โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

วันนี้เป็นต้นไปข้าจะทำงานเป็นเจ้าเมือง

นิยาย Dek-D

อัพเดต 16 พ.ค. 2568 เวลา 02.00 น. • เผยแพร่ 31 มี.ค. 2568 เวลา 06.01 น. • Drawin
เมื่อชายหนุ่มจากโลกปัจจุบันถูกส่งข้ามมายังต่างโลก พร้อมตำแหน่ง “เจ้าเมือง” ในเมืองเล็กๆ ที่เสื่อมโทรมและขาดแคลนทุกสิ่ง—เขาจะใช้ความรู้จากโลกเดิม พลิกฟื้นเมืองที่ใกล้ล่มสลายนี้ได้อย่างไร?

ข้อมูลเบื้องต้น

เมื่อชายหนุ่มจากโลกปัจจุบันถูกส่งข้ามมายังต่างโลก พร้อมตำแหน่ง “เจ้าเมือง” ในเมืองเล็กๆ ที่เสื่อมโทรมและขาดแคลนทุกสิ่ง—เขาจะใช้ความรู้จากโลกเดิม พลิกฟื้นเมืองที่ใกล้ล่มสลายนี้ได้อย่างไร?
เมื่อชายหนุ่มจากโลกปัจจุบันถูกส่งข้ามมายังต่างโลก พร้อมตำแหน่ง “เจ้าเมือง” ในเมืองเล็กๆ ที่เสื่อมโทรมและขาดแคลนทุกสิ่ง—เขาจะใช้ความรู้จากโลกเดิม พลิกฟื้นเมืองที่ใกล้ล่มสลายนี้ได้อย่างไร?

ฝากอุดหนุนไรท์ด้วยน้า
เรื่องนี้ อัพเดททุกวัน จนครบ 200 ตอน
หลังจากนั้นตอนที่ 201 เป็นต้นไปจะอัพเดทวันละ 4-6 ตอน
เวลา 9.00 น. และ 18.00 น.
เรื่องนี้ติดเหรียญตอนที่ 51 เป็นต้นไปนะครับ
คอมเม้น ติชม แนะนำ ได้ และที่สำคัญ ฝากนิยายเรื่องอื่นๆด้วยจร้า

เจ้าจะขายเมืองให้ข้า?

ลู่เฉินเงยหน้าขึ้นจากถ้วยน้ำเย็นชืดในมือ ดวงตาคู่คมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยคล้ายประหลาดใจในสิ่งที่ได้ยิน เขาค่อยๆ วางถ้วยดินเผาลงบนโต๊ะไม้หยาบ เสียงหัวใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อยด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ

“ว่าอย่างไรนะ? ท่าน…จะขายเมืองนี้ให้ข้าจริงหรือ?”

ชายชราผมขาวโพลนนามอาเรนต์ นั่งอยู่ตรงข้าม นัยน์ตาของเขาดูเหนื่อยล้าจากกาลเวลา แต่ยังคงจับจ้องมายังลู่เฉินด้วยแววตานิ่งลึก บรรยากาศในห้องรับรองเล็กๆ อบอวลไปด้วยกลิ่นควันจางๆ จากเตาผิงและกลิ่นดินชื้นที่ลอยมาจากด้านนอก ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาของคนทั้งสอง

“ใช่แล้ว สหายข้า” น้ำเสียงของอาเรนต์เรียบก็จริง แต่แฝงความหนักแน่น “ทั้งตัวเมืองซีดอนและอาณาเขตโดยรอบทั้งหมด ข้าจะขายให้ท่าน”

ลู่เฉินนิ่งไปครู่หนึ่ง สมองประมวลผลข้อเสนอที่ไม่คาดฝัน เขาหยิบถ้วยน้ำขึ้นมาจิบอีกครั้งอย่างเชื่องช้า พยายามควบคุมสีหน้าให้ราบเรียบที่สุด ทว่าคิ้วที่ขมวดเข้าหากันเล็กน้อยนั้นบ่งบอกถึงความสับสนระคนประหลาดใจที่คุกรุ่นอยู่ในอก เขาผ่านการค้าขายมานับครั้งไม่ถ้วน เจรจาต่อรองมาสารพัดรูปแบบจนช่ำชอง แต่ครั้งนี้มันต่างออกไป นี่ไม่ใช่แค่การซื้อขายสินค้าหรือทรัพย์สินธรรมดา แต่มันคือการซื้อขายชะตากรรมของผู้คนทั้งเมือง

“แล้วท่านไม่กังวลเรื่องสถานะของข้ารึ?” ลู่เฉินถาม ดวงตายังคงจับจ้องชายชราตรงหน้าอย่างประเมิน

อาเรนต์หัวเราะหึๆ ในลำคอ ดวงตาหรี่ลงอย่างมีเลศนัย “เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง” เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย “ข้ามีวิธีจัดการ… ข้าจะจัดการโอนบรรดาศักดิ์บารอนให้ท่านด้วย”

คราวนี้ลู่เฉินนิ่งไปนานกว่าเดิม ความสนใจเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วราวเปลวไฟที่ถูกจุด แต่สัญชาตญาณพ่อค้าของเขาก็ร้องเตือนถึงความไม่ชอบมาพากล เขาก้มมองน้ำในถ้วยครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าถามตรงๆ “ข้าไม่เข้าใจ เหตุใดท่านจึงยอมสละทุกสิ่ง แม้กระทั่งตำแหน่งขุนนางของตนเอง?”

