า รัสเซียไม่มีหน้าที่ต้องเข้าแทรกแซง
คอร์ทูนอฟบอกด้วยว่าเจ้าหน้าที่ในเตหะรานบางรายที่เขารู้จักได้แสดงออกถึง “ความผิดหวังในระดับหนึ่ง” และ “คาดหวังว่ารัสเซียควรทำอะไรมากกว่าแค่การดำเนินการทางการทูตในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือในเวทีพหุภาคีอื่นๆ”
ความสัมพันธ์ ‘จีน-อิหร่าน’ ที่ยังมีจำกัด
ในปี 2021 จีนและอิหร่านได้ลงนามความร่วมมือ 25 ปี โดยมีเป้าหมายเพื่อขยายความสัมพันธ์ในหลายด้าน เช่น ด้านพลังงาน ขณะที่เดียวกันก็ดึงอิหร่านเข้าร่วมข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road) ของจีน
โจดี เหวิน นักวิจัยหลังปริญญาเอกประจำศูนย์ความมั่นคงและยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ (CISS) มหาวิทยาลัยชิงหัว ประเทศจีน ซึ่งเดินทางไปอิหร่านบ่อยครั้ง กล่าวกับอัลจาซีราว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในปักกิ่งว่าเป็นความสัมพันธ์ที่เน้นด้านการปฏิบัติและความมั่นคง
“ในด้านการเมือง เรามีการแลกเปลี่ยนกันอย่างสม่ำเสมอ” เหวินกล่าวทางโทรศัพท์จากปักกิ่งกับอัลจาซีรา พร้อมเสริมว่าในด้านเศรษฐกิจ มีความร่วมมืออย่างลึกซึ้งมาก โดยมีหลายบริษัทเข้ามาลงทุนในอิหร่าน”
อย่างไรก็ตาม เธอย้ำว่าปักกิ่งได้กำหนดขอบเขตที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเป็นพันธมิตรมานานแล้ว โดยเฉพาะในเรื่องการมีส่วนร่วมทางทหาร
“รัฐบาลจีนยึดมั่นในหลักการไม่แทรกแซงกิจการของประเทศอื่นเสมอมา … ดิฉันไม่คิดว่ารัฐบาลจีนจะส่งอาวุธไปให้อิหร่าน” เธอกล่าว และว่า บทบาทของปักกิ่งมีโอกาสเน้นไปที่การทูตและการจัดการวิกฤติมากกว่า
เธอคาดว่า จีนกำลังพยายามเจรจากับฝ่ายสหรัฐและประเทศในอ่าวเปอร์เซียเพื่อให้สถานการณ์สงบลง และมองว่าความชัดเจนเรื่องความสัมพันธ์นี้ช่วยสร้างความไว้วางใจในเตหะรานได้
อย่างไรก็ตามเธอได้ตั้งข้อสังเกตว่าความสัมพันธ์ของสองประเทศนี้ยังขาดความสมดุล
บริษัทให้บริการติดตามการเดินเรือ Kpler ประมาณการว่า 87.2% ของการส่งออกน้ำมันดิบประจำปีของอิหร่านส่งไปยังจีน ซึ่งแสดงให้เห็ยถึงความสำคัญทางเศรษฐกิจของจีนต่อเตหะราน ในขณะที่อิหร่านยังคงเป็นหุ้นส่วนที่ค่อนข้างเล็กในการค้าระดับโลกของจีน
ดีแลน โลห์ รองศาสตราจารย์ประจำหลักสูตรนโยบายสาธารณะและกิจการระดับโลก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีหนานยาง ประเทศสิงคโปร์ กล่าวกับอัลจาซีราว่า เขาเชื่อว่าบทบาทของจีนต่ออิหร่าน “ได้พัฒนาไปสู่บทบาทเชิงปกป้อง โดยการพยายามเร่งไกล่เกลี่ยเพื่อป้องกันไม่ให้ภูมิภาคล่มสลาย ซึ่งอาจคุกคามผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงในภูมิภาคของจีนเอง”
โลห์เสริมด้วยว่า อาจมีการประเมินวิธีการลดความเสี่ยงทางการเมืองและทางเลือกต่างๆ ที่มีอยู่ ซึ่งความจริงแล้ว การประเมินดังกล่าวได้เริ่มต้นขึ้นหลังจากสหรัฐปฏิบัติการในเวเนซุเอลา