โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แม่และเด็ก

เลี้ยงลูกเชิงบวก อย่างไรไม่ให้คุณพ่อคุณแม่สติแตกไปเสียก่อน...

Mood of the Motherhood

อัพเดต 11 มี.ค. เวลา 02.20 น. • เผยแพร่ 11 มี.ค. เวลา 02.19 น. • Features

ถ้าพูดถึงการเลี้ยงลูกเชิงบวก คุณพ่อคุณแม่หลายคนน่าจะนึกถึงชื่อ คุณหมอประเสริฐ หรือ นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์—กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก ขึ้นมาในฐานะคุณหมอที่เป็นเหมือนครูของพ่อแม่ยุคใหม่ เพราะคำแนะนำของคุณหมอประเสริฐ จะเน้นให้พ่อแม่เข้าใจลูกมากกว่าการบังคับให้เด็กเชื่อฟังแบบเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการไม่ตีลูก การไม่ขู่ การไม่ใช้อารมณ์ และการสร้างความสัมพันธ์ที่ปลอดภัยให้ลูกเติบโตอย่างมั่นคงพอแนวคิด เลี้ยงลูกเชิงบวก เป็นที่นิยมมากขึ้น คุณพ่อคุณแม่หลายคนก็เริ่มพยายามปรับเปลี่ยนการเลี้ยงดูของตัวเองให้เป็นไปตามแนวทางนั้นๆ ทั้งพยายามใจเย็น พยายามพูดดี พยายามอธิบายด้วยเหตุผล พยายามไม่หลุด ไม่วีน ไม่ตะโกน และไม่ใช้อารมณ์กับลูก ทั้งที่จะทำให้ได้อย่างนั้นตลอดเวลาไม่ใช่เรื่องง่าย จนเกิดเป็นคำพูดติดตลกในหมู่คุณแม่ที่พยายามเลี้ยงลูกเชิงบวกว่า ‘เลี้ยงลูกตามหมอประเสริฐ แต่แม่ประสาท’แต่ความจริงแล้ว เลี้ยงลูกเชิงบวก ไม่ใช่การฝืนหรือพยายามทำตัวเป็นพ่อแม่ที่ใจดีกับลูกตลอดเวลา แต่คือการสร้างระบบและวิธีคิดที่จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่รับมือกับลูกได้โดยตัวเองไม่ต้องสติแตกไปเสียก่อน…1. เริ่มจากจัดระบบชีวิตก่อน

คุณพ่อคุณแม่ส่วนมากสติแตกเพราะชีวิตแต่ละวันถูกเร่งและกดดันด้วยเวลา เช่น รีบไปทำงาน รีบรับส่งลูก รีบทำการบ้าน รีบกินข้าว รีบอาบน้ำ รีบเข้านอน และพอลูกไม่ให้ความร่วมมือแม้เพียงเล็กน้อย สมองที่เครียดอยู่แล้วจะระเบิดทันทีงานวิจัยด้านจิตวิทยาครอบครัวพบว่า ความเครียดในชีวิตประจำวันของพ่อแม่สัมพันธ์กับการตอบสนองลูกแบบหงุดหงิดและการเลี้ยงดูที่เข้มงวดขึ้นอย่างชัดเจน ดังนั้นการทำให้กิจวัตรประจำวันง่ายขึ้น เช่น ตื่นเช้ากว่าเดิมเล็กน้อย เตรียมชุดลูกตั้งแต่คืนก่อน หรือจัดตารางกิจกรรมให้ไม่แน่นเกินไป จะช่วยลดโอกาสปะทะและลดการสติแตกได้มากกว่าที่คิด2. พูดให้สั้นลง ชัดขึ้น และพูดครั้งเดียว

เด็กเล็กยังมีความสามารถในการควบคุมตนเองและประมวลคำสั่งยาวๆ ได้จำกัด หากคุณพ่อคุณแม่พูดหลายประโยคต่อเนื่อง ลูกมักจะหลุดโฟกัสหรือทำเหมือนไม่ได้ยิน และนั่นทำให้พ่อแม่รู้สึกเหมือนลูกไม่เชื่อฟัง งานวิจัยด้านพัฒนาการเด็กอธิบายว่า เด็กเล็กมีความจำใช้งานหรือ working memory จำกัด จึงทำให้การให้คำสั่งสั้นๆ และเฉพาะเจาะจงได้ผลมากกว่า เช่น เปลี่ยนจากการพูดบ่นด้วยประโยคยาวๆ ให้เหลือแค่ประโยคที่จำเป็นและชัดเจนเท่านั้น วิธีนี้จะช่วยลดการต่อรอง ลดการใช้อารมณ์ และช่วยให้การสื่อสารเชิงบวกเกิดขึ้นจริง3. ถ้ารู้ว่ากำลังจะระเบิดอารมณ์ ให้หยุดก่อน 10 วินาที

คุณพ่อคุณแม่จำนวนมากไม่ได้อยากตะโกน แต่ร่างกายเข้าสู่ภาวะเครียดอัตโนมัติ เช่น หัวใจเต้นแรง หายใจถี่ มือสั่น ซึ่งเป็นการตอบสนองแบบ fight or flight เมื่อสมองเข้าสู่โหมดนี้ การควบคุมอารมณ์จะยากมาก เทคนิคง่ายๆคือหยุด หายใจลึกๆ และเว้นระยะ 10 วินาที ก่อนพูดต่อ งานวิจัยด้านการควบคุมอารมณ์อธิบายว่าการหยุดสั้นๆช่วยให้สมองส่วนหน้าที่ทำหน้าที่วางแผนและยับยั้งพฤติกรรมกลับมาทำงานได้ดีขึ้น ทำให้พ่อแม่ไม่หลุดใช้อารมณ์โดยไม่ตั้งใจ4. การเลี้ยงลูกเชิงบวกต้องมีเวลาพักของพ่อแม่

การเลี้ยงลูกด้วยความอดทนและความเข้าใจต้องใช้พลังใจสูง หากคุณพ่อคุณแม่พักผ่อนไม่พอหรือไม่มีเวลาส่วนตัวให้ตัวเองเลย ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ก็จะลดลงงานวิจัยเกี่ยวกับภาวะอดนอน (Sleep Deprivation) ชี้ว่า การนอนหลับไม่เพียงพอมีความสัมพันธ์กับอารมณ์หงุดหงิดง่าย ความอดทนที่ลดลง และการตัดสินใจที่แย่ลง ดังนั้นการจัดเวลาพักให้ตัวเองแม้เพียงวันละ 10 ถึง 15 นาที เช่น นั่งเงียบๆ สักพัก จึงเป็นสิ่งจำเป็น และสามารถเลี้ยงลูกด้วยความใจเย็นและเชิงบวกได้ดีขึ้น5. หากพลาดไปให้ซ่อมความสัมพันธ์ทันที

ความผิดพลาดเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ การเลี้ยงลูกเชิงบวกตลอดเวลาบางครั้งก็ไม่ใช่เรื่องง่าย คุณพ่อคุณแม่เองก็อาจสติแตกใส่ลูกได้ แต่สิ่งนั้นไม่ใช่เรื่องผิดเลย สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นคือการกลับมาซ่อมความสัมพันธ์หลังจากที่ทำพลาดไปแนวคิดนี้สอดคล้องกับงานของนักจิตวิทยาด้านความสัมพันธ์ครอบครัวที่ระบุว่า ความสัมพันธ์ที่ดีไม่ได้เกิดจากการไม่ผิดพลาด แต่เกิดจากการซ่อมแซมหลังความขัดแย้ง การขอโทษอย่างจริงใจช่วยให้ลูกรู้ว่าความรักไม่ได้หายไป และยังเป็นการสอนลูกเรื่องความรับผิดชอบต่ออารมณ์ของตัวเองด้วยอ่านบทความ เคล็ดลับปรับอารมณ์ตัวเอง: ในวันที่รู้สึกว่าการเลี้ยงลูกเชิงบวก ไม่ใช่เรื่องง่ายอ้างอิงsurvivingmomblogafineparent

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...