รวบหนุ่มใหญ่ชนคนตาย หลังหลบหนีบวชพระ นานหลายเดือน
กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้ร่วมกันจับกุม นายจำเริญฯ อายุ 64 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดยโสธร ที่ 48/2568 ซึ่งต้องหาว่ากระทำผิดฐาน “กระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย” จับมาปฏิบัติตามผลคำพิพากษา โดยจับกุมได้บริเวณลานวัดแห่งหนึ่ง ซอยสุคนธสวัสดิ์ 3 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้า กรุงเทพมหานคร
พฤติการณ์ก่อนเกิดเหตุ นายจำเริญฯ รับสารภาพว่า ตนมีอาชีพรับจ้างขับรถตู้ส่งผู้โดยสาร ในวันเกิดเหตุ ตนขับรถตู้กำลังกลับที่พักหลังจากส่งผู้โดยสารเสร็จ ผ่านทางร่วมทางแยกมีสัญญาณไฟจราจรสีแดงกระพริบ ติดตั้งไว้ ตนเห็นว่าไฟกระพริบจึงขับผ่านด้วยความเร็วสูง ได้ชนเข้ากับรถจักรยานยนต์ของผู้ตายเข้าอย่างจัง เสียชีวิตคาที่ เมื่อเข้าสู่กระบวนการศาล ตนได้รับการประกันตัวออกมาระหว่างพิจารณาคดี แล้วได้หลบหนีไปบวชเป็นพระ เพื่อหนีคดี โดยตัดขาดกับโลกภายนอกเกรงว่าตำรวจอาจตามตัวเจอ
ต่อมา ชุดสืบสวน กองกำกับการ 3 กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง จึงได้ทำการสืบสวนติดตามจำเลย จนทราบว่าได้หลบหนีไปบวชเป็นพระ และย้ายมาอยู่เป็นพระลูกวัดที่วัดแห่งหนึ่ง ซอยสุคนธสวัสดิ์ 3 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร
เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ร่วมกันเดินทางไปตรวจสอบ เมื่อไปถึงปรากฏว่า พบบุคคลมีรูปร่างลักษณะ ตำหนิรูปพรรณคล้ายกับนายจำเริญฯ บุคคลตามหมายจับ ยืนอยู่บริเวณสถานที่จับกุมดังกล่าวฯ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ พร้อมกับแสดงบัตรข้าราชการตำรวจ และแสดงหมายจับให้นายจำเริญฯ ดูและอ่านข้อความที่ระบุในหมายจับ พร้อมทั้งแจ้งข้อกล่าวหา และแจ้งสิทธิให้ผู้ถูกจับทราบว่า มีสิทธิที่จะไม่ให้การ หรือให้การก็ได้ และถ้อยคำของผู้ถูกจับนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ และผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะพบ และปรึกษาทนายความ หรือผู้ซึ่งจะเป็นทนายความ ถ้าผู้ถูกจับประสงค์จะแจ้งให้ญาติ หรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจทราบถึงการจับกุม สามารถดำเนินการได้โดยสะดวก และไม่เป็นการขัดขวางการจับ หรือการควบคุมผู้ถูกจับ หรือทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใด นายจำเริญฯ เข้าใจดีแล้ว ให้การรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันกับบุคคลตามหมายจับฉบับนี้จริง และยังไม่เคยถูกจับตามหมายจับฉบับนี้มาก่อน
ในชั้นจับกุมจำเลยขอให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา และได้ทำการให้สึกพระ เพื่อควบคุมตัวเข้าสู่กระบวนการศาลอีกครั้ง จากนั้นจึงได้นำตัวส่งศาลจังหวัดยโสธรในวันเวลาทำการเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป