โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ดร.นิเวศน์ แนะแนวทางลงทุน-แนวคิดใช้ชีวิตอย่างมีความสุขรับตลาดผันผวน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 22 ก.พ. เวลา 04.45 น. • เผยแพร่ 22 ก.พ. เวลา 04.45 น.
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ดร.นิเวศน์ กูรู VI เตือนนักลงทุนอย่าหลงดีใจระยะสั้น หลังตลาดหุ้นไทยรีบาวนด์แรงต้นปี ชี้ทุกอย่างคือวัฏจักร พร้อมถอดบทเรียน “ลงทุนและใช้ชีวิตอย่างมีความสุข” ด้วยการตั้งความคาดหวังต่ำ บาลานซ์พอร์ต-ชีวิต กระจายความเสี่ยง และไม่เปรียบเทียบกับใคร

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนเน้นคุณค่า (VI) เขียนบทความเรื่อง ลงทุนและใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เผยแพร่ในเพจสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า โดยระบุว่า ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ เป็นเวลาเพียงเดือนกว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก็ปรับตัวขึ้นมาประมาณ 17% เข้าไปแล้ว และเป็นผลตอบแทนที่สูงที่สุดในโลกประเทศหนึ่งในปีนี้ ซึ่งตรงกันข้ามกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปีที่แล้วที่ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนแทบจะ “รั้งท้าย” และติดลบไปถึง 10% ในขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกให้ผลตอบแทนในระดับบวก 20% และทองคำให้ผลตอบแทนถึง 75%

นั่นทำให้นักลงทุนหลายคนมีความสุขมากขนาดที่ต้องครางออกมาว่า “ทนรวยไม่ไหวแล้ว” ทั้ง ๆ ที่เมื่อไม่นานมานี้ยังโศกเศร้าหมดหวังและจำนวนมาก “เลิก” เล่นหุ้นไปเลย เพราะ “ทนจนไม่ไหวแล้ว” หุ้น “เน่า” มา 3 ปีติดต่อกัน ตลาดหุ้นไทย “ไม่มีอนาคต” หันไปลงทุนหุ้นนอกดีกว่า หรือไม่ก็ “เล่นทอง” ไปเลย

ผมในฐานะที่ลงทุนมานานติดต่อกัน 30 ปี และเงินหรือความมั่งคั่งส่วนใหญ่เกิน 80% อยู่ในหุ้นตลอดเวลา และก็แน่นอนว่าผ่านสถานการณ์ที่ดีและเลวร้ายของตลาดหุ้นมานับครั้งไม่ถ้วน มีความเห็นว่า ครั้งนี้ก็เป็น เหตุการณ์หรือเป็นวัฏจักรปกติอีกครั้งหนึ่ง

จริงอยู่ ผมดีใจที่หุ้นขึ้นมาแรงอย่าง “คาดไม่ถึง” เพราะผมคาดว่าหุ้นคงจะไปเรื่อย ๆ อาจจะทั้งปี 2569 โตขึ้นซัก 10% หลังจากที่แย่และติดลบมา 3 ปี ติดต่อกัน ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ผม “สอน” ตัวเองมาตลอดว่า “อย่าตั้งความคาดหวังสูง” ในการลงทุน

ว่าที่จริง ผมบอกตัวเองเสมอว่า ทุกเรื่องในชีวิต “อย่าตั้งความคาดหวังสูง” เพราะถ้าตั้งไว้สูง เวลาพลาด ซึ่งก็จะพลาดบ่อย เราก็จะเสียใจ แต่ถ้าตั้งความหวังไว้ต่ำ โอกาสพลาดจะน้อยกว่า โอกาสที่จะทำได้เกินความคาดหวังจะมีมาก และนั่นจะทำให้เรา “มีความสุข

และนั่นก็นำมาสู่สิ่งที่ผมจะพูดต่อไปก็คือ เราจะลงทุนและใช้ชีวิตอย่างไรให้มีความสุขโดยไม่ต้องอาศัยสถานการณ์ที่ผันผวนตลอดเวลาที่ทำให้เกิดทุกข์ ทั้งในเรื่องของการลงทุนและการใช้ชีวิตที่เกี่ยวข้องกันมากจนแทบจะแยกไม่ออก นั่นก็คือ ทั้งการลงทุนและการใช้ชีวิตนั้น ต่างก็มีผลซึ่งกันและกัน

ลงทุนมากเกินไป แต่ลงทุนไม่ดี ก็อาจจะขาดทุนยับเยิน ชีวิตก็แย่หรือบางทีก็พัง ใช้ชีวิตมากเกินไป ไม่เหมาะสม เช่น ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย อาจมีความสุขในวันนี้ แต่เงินสะสมไม่มี การลงทุนก็ทำไม่ได้ อนาคตก็ไม่มี ชีวิตเป็นทุกข์ในยามเกษียณ แนวทางที่ดีที่สุดก็คือ ต้องบาลานซ์ระหว่างการลงทุนกับการใช้ชีวิตให้เหมาะสม

แนวทางใหญ่ ๆ ที่ผมคิดว่าใช้ได้กับคนส่วนใหญ่ในเรื่องของการลงทุนที่จะทำให้ชีวิตมีความสุข ณ ช่วงเวลานี้ก็คือ

ข้อแรก หา “เงินต้น” มาลงทุนอย่างต่อเนื่องจนเกษียณ อย่างน้อย 15% ของรายได้จากการทำงานในกรณีที่ยังต้องทำงานหาเงินมาเลี้ยงชีวิต

ข้อ 2 ลงทุนในกองทุนรวมอิงดัชนีของประเทศหรือเศรษฐกิจที่ยังเติบโตดีอยู่ ในกรณีที่ไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับหุ้นหรือธุรกิจ หรือไม่มีเวลาตามภาวะเศรษฐกิจหรือกิจการทั้งหลาย

ข้อ 3 กระจายการลงทุนไป “ทั่วโลก” ในกรณีที่ไม่รู้หรือไม่แน่ใจว่าประเทศไหนดี ซึ่งเดี๋ยวนี้ ด้วยความก้าวหน้าของการลงทุน มีเครื่องมือหรือหนทางที่จะลงทุนตามที่เราต้องการเสมอแม้ว่าเราจะเป็น “รายย่อยมาก ๆ”

ข้อ 4 การซื้อหุ้นกู้หรือพันธบัตรบ้าง หรือลงทุนในทรัพย์สินที่มีรายได้ค่อนข้างแน่นอน เช่น อาคารพาณิชย์ให้เช่าหรือพวก REIT ที่เป็นกองทุนอสังหาริมทรัพย์ เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง แต่อย่ามีมาก ไม่ควรจะเกิน 10% ของพอร์ตทั้งหมดตลอดเวลา

ข้อ 5 ถ้าจะถือ “ทองแท่ง” เก็บไว้บ้าง ไม่เกิน 5% ของพอร์ต ในภาวะปัจจุบันผมคิดว่ายอมรับได้โดยเฉพาะถ้าเป็นคนที่มีความมั่งคั่งสูงและต้องการมีทรัพย์สิน “ชิ้นสุดท้าย” ที่จะเอาตัวรอดในภาวะที่โลกหรือประเทศเกิดภาวะ “วิกฤติสุดขีด” ที่อาจจะทำให้ไม่มีสินทรัพย์อะไรเหลือ ยกเว้นทอง

ในส่วนของแนวคิดเกี่ยวกับการลงทุนที่จะทำให้สบายใจและมีความสุขนั้น เราจะต้องปรับจิตใจ และอาจจะต้องเตือนใจตัวเองตลอดเวลาว่า

