ผู้รอดชีวิตจากแหล่งสแกมเมอร์ในกัมพูชาเผยเรื่องโหดร้าย รัฐบาลกัมพูชาใส่เกียร์ว่างไม่ได้ช่วยอะไรเลย
องค์การ Amnesty International เผยแพร่รายงานเรื่อง วิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมทวีความรุนแรงขึ้นในกัมพูชา จากปากคำของผู้รอดชีวิตจากการหลบหนีจากสถานที่ทำกิจกรรมหลอกลวงทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือการทำสแกมเมอร์ ซึ่งเล่าถึงการฆาตกรรม การข่มขืน และการทรมาน
Amnesty International เผยว่าจากการสัมภาษณ์ผู้ที่ตกเป็นทาสแรงงงานของพวกสแกมเมอร์เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นชาวต่างชาติ พบว่าสถานการณ์ของพวกเขานั้นวุ่นวายและอันตรายอย่างยิ่ง เพราะพวกเขาไม่มีหนังสือเดินทาง เงิน การดูแลทางการแพทย์ หรือหนทางใดที่จะไปสู่ความปลอดภัยได้ หลังจากออกจากสถานที่กักขังที่บริหารโดยแก๊งอาชญากร
ผู้รอดชีวิตรายงานกับ Amnesty International ถึงการถูกทารุณกรรมอย่างโหดร้าย หลายคนบอกว่ามีการล่วงละเมิดทางเพศโดยหัวหน้าของสถานที่กักขัง รวมถึงผู้หญิงอย่างน้อยสองคนที่ตั้งครรภ์อันเป็นผลมาจากการถูกกระทำดังกล่าว ในขณะที่การลงโทษที่น่าสยดสยองอื่นๆ ที่ถูกบรรยายไว้ ได้แก่ ชายคนหนึ่งที่ถูกตัดนิ้ว และอีกคนหนึ่งที่ถูกเชือดคอ
“การอพยพครั้งใหญ่จากแหล่งสแกมเมอร์ได้สร้างวิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมบนท้องถนน ซึ่งรัฐบาลกัมพูชากำลังเพิกเฉย ท่ามกลางความโกลาหลและความทุกข์ทรมาน ผู้รอดชีวิตที่บอบช้ำทางจิตใจหลายพันคนถูกทิ้งให้ดูแลตัวเองโดยปราศจากการสนับสนุนจากรัฐ” มอนต์เซ เฟอร์เรอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยประจำภูมิภาคของ Amnesty International กล่าวและเสริมว่า “นี่คือวิกฤตการณ์ระดับนานาชาติบนแผ่นดินกัมพูชา นักวิจัยของเราได้พบกับผู้คนจากเอเชีย แอฟริกา ยุโรป และอเมริกา”
Amnesty International ประเมินว่า ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้คนหลายพันคนได้รับการปล่อยตัวหรือหลบหนีออกจากสถานที่หลอกลวงอย่างน้อย 17 แห่งทั่วประเทศกัมพูชา ผู้ให้สัมภาษณ์รายงานว่าไม่มีตำรวจหรือทหารอยู่ในบริเวณนั้นระหว่างหรือหลังจากที่พวกเขาหลบหนี/ได้รับการปล่อยตัว ซึ่งบ่งชี้ว่าทางการกัมพูชาไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการอพยพครั้งใหญ่จากค่ายกักกัน บางคนกล่าวว่าพวกเขาถูกยามทำร้ายร่างกายเมื่อพยายามจะออกจากค่าย ในขณะที่บางคนสามารถออกจากค่ายได้อย่างอิสระ
Amnesty International ได้พูดคุยกับหญิงตั้งครรภ์สองคนซึ่งกล่าวว่าพวกเธอถูกข่มขืนโดยผู้จัดการค่ายพักพิง ขณะที่ผู้รอดชีวิตอีกหลายรายรายงานว่าถูกผู้จัดการทำร้ายทางเพศ หลายคนรายงานว่าได้เห็นการเสียชีวิตในค่ายพักพิง โดยส่วนใหญ่เกิดจากการขาดการสนับสนุนทางการแพทย์ที่ถูกขัดขวางโดยผู้จัดการค่ายพักพิง บางคนเล่าว่าได้เห็นการทรมานหรือการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมถึงกรณีของชายคนหนึ่งที่ถูกตัดนิ้วเพื่อเป็นการลงโทษ
ผู้รอดชีวิตรายหนึ่งบอกกับ Amnesty International ว่า เขาเห็นเหตุการณ์ฆาตกรรมชายคนหนึ่งที่ถูกผู้จัดการที่พักอาศัยเชือดคอหลังจากถูกจับได้ขณะพยายามหลบหนี ผู้รอดชีวิตอีกสิบคนกล่าวว่าตำรวจมาที่พักอาศัยของพวกเขาเป็นประจำ รวมถึงมาเคลื่อนย้ายศพ แต่ไม่ได้ดำเนินการใดๆ กับผู้จัดการเลย
เดลิลาห์ ผู้รอดชีวิตอีกคนหนึ่งที่หนีออกมาจากค่ายกักกันใกล้กรุงพนมเปญในจังหวัดเปรยเวง เล่าให้ Amnesty International ฟังว่า “มีคนตายจำนวนมาก เราพยายามรวบรวมเงินเพื่อช่วยส่งศพกลับประเทศ ผู้คนล้มป่วยแต่พวกเขาไม่ช่วยเหลือเรา ฉันบอกพวกเขาว่าฉันหายใจไม่ออก เมื่อเราพยายามฝ่าออกมา ยามคนหนึ่งยิงปืนขึ้นฟ้า เราต้องฝ่าออกมาเพราะมีคนหนึ่งป่วยและเขาไม่อยากตาย”
“ดูเหมือนว่าทางการกัมพูชาไม่ได้ทำอะไรเพื่อช่วยเหลือเลย และการสนับสนุนจากองค์กรพัฒนาเอกชนก็ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่งบประมาณช่วยเหลือถูกตัดลดลงอย่างกว้างขวางในช่วงปีที่ผ่านมา ประชาชนเหล่านี้ต้องการความช่วยเหลือจากรัฐบาลของตนเองอย่างเร่งด่วน” มอนต์เซ เฟอร์เรอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยประจำภูมิภาคของ Amnesty International กล่าว
ข้อมูลจาก Amnesty International
Photo - ผู้คนรวมตัวกันหน้าสถานทูตอินโดนีเซียในกรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2026 ในเวลาเดียวกัน รัฐบาลอินโดนีเซียแถลงเมื่อวันที่ 21 มกราคมว่า ชาวอินโดนีเซียกว่า 1,400 คนได้ออกจากเครือข่ายหลอกลวงทางไซเบอร์ในกัมพูชาในช่วงห้าวันที่ผ่านมา หลังจากที่กัมพูชาให้คำมั่นว่าจะปราบปรามการค้าที่ผิดกฎหมายนี้อย่างจริงจัง (Photo by TANG CHHIN SOTHY / AFP)