ชายชราถอนหายใจยาว ใบหน้าเหี่ยวย่นยิ่งดูอิดโรยภายใต้แสงสลัวจากตะเกียงน้ำมัน ราวกับแบกรับภาระหนักอึ้งมานานหลายปี “ข้าอายุเจ็ดสิบแล้ว สังขารก็ร่วงโรยเต็มที ลูกหลานก็ไม่มีใครพอจะฝากผีฝากไข้ได้” เขาเงียบไปครู่หนึ่ง สูดลมหายใจเข้าลึก “พูดตามตรง ข้าเหนื่อยเกินกว่าจะดูแลเมืองนี้ต่อไปแล้ว สหายเอ๋ย ข้าแค่หวังจะได้ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบในเมืองหลวง ก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายจะมาถึง”

อาเรนต์สบตาลู่เฉินอย่างจริงจัง “หากข้ามีทายาทที่พอจะพึ่งพาได้สักคน ข้าคงไม่ตัดสินใจเช่นนี้หรอก”

แม้ถ้อยคำของอาเรนต์จะฟังดูสมเหตุสมผลและน่าเห็นใจ แต่ลู่เฉินยังคงไม่ปักใจเชื่อ เขาสูดลมหายใจลึก ตั้งสติ ก่อนจะเอ่ยถามในสิ่งที่สำคัญที่สุด “แล้ว…ราคาล่ะขอรับ?”

รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้าของอาเรนต์ เผยให้เห็นฟันที่เริ่มมีคราบดำ “หนึ่งร้อยเหรียญทอง”

“แค่ก!” ลู่เฉินถึงกับสำลักน้ำที่เพิ่งจิบเข้าไป ไอโขลกจนหน้าแดงก่ำ หยดน้ำกระเซ็นเปื้อนเสื้อคลุมผ้าฝ้ายเนื้อดีของเขา เขาหันขวับไปถลึงตาใส่ชายชราทันที “ท่านบารอน! นี่ท่านคิดจะปล้นกันหรืออย่างไร!”

เพียงหนึ่งเดือนในโลกใหม่นี้ เขาก็รู้ซึ้งถึงค่าของเงิน หนึ่งร้อยเหรียญทองไม่ใช่จำนวนน้อยๆ เลย มันมากพอจะซื้อชีวิตทาสได้ทั้งหมู่บ้าน หรือซื้อคฤหาสน์ดีๆ ในเมืองเล็กๆ ได้สบาย

อาเรนต์ปัดหยดน้ำออกจากเสื้อคลุมของลู่เฉินอย่างไม่ใส่ใจนัก “อย่าลืมสิ สหายข้า ว่านี่ไม่ใช่แค่การซื้อบ้านเก่าๆ หลังหนึ่ง แต่มันคืออาณาเขตทั้งผืน เมืองทั้งเมือง และบรรดาศักดิ์บารอน” เขาไอแห้งๆ ออกมาสองสามครั้ง “ถ้าเป็นการซื้อขายตำแหน่งแบบนี้ในเมืองหลวง ราคามันสูงกว่านี้หลายเท่านัก…แค่กๆ”

ลู่เฉินมองท่าทีนั้นด้วยแววตาที่แฝงรอยยิ้มหยันเล็กๆ “ท่านก็รู้ดีว่าข้าจ่ายราคานั้นไม่ไหวหรอก… อย่างมากที่สุดที่ข้าพอจะหาให้ท่านได้ตอนนี้ มีมูลค่าราวๆ สามสิบเหรียญทองเท่านั้น”

“นั่นมัน…” อาเรนต์ชะงัก คิ้วขมวดมุ่นเหมือนจะโต้แย้ง แต่พอเห็นลู่เฉินเริ่มทำท่าจะเก็บข้าวของลงหีบไม้ใบเล็กที่วางอยู่ข้างตัว ชายชราก็รีบโพล่งออกมาเสียงดัง “เอาล่ะ! ก็ได้! ข้ายอมรับข้อเสนอ! สามสิบเหรียญทองก็สามสิบเหรียญทอง!”

ลู่เฉินเลิกคิ้วเล็กน้อย มองชายชราด้วยสายตาพิจารณา “หึ… ไม่แน่ว่าราคานี้ ข้าอาจจะยังขาดทุนอยู่ก็ได้กระมัง”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า!” อาเรนต์หัวเราะเสียงดัง ก้องไปทั่วห้องจนฝุ่นผงบนคานไม้ร่วงลงมา “ท่านได้ทั้งตำแหน่งบารอน เมืองซีดอนทั้งเมืองพร้อมอาณาเขต ท่านจะบอกว่าขาดทุนได้อย่างไรกัน สหาย!”

ลู่เฉินถอนหายใจเบาๆ มองออกไปนอกหน้าต่างแคบๆ เห็นเด็กน้อยเนื้อตัวมอมแมมวิ่งไล่จับไก่ตัวอ้วนที่กระพือปีกหนีอย่างทุลักทุเล เขาหันกลับมาหาอาเรนต์ เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น “ข้าไม่มีเหรียญทองมากขนาดนั้นในตอนนี้… แต่ข้ามีสินค้าที่มีมูลค่ารวมกันราวสามสิบเหรียญทอง หากท่านยอมรับ เราก็ตกลงตามนี้”

“แน่นอน! ย่อมได้!” อาเรนต์ตบเข่าฉาด ดวงตาเป็นประกาย เขาทำท่าจะลุกไปเปิดหีบของลู่เฉินดู แต่ถูกยกมือห้ามไว้ก่อน

“ช้าก่อน ท่านบารอน” ลู่เฉินกล่าว “ท่านต้องพิสูจน์ให้ข้าเห็นก่อนว่า ข้อตกลงนี้เป็นเรื่องจริง และท่านมีอำนาจจะทำตามที่พูดได้”

“ได้สิ! ง่ายมาก!” ชายชราตอบรับอย่างกระตือรือร้น “ไปกับข้าเดี๋ยวนี้เลย ข้าจะพาท่านไปที่จัตุรัสกลางเมือง และประกาศต่อหน้าชาวเมืองทุกคน ว่าท่านคือเจ้าเมืองคนใหม่ของพวกเขา! และคืนนี้… ปราสาทหลังนั้นจะเป็นของท่าน!”

“ตกลง!” ลู่เฉินพยักหน้ารับ ยิ้มบางๆ ที่มุมปาก เขาเดินไปยกหีบไม้ขึ้นรถม้าคันเล็กของตนด้วยท่วงท่ามั่นคง ก่อนจะบังคับม้าตามรถม้าเก่าๆ ของอาเรนต์ออกไป

ขณะที่รถม้าเคลื่อนผ่านถนนสายเล็กๆ ที่ปูด้วยหินกรวดอย่างไม่สม่ำเสมอ ลู่เฉินกวาดตามองทิวทัศน์รอบตัว ผู้คนส่วนใหญ่สวมใส่เสื้อผ้าทำจากผ้าเนื้อหยาบสีทึม บางคนกำลังหาบฟางแห้งเดินด้วยสีหน้าเหนื่อยล้า บ้างก็กำลังลำเลียงน้ำจากบ่อน้ำสาธารณะด้วยถังไม้ กลิ่นดินชื้นๆ ปนกับกลิ่นควันไฟจากเตาหุงต้มลอยคละคลุ้งในอากาศ เสียงล้อเกวียนไม้บดกับพื้นหินดังกึกกักเป็นระยะ ชีวิตที่นี่ช่างดูยากลำบากและแตกต่างจากโลกที่เขาจากมาอย่างสิ้นเชิง

แม้จะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มาครบหนึ่งเดือนแล้ว ลู่เฉินก็ยังรู้สึกแปลกแยกอยู่บ้าง เขา—ชายหนุ่มจากยุคสมัยอันไกลโพ้น บนโลกที่เขาเรียกว่าแดนมังกร—หาใช่คนธรรมดาในโลกนี้ไม่ เขาคือผู้ที่ทะลุมิติมาอย่างไม่คาดฝัน หลังจากประสบอุบัติเหตุไฟฟ้าช็อตขณะกำลังจดจ่ออยู่กับภาพเคลื่อนไหวเรื่องโปรดในห้องพักของตน เสียงประทุของสายไฟและกลิ่นไหม้ฉุนยังคงแจ่มชัดในความทรงจำ

เมื่อฟื้นขึ้นมาในร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งในดินแดนที่ดูคล้ายยุโรปยุคกลางแห่งนี้ เขาก็ค้นพบความลับสองอย่าง หนึ่งคือ เขาสามารถเปิดช่องทางกลับไปยังโลกเดิมของตนเองได้เป็นเวลาสั้นๆ วันละหนึ่งครั้ง ราวกับมีประตูมิติส่วนตัว และสองคือ เขามีมิติเก็บของส่วนตัวขนาดประมาณสองลูกบาศก์เมตรติดตัวมาด้วย—นี่คือขุมทรัพย์และอาวุธลับสำคัญของเขา

ความสามารถพิเศษนี้เองที่ผลักดันให้เขากลายเป็นพ่อค้าข้ามมิติ เขาลักลอบนำสินค้าจากโลกยุคใหม่ เช่น เกลือบริสุทธิ์ น้ำตาลทรายขาว เครื่องเทศหายาก ผ้าไหมเนื้อดี หรือแม้แต่เครื่องแก้วสวยงาม มาแลกเปลี่ยนกับทองคำ สินค้าพื้นเมือง หรือของมีค่าอื่นๆ ในโลกเก่านี้ เช่น อัญมณีแปลกตาที่ไม่เคยพบเห็นในโลกเดิม

จากการสำรวจและค้าขายในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เขาพอจะประเมินได้ว่าโลกนี้มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงกับยุคกลางตอนต้นของโลกเดิม หรือราวศตวรรษที่ 7-8 ระบบศักดินายังคงแข็งแกร่ง ขุนนางปกครองที่ดินและผู้คน อาวุธที่ใช้กันทั่วไปคือดาบเหล็ก หอก และธนู การใช้เวทมนตร์ดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติในบางพื้นที่ แต่ก็ยังหาได้ยากและจำกัดอยู่ในวงแคบ ทาสยังมีอยู่ทั่วไป และโลหะบางชนิด โดยเฉพาะเหล็กกล้า มีค่ามากกว่าทองคำในบางดินแดนที่ขาดแคลน

อาเรนต์เคยเป็นหนึ่งในลูกค้าของเขา ลู่เฉินรู้ดีว่าชายชราผู้นี้ถึงจะดูอ่อนล้า แต่ก็มีนิสัยเจ้าเล่ห์และขี้เหนียวไม่เบา เขาเคยพยายามกดราคาเครื่องเทศของลู่เฉินจนน่ารำคาญมาแล้วหลายครั้ง การที่จู่ๆ วันนี้กลับมายื่นข้อเสนอที่ดูดีเกินจริงเช่นนี้ จึงเป็นเรื่องที่น่าสงสัยอย่างยิ่ง

แม้จะกังวลว่าอาจเป็นกับดักบางอย่าง แต่ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เขาก็ยังไม่เคยเจอกับอันตรายร้ายแรงอย่างการถูกดักปล้นหรือลอบทำร้าย และที่สำคัญที่สุด—ตอนนี้เขาต้องการฐานที่มั่น ที่พักถาวร และสถานะทางสังคมในโลกนี้อย่างเร่งด่วน เพื่อเป็นบันไดขั้นแรกในการสร้างอนาคต และบางที…อาจเป็นอาณาจักรเล็กๆ ของตนเอง

“กลายเป็นขุนนาง… บารอนแห่งซีดอน…” ลู่เฉินพึมพำกับตัวเองขณะบังคับม้าตามอาเรนต์ไปช้าๆ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปาก ดวงตาจับจ้องไปยังปราสาทหินเก่าแก่ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาไม่ไกลนัก “ก็ไม่เลวเหมือนกัน อย่างน้อยก็ไม่ต้องตระเวนหาที่นอนในป่า หรือเช่าห้องพักตามโรงเตี๊ยมโทรมๆ อีกต่อไป…”

เขาตัดสินใจแน่วแน่แล้ว—ไม่ว่าข้อเสนอนี้จะเป็นกับดักหรือโอกาสทอง เขาก็จะคว้ามันไว้ เขาจะซื้อเมืองนี้ และใช้ความรู้ความสามารถจากอีกโลกหนึ่ง สร้างบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่ขึ้นในดินแดนแห่งใหม่นี้ให้จงได้!

บทที่ 2: ขุนนางเก่า… กับแผนซ่อนเงื่อน

เสียงเกือกม้ากระทบพื้นดินดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ “ตึกตัก… ตึกตัก…” ก้องกังวานท่ามกลางทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ ลมเย็นพัดโชยมาเป็นระลอก พาให้ยอดหญ้าสูงไหวเอนราวกับคลื่นทะเลสีเขียวอ่อน แนวภูเขาสลับซับซ้อนทอดตัวยาวเหยียดเป็นฉากหลังสุดลูกหูลูกตา

ณ หัวขบวน มีเพียงอาชาสองตัวที่ควบนำหน้าเคียงกัน อาเรนต์ ชายชราผมขาวโพลน กับเฟซ บุตรชายผู้มีใบหน้าคมคายแต่ดวงตาฉายแววเจ้าเล่ห์ร้ายกาจ

“ท่านพ่อ คิดว่าเจ้าเด็กนั่นจะทนอยู่ได้สักเท่าไร ก่อนจะซมซานกลับมาขายเมืองคืน?” เฟซเอ่ยถาม น้ำเสียงเจือความเหยียดหยามขณะเหลือบมองกลับไปยังรถม้าของลู่เฉินที่ตามมาห่างๆ เขายกมุมปากแสยะยิ้มอย่างเย็นชา

อาเรนต์ทอดสายตามองแนวเขาสูงตระหง่านเบื้องหน้า มือข้างหนึ่งกุมบังเหียนไว้มั่นคง น้ำเสียงเรียบสนิทราวผืนน้ำนิ่ง “หมอนั่นดูมีไหวพริบอยู่บ้าง… แต่ข้าให้เวลาไม่เกินฤดูใบไม้ผลิปีหน้า อย่างไรก็คงหนีหายไป” เขาเว้นช่วง “ที่ผ่านมา ยังไม่เคยมีใครอยู่ที่นี่ได้นานเกินสองสามเดือนหรอก”

“หึหึ…” เฟซหัวเราะในลำคออย่างพึงพอใจ เขาหันไปมองขบวนเกวียนบรรทุกสัมภาระที่ตามหลังมา เห็นชาวบ้านบางคนในขบวนเดินเท้าลากสิ่งของด้วยสีหน้าอิดโรย ก่อนจะหันกลับมาสนทนากับบิดาต่อ “ก็ดีแล้วนี่ ตราบใดที่ยังมีพวกหน้าโง่ฝันหวานอยากเป็นเจ้าเมืองโผล่มาเรื่อยๆ ไม่ช้าก็เร็ว พวกเราก็จะมีเงินมากพอไปซื้อบรรดาศักดิ์ไวเคานต์ในเมืองหลวงได้เสียที!”

แววตาของอาเรนต์หรี่ลงเล็กน้อย สีหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “อย่าเพิ่งลำพองใจไป เฟซ พวกที่กล้าทุ่มเงินซื้อตำแหน่งถึงดินแดนรกร้างนี่ ไม่ใช่พวกธรรมดา หากถูกบีบคั้นจนถึงที่สุด พวกมันก็สู้ยิบตาเหมือนกัน” เขามองบุตรชายด้วยแววตาปราม “เจ้าลืมบทเรียนคราวก่อนไปแล้วหรือ?”

เฟซสบถออกมาเบาๆ กำหมัดแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด “บัดซบเอ๊ย! ถ้าไม่ใช่เพราะพวกสารเลวนั่นมาป่วนเมืองไม่เลิก ท่านพ่อกับข้าก็คงไม่ต้องมาเร่ขายเมืองแบบนี้หรอก!” แต่แล้ว ความขุ่นเคืองก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว ถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มเย็นชาอีกครั้ง ดวงตาเป็นประกายวาววับ “แต่จะว่าไป… ก็ถือเป็นโชคดีเหมือนกัน ถ้าไม่มีพวกมัน ข้าคงไม่มีรายได้ก้อนงามแบบนี้มาเรื่อยๆ… ฮึ ใครจะเชื่อว่าเงินแค่สามสิบเหรียญทองจะซื้อเมืองทั้งเมืองพร้อมตำแหน่งบารอนได้จริงๆ ก็คงโง่เง่าเต็มทนแล้ว!”

คราวนี้อาเรนต์หัวเราะออกมาเสียงดังลั่น ไม่ปิดบังความสะใจแม้แต่น้อย เสียงหัวเราะก้องกังวานจนฝูงนกที่เกาะอยู่บนต้นไม้ใกล้ๆ พากันบินแตกกระเจิง เขาใช้ส้นเท้ากระตุ้นท้องม้าเบาๆ อาชาตัวใหญ่สะบัดแผงคอรับคำสั่งอย่างว่าง่าย ทั้งขบวนจึงเร่งความเร็วขึ้นเล็กน้อย ฝุ่นดินฟุ้งตลบไปตามทาง

ราวสองชั่วโมงต่อมา ขบวนเดินทางก็มาถึงเขตชายแดนของอาณาเขตซีดอน ลมเย็นสบายพัดผ่านทุ่งข้าวสาลีกว้างใหญ่ที่ออกรวงเป็นสีทองอ่อนๆ แสงแดดยามบ่ายส่องกระทบหยดน้ำค้างที่ยังเกาะอยู่ตามใบข้าว เกิดเป็นประกายระยิบระยับงดงาม

ลู่เฉินหยุดยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ทอดสายตามองทัศนียภาพเบื้องหน้าด้วยแววตาที่อ่อนโยนลงเล็กน้อย ภาพทุ่งนากว้างสุดสายตานี้กระตุ้นความทรงจำบางอย่างในอดีตให้ผุดขึ้นมา ในโลกเดิม เขาเป็นเด็กกำพร้าที่เคยต้องทำงานในไร่นาเพื่อแลกอาหารประทังชีวิตในช่วงวัยเด็ก กลิ่นดิน กลิ่นหญ้าสด และความเวิ้งว้างของท้องทุ่งทำให้จิตใจเขาสงบลงอย่างน่าประหลาด แม้ที่นี่จะขาดความสะดวกสบายและเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างที่เขาคุ้นเคย แต่ความเรียบง่ายของธรรมชาติก็ยังคงสามารถสัมผัสได้ถึงส่วนลึกในจิตวิญญาณ

“เป็นอย่างไรบ้าง? ดินแดนของท่านกว้างใหญ่ไพศาลดีใช่หรือไม่?” เสียงของอาเรนต์ดังขึ้นจากด้านข้าง เขาควบม้าเข้ามาเทียบใกล้ตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ

ลู่เฉินเพียงยิ้มบางๆ เป็นคำตอบ ในใจกลับคิดต่างออกไป ‘กว้างใหญ่ แต่ก็ดูแร้นแค้น’ เมื่อเทียบกับความอุดมสมบูรณ์และความเจริญของโลกที่เขาจากมา ทิวทัศน์อันงดงามนี้ก็ไม่อาจปิดบังความจริงอันโหดร้ายของความยากจนข้นแค้นที่ซ่อนอยู่ได้

“ไปกันเถอะ เข้าไปในเมืองกันดีกว่า ท่านบารอน หลังจากวันนี้ ทั้งเมืองและอาณาเขตนี้จะเป็นของท่านอย่างสมบูรณ์” อาเรนต์กล่าวด้วยน้ำเสียงร่าเริง ใบหน้าเปื้อนยิ้มราวกับพ่อค้าที่เพิ่งปิดการขายครั้งใหญ่ได้สำเร็จ

“อืม” ลู่เฉินพยักหน้ารับเบาๆ แล้วเดินตามอาเรนต์ไปเงียบๆ แต่สายตายังคงกวาดสำรวจสภาพแวดล้อมรอบตัวอย่างละเอียด ยิ่งขบวนเคลื่อนผ่านทุ่งข้าวสาลีเข้าใกล้กำแพงเมืองมากขึ้นเท่าใด ความรู้สึกไม่ชอบมาพากลก็ยิ่งก่อตัวหนาแน่นขึ้นในใจ

ตลอดสองข้างทางที่ผ่านมา เขาเห็นแต่ความทรุดโทรม ถนนดินเป็นหลุมเป็นบ่อ บ้านเรือนไม้เก่าๆ ตั้งอยู่ห่างกันอย่างกระจัดกระจาย บางหลังดูคล้ายถูกทิ้งร้าง ชาวเมืองไม่กี่คนที่เดินสวนทางมาล้วนมีใบหน้าซูบตอบ ดวงตาเหม่อลอย ไร้ซึ่งชีวิตชีวา

ณ วินาทีนั้น ลู่เฉินก็ตัดสินใจได้เกือบจะทันที – ชายชราเจ้าเล่ห์ผู้นี้ ไว้ใจไม่ได้อย่างแน่นอน

เมื่อขบวนเดินทางมาถึงหน้าประตูเมืองซีดอน เขาก็ได้เห็นกำแพงดินอัดแน่นที่สูงราวสามเมตรทอดตัวยาว เหนือซุ้มประตูทางเข้ามีป้ายไม้เก่าคร่ำคร่าแขวนอยู่ บนนั้นสลักคำว่า “เมืองซีดอน” ด้วยตัวอักษรหยาบๆ ที่ดูคล้ายถูกตอกสลักด้วยมือมากกว่าจะใช้อุปกรณ์ชั้นดี

ลู่เฉินกะประมาณขนาดของเมืองด้วยสายตา มันใหญ่พอๆ กับเมืองชนบทขนาดกลางในโลกเดิมของเขา และน่าจะมีพื้นที่เพาะปลูกรอบนอกตามที่อาเรนต์เคยโอ้อวดไว้จริง

ทว่า ทันทีที่ก้าวผ่านประตูเมืองเข้ามา เขากลับรู้สึกราวกับหลุดเข้ามาในสลัมแออัด ถนนสายหลักที่ควรจะกว้างขวางกลับมีความกว้างเพียงห้าถึงหกเมตรเท่านั้น สองฟากฝั่งเรียงรายไปด้วยบ้านเรือนที่สร้างจากไม้ผสมหินในสภาพผุพัง โงนเงน จนน่าหวาดเสียวว่าจะถล่มลงมาเมื่อใดก็ได้

ภาพผู้คนที่แอบมองลอดมาจากช่องหน้าต่างที่แตกร้าว หรือชาวเมืองที่นั่งซบเซาพิงกำแพงด้วยท่าทางสิ้นหวัง ล้วนทำให้คิ้วของลู่เฉินขมวดมุ่นเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว

“ไม่ต้องไปใส่ใจพวกมันนักหรอก ท่านบารอน ก็แค่พวกชาวบ้านไร้ค่าชั้นต่ำ” อาเรนต์หันมาเห็นสีหน้าของลู่เฉิน จึงเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มเย็นชา น้ำเสียงไร้ความแยแส “หากท่านเห็นว่าเกะกะรกหูรกตา จะสั่งขับไล่พวกมันออกไปให้พ้นๆ ก็ย่อมได้”

ลู่เฉินไม่ได้ตอบโต้คำพูดนั้น สายตาของเขาเลื่อนข้ามไหล่ของอาเรนต์ไปยังจุดที่สูงที่สุดของเมือง – ปราสาทหินขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านโดดเด่นอยู่บนเนินเขาใจกลางเมือง

เมื่อขบวนมาหยุดลงที่หน้าประตูปราสาท เขาก็สังเกตเห็นกำแพงหินสูงใหญ่กว่าห้าเมตรที่ล้อมรอบตัวปราสาทไว้อีกชั้นหนึ่ง บนกำแพงมีทางเดินแคบๆ สำหรับทหารยาม ตัวปราสาทนั้นสูงตระหง่านกว่ากำแพงเมืองเสียอีก

“และนี่คือที่พำนักแห่งใหม่ของท่าน – ปราสาทซีดอน!” อาเรนต์ผายมือไปยังปราสาทด้วยท่าทางภาคภูมิใจ “ยิ่งใหญ่ ปลอดภัย แข็งแรงทนทาน สมกับฐานะบารอนของท่านทุกประการ!”

ลู่เฉินพยักหน้าช้าๆ ขณะคิดในใจ ‘หากปราสาทหลังนี้จำเป็นต้องสร้างให้แข็งแกร่งและป้องกันแน่นหนาถึงเพียงนี้ มันก็ย่อมหมายความว่า เมืองซีดอนแห่งนี้… ไม่เคยสงบสุขอย่างแท้จริงเลยสักครั้ง’

เมื่อเข้ามาภายในตัวปราสาท ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งศูนย์กลางการปกครองและคฤหาสน์ของเจ้าเมือง อาเรนต์ก็พาลู่เฉินตรงไปยังห้องโถงใหญ่สำหรับรับรองแขก โถงหินกว้างขวางโอ่อ่า แต่กลับให้ความรู้สึกเย็นยะเยือกและมีกลิ่นอับชื้นจางๆ ลอยอบอวลอยู่ ชายชราสั่งให้คนรับใช้ยกหีบไม้เก่าๆ ใบหนึ่งออกมา

“นี่คือเหรียญตราประจำตำแหน่งบารอน และเอกสารสิทธิ์ในการสืบทอดบรรดาศักดิ์” อาเรนต์หยิบเหรียญทองแดงขนาดเท่าฝ่ามือเด็กขึ้นมาจากกล่อง ตรงกลางเหรียญสลักคำว่า “บารอน” ไว้อย่างชัดเจน

จากนั้น เขาก็ยื่นม้วนแผ่นหนังแกะที่เขียนด้วยลายมือบรรจงให้ลู่เฉิน “นี่คือเอกสารโอนสิทธิ์บรรดาศักดิ์ เพียงท่านลงนามในนี้ ท่านก็จะกลายเป็น บารอนลู่เฉิน แห่งซีดอน อย่างเป็นทางการ”

ลู่เฉินขมวดคิ้วเล็กน้อยขณะรับม้วนหนังมาคลี่อ่าน ด้านล่างสุดของเอกสารปรากฏลายเซ็นเรียงกันอยู่หลายชื่อ ชื่อล่าสุดคือ “อาเรนต์” ซึ่งเขียนด้วยหมึกสีดำเข้ม

“ข้าเคยขายเมืองนี้ให้คนอื่นมาก่อนสองสามครั้งน่ะ” อาเรนต์รีบอธิบายเมื่อเห็นสายตาของลู่เฉิน “แต่พวกนั้นมันพวกขี้ขลาด ทนความลำบากไม่ได้สักราย พออยู่ไปได้ไม่นานก็เบื่อหน่าย ขายตำแหน่งคืนให้ข้าในราคาถูกๆ… ลายเซ็นมันถึงได้เยอะแยะอย่างที่เห็นนี่แหละ” ชายชราแสร้งทำหน้าเศร้าสร้อย ถอนหายใจยาวราวกับเสียดายโอกาสของคนเหล่านั้น

ลู่เฉินเพียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ ที่ดูไม่ชัดเจนนัก แต่มันกลับทำให้อาเรนต์รู้สึกเสียวสันหลังวาบอย่างประหลาด ราวกับถูกชายหนุ่มตรงหน้ามองทะลุถึงแผนการในใจ

“เอาล่ะ! รีบลงนามเถิด สหายข้า! เมืองซีดอนและอาณาเขตทั้งหมดจะเป็นของท่านนับแต่นี้ไป!” อาเรนต์เร่งเร้า น้ำเสียงแฝงความตื่นเต้นยินดีอย่างปิดไม่มิด

ลู่เฉินหยิบปากกาขนนกที่พกติดตัวมาจากโลกเดิม จุ่มลงในขวดหมึกที่คนรับใช้นำมาวางไว้ให้ เขาสูดลมหายใจเข้าเบาๆ ก่อนจะตวัดลายมือลงนาม “ลู่เฉิน” อย่างหนักแน่นและมั่นคง จากนั้นจึงประทับรอยนิ้วหัวแม่มือลงบนเอกสารด้วยหมึกประทับสีแดงสด

อาเรนต์รีบทำตามทันที ประทับรอยนิ้วของตนทับลงไปบนเอกสารอย่างรวดเร็วราวกับกลัวอีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจ

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า! ยอดเยี่ยม! ขอแสดงความยินดีด้วย ท่านบารอนลู่เฉิน!” ชายชราหัวเราะเสียงดังลั่น “นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ท่านคือขุนนางแห่งอาณาจักรโดยสมบูรณ์แล้ว!”

เสียงหัวเราะอันดังของอาเรนต์ก้องสะท้อนไปทั่วโถงหินอันเย็นเยียบ ราวกับกำลังปลุกเร้าความลับดำมืดที่ถูกผนึกไว้ภายในกำแพงหนาทึบแห่งนี้ รอวันที่จะเปิดเผยตัวตนออกมา

บทที่ 3: แก้วใส…ราคาทอง

ลู่เฉินวางเหรียญตราทองแดงประจำตำแหน่งและม้วนหนังแกะลงบนโต๊ะไม้หยาบกร้านข้างตัวอย่างไม่ใส่ใจนัก แสงสลัวจากตะเกียงน้ำมันในโถงหินทาบทอลงบนผิวโลหะ เกิดเป็นประกายวูบวาบ เขาหันไปสบตากับอาเรนต์ แววตานิ่งสงบ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ตกลง งั้นตรวจสอบสินค้ากันก่อน แล้วค่อยปิดบัญชี”

“ได้เลยสหายข้า!” อาเรนต์พยักหน้ารับทันควัน รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏชัดที่มุมปาก เขากวักมือเรียกชายวัยกลางคนรูปร่างผอมบางที่ยืนรออย่างสงบเสงี่ยมอยู่มุมโถงให้เข้ามาใกล้ ชายผู้นี้คือพ่อบ้านประจำปราสาท เขาก้าวเข้ามาด้วยท่าทีนอบน้อม โค้งคำนับเล็กน้อย

“ช่วยประเมินราคาสินค้าเหล่านี้ให้ท่านบารอนคนใหม่ของเราหน่อย” อาเรนต์สั่ง

“รับทราบขอรับ ท่านอาเรนต์” พ่อบ้านตอบรับเสียงนุ่ม ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองลู่เฉินด้วยแววตาสำรวจ

ลู่เฉินยกกล่องไม้ขนาดกลางที่วางอยู่บนพื้นขึ้นมาวางบนโต๊ะอย่างไม่เร่งรีบ ฝุ่นผงจางๆ ลอยฟุ้งขึ้นเล็กน้อยเมื่อเขาใช้มือปัดฝา เข ค่อยๆ เปิดกล่องออก เผยให้เห็นแก้วน้ำใสสะอาดห้าใบวางเรียงรายอยู่ภายใน ผิวแก้วที่เรียบลื่นสะท้อนแสงตะเกียงเป็นประกายระยิบระยับราวกับอัญมณีล้ำค่าที่ได้รับการเจียระไนมาอย่างดี

เสียงสูดลมหายใจด้วยความตกตะลึงดังขึ้นพร้อมกันจากอาเรนต์ เฟซ และพ่อบ้าน ก้องเบาๆ ในโถงหินที่เงียบสงัด ดวงตาทั้งสามคู่จับจ้องไปยังแก้วในกล่องราวต้องมนตร์สะกด แววแห่งความโลภและความตื่นตะลึงฉายออกมาอย่างชัดเจน

เฟซยื่นมือทั้งสองข้างออกไปรับแก้วใบหนึ่งมาจากลู่เฉินอย่างประคอง ท่าทางระมัดระวังราวกับกลัวว่ามันจะแตกสลายคามือ นิ้วของเขาสั่นน้อยๆ ดวงตาเป็นประกายวาววับ เขายกแก้วขึ้นหมุนดูช้าๆ แสงไฟเต้นระริกบนผิวแก้วใสนั้น

“นี่มัน… แก้วผลึกแท้!” อาเรนต์อุทานออกมาเสียงดัง ใบหน้าเหี่ยวย่นฉายแววตื่นตะลึง เขาก้มลงมองแก้วในมือเฟซอย่างใกล้ชิด “ข้าเคยเห็นของคล้ายกันที่คฤหาสน์ของท่านดยุก แต่ก็ยังขุ่นมัวและไม่แวววาวเท่านี้เลย!”

เฟซลูบไล้ขอบแก้วอย่างแผ่วเบา สัมผัสความเรียบลื่นของมันราวกับสิ่งของเปราะบางล้ำค่า เขาเหลือบมองลู่เฉินด้วยสายตาที่ผสมปนเประหว่างความชื่นชมในตัวสินค้าและความระแวงในตัวเจ้าของ

“ว่าอย่างไรล่ะ?” ลู่เฉินเอ่ยขึ้นช้าๆ ทำลายความเงียบ “ของเช่นนี้… พวกท่านคิดว่ามีมูลค่าสักเท่าใด?” น้ำเสียงของเขานิ่งเรียบ แต่แฝงไปด้วยอำนาจต่อรอง รอยยิ้มบางๆ ที่มุมปากยิ่งขับเน้นให้แก้วธรรมดาในสายตาเขา กลายเป็นสมบัติล้ำค่าในสายตาของคนเหล่านี้

อาเรนต์สูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามระงับความตื่นเต้น เขาค่อยๆ วางแก้วในมือลงบนโต๊ะอย่างทะนุถนอมที่สุด ก่อนจะเงยหน้ามองลู่เฉินด้วยแววตาคาดหวัง “สหายข้า… ของล้ำค่าเช่นนี้ ข้ายินดีให้ราคา ห้าเหรียญทอง ต่อหนึ่งใบ”

ราคานี้สูงจนพ่อบ้านที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับนิ่งเงียบ ไม่กล้าเอ่ยปากใดๆ

ลู่เฉินเพียงแค่มองแก้วบนโต๊ะด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่แสดงอาการยินดียินร้ายใดๆ ทว่าในใจนั้นแทบจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ – ‘ห้าเหรียญทองต่อใบ!’ เขารู้ดีว่าในโลกนี้ หนึ่งเหรียญทองแลกได้ร้อยเหรียญเงิน และหนึ่งเหรียญเงินแลกได้ถึงพันเหรียญทองแดง หากเทียบคร่าวๆ กับค่าเงินในโลกเดิมที่จากมา แก้วน้ำธรรมดาซึ่งราคาแค่ไม่กี่สิบหยวน ที่นี่กลับถูกตีมูลค่ามหาศาล เดิมทีเขาคิดว่าใบละสองเหรียญทองก็ถือว่ากำไรเหลือเชื่อแล้ว นี่มันมากมายจนน่าตกใจจริงๆ เขาต้องข่มรอยยิ้มที่พยายามจะผุดขึ้นมาอย่างสุดความสามารถ

เมื่อเห็นลู่เฉินยังคงนิ่งเงียบ อาเรนต์ก็รีบกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นขึ้น “แน่นอน… ด้วยคุณภาพอันยอดเยี่ยมของแก้วผลึกนี้ หากท่านคิดว่ายังไม่สมราคา ข้ายินดีเพิ่มให้เป็น หกเหรียญทอง ต่อใบเลย!”

“อืม…” ลู่เฉินแสร้งถอนหายใจเบาๆ ทำทีเป็นครุ่นคิดอย่างหนัก เขาก้มมองแก้วในมือครู่หนึ่งก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “บอกตามตรงนะท่านอาเรนต์ แก้วชุดนี้ข้าได้มาจากการแลกเปลี่ยนกับขุนนางชั้นสูงผู้หนึ่งตอนที่ข้าอยู่ในเมืองหลวง… ตอนนั้นข้าต้องจ่ายไปถึง ห้าเหรียญทองกับอีกยี่สิบเหรียญเงิน ต่อหนึ่งใบเชียวนะ”

เขาถอนหายใจอีกครั้ง ทำท่าเหมือนเสียดายอย่างสุดซึ้ง “ตอนนี้ต้องมาขายให้พวกท่านแค่ใบละหกเหรียญทอง… เฮ้อ ถือว่าข้าขาดทุนไปไม่น้อยเลยจริงๆ”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า!” อาเรนต์หัวเราะเบาๆ พยักหน้าหงึกๆ รอยยิ้มกว้างบ่งบอกความพึงพอใจอย่างที่สุด เขายกมือตบโต๊ะไม้เบาๆ “ท่านบารอนลู่เฉิน สหายข้า… วางใจเถอะ ข้าไม่ยอมให้ท่านขาดทุนแน่! นอกจากนี้ ข้ายังมีของขวัญเล็กๆ น้อยๆ มอบให้ท่านต่างหากด้วย”

ลู่เฉินแสร้งขมวดคิ้วเหมือนยังลังเลอยู่เล็กน้อย นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าช้าๆ “…ก็ได้ ในเมื่อท่านว่าอย่างนั้น ข้ายอมขายห้าใบนี้ในราคาใบละหกเหรียญทอง”

เฟซถึงกับหัวเราะออกมาอย