ข้อแรก อย่าดูพอร์ตทุกวัน เพราะพอร์ตจะขึ้นลงตลอดเวลา พอร์ตขึ้นเราอาจจะมีความสุข แต่เวลาพอร์ตลง เราจะทุกข์ และความทุกข์นั้นจะมีผลกระทบมากกว่าความสุข นอกจากนั้นก็จะเกิดความกังวล เช่น ตลาดหุ้นปิดแล้วเกิดเหตุการณ์ร้ายที่อเมริกา พรุ่งนี้หุ้นไทยจะตกแค่ไหน? นี่เป็นความทุกข์โดยที่เราไม่ควรต้องรับ มันไม่ช่วยให้ลงทุนได้ผลตอบแทนดีขึ้น

ดังนั้น อย่าดูพอร์ตบ่อย ผมเองอาจจะดูพอร์ตทุกอาทิตย์ แต่ผมไม่กังวล ผมชินแล้ว ผมไม่เคยต้องทำอะไรเมื่อเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงหรือเหตุการณ์ดี ผมมักจะซื้อ-ขายหุ้นในยามที่ทุกอย่างเป็นปกติ เพราะนั่นคือเวลาที่จะคิดแบบมีเหตุผลที่สุด

ข้อ 2 ปรับพอร์ตช้า ๆ อย่างมากปีละ 2 หน ที่จริงไม่ต้องปรับเลยยิ่งดี ต้นทุนในการปรับปกติจะค่อนข้างสูง ไม่ใช่แค่คอมมิชชั่นในการซื้อขายหุ้น แต่เป็นส่วนต่างการซื้อ-ขาย เพราะเวลาเราซื้อ เราต้องจ่ายแพงขึ้นจากส่วนต่างราคาบิด-ออฟเฟอร์ และเวลาขาย เราจะต้องขายถูกลง นอกจากนั้น การปรับพอร์ตบ่อย ๆ แสดงว่า เราเป็น “นักเทรด” คือคอยดูจังหวะว่าช่วงไหนหุ้นตัวไหนจะดีหรือไม่ดี แทนที่จะเป็นการลงทุนตามพื้นฐานของธุรกิจ ซึ่งจะมีความมั่นคงกว่า และไม่ค่อยพลาดในระยะยาว

ข้อ 3 จำไว้ว่า หุ้นตกและหุ้นขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ นั้น เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ต้องดีใจหรือเสียใจเกินไป เป้าหมายของการลงทุนคือ หุ้นขึ้นบวกปันผลที่เราได้รับในแต่ละปีรวมกันควรจะประมาณ 10% บวกลบ แต่ถ้าปีไหนได้ 7% ขึ้นไป ก็ถือว่าพอใช้ได้แล้ว เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นทุกปี แค่ 10 ปี เงินก็เพิ่มขึ้นเท่าตัวแล้วโดยที่เราแทบจะ “ไม่ต้องทำอะไรเลย”

ข้อสุดท้าย อย่าไปเปรียบเทียบกับคนอื่น อย่าอิจฉาคนอื่นที่ทำผลตอบแทนได้ดีกว่า เพราะเขาอาจจะทำไม่ได้ดีกว่าเราในระยะยาวก็ได้ หรือบางทีเขาก็อาจจะแค่คุยโม้โอ้อวด เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ สถิติระยะยาวของการลงทุนบอกว่า คนที่ลงทุนผ่านกองทุนรวมอิงดัชนีนั้น สามารถเอาชนะนักลงทุนที่เลือกหุ้นเอง รวมถึง “เซียน” ที่คุยว่าแน่ พูดง่าย ๆ ถ้าเอานักลงทุนที่เลือกหุ้นเองมา 100 คน ไม่ว่าจะเป็นเซียนหุ้นมืออาชีพหรือคนที่แค่คุยว่าเก่ง จะมีแค่ไม่เกิน 20 คนที่จะได้ผลตอบแทนดีกว่าการลงทุนในกองทุนรวมอิงดัชนี และนี่ก็คือข้อมูลของตลาดหุ้นอเมริกาที่เชื่อถือได้

“การเปรียบเทียบ” นั้นคือสิ่งที่สร้างความทุกข์ที่ไม่จำเป็นในการลงทุนและการใช้ชีวิต

การใช้ชีวิตที่จะมีความสุขนั้น ก็ขึ้นอยู่กับการใช้เงินเป็นอย่างมาก ผมให้ตัวเลขว่า ความสุขจากการใช้ชีวิตนั้นมาจากการใช้เงิน น่าจะประมาณไม่น้อยกว่า 80% แต่ไม่ใช่ว่าการใช้เงินยิ่งมากก็ยิ่งมีความสุข ความสุขในหลาย ๆ ด้านก็แทบไม่ต้องใช้เงินหรือใช้เงินเพียงนิดเดียว และต่อไปนี้ก็คือแนวทางการใช้ชีวิตที่จะมีความสุข

ข้อแรก สำหรับคนที่ไม่ได้มีรายได้มาก ใช้จ่ายจากรายได้หลังจากที่เก็บออมไม่น้อยกว่า 15% แล้ว แต่สำหรับคนที่มีรายได้สูง ควรเก็บออม 30-40% ขึ้นไปเพื่อที่จะเร่งให้เงินลงทุนเพิ่มขึ้นเร็วจนสามารถเกษียณได้ก่อนกำหนด

ข้อ 2 นอกจากของจำเป็นในชีวิตประจำวันแล้ว ใช้จ่ายเฉพาะสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขจริง ๆ พิจารณาถึงคุณภาพและราคาที่เหมาะสม อย่าประหยัดเกินเหตุ แต่ต้องไม่ฟุ่มเฟือยหรือใช้จ่ายเกินตัว

ข้อ 3 หลีกเลี่ยงการใช้จ่ายเพื่อ “อวดสถานะ” ของตนเอง นี่คือการใช้จ่ายที่ไม่คุ้มที่สุด

การใช้ชีวิตที่มีความสุขในระยะยาวนั้น ผมคิดว่าจะต้องเป็นเรื่องที่ทำในชีวิตประจำวันตลอดเวลานั่นคือ

ข้อแรก ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทุกวัน และนี่ก็ไม่พ้นการเดินหรือวิ่ง หรือออกกำลังกายหนัก ๆ เช่น เล่นกีฬาสัปดาห์ละซัก 2-3 ครั้ง สุขภาพจะดีและชีวิตมีความสุขจากฮอร์โมนเซโรโทนินที่ทำให้เรารู้สึกมีความสุข

ข้อ 2 ดูแลเอาใจใส่ครอบครัว ถ้าเป็นผู้ชายที่มีภรรยาก็ต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดี สิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ การรับฟังและไม่โต้เถียง อย่าติแต่ต้องชมในเรื่องต่าง ๆ นี่จะทำให้ความสัมพันธ์ราบรื่น ร่างกายหลั่งฮอร์โมนอ็อกซีโทซินหรือ “ฮอร์โมนแห่งความรัก” ที่จะทำให้เรามีความสุข

ข้อ 3 ยึดหลักความ “พอเพียง” ในการใช้ชีวิต ทำอะไรไม่ต้องหวังมากหรือใช้เงินมาก แต่อาศัยการ “ทบต้น” ความสำเร็จอย่างช้า ๆ แต่มั่นคง ซึ่งจะทำให้ชีวิตและการลงทุนของเราก้าวหน้าและเติบโตขึ้นไปเรื่อย ๆ จนเราอาจจะรวยอย่างไม่คาดคิดเมื่อถึงวันเกษียณที่เราจะมีอิสระเสรีที่จะเลือกทำอะไรก็ได้ตามที่ต้องการ และนั่นก็คือความสุขที่แท้จริง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ดร.นิเวศน์ แนะแนวทางลงทุน-แนวคิดใช้ชีวิตอย่างมีความสุขรับตลาดผันผวน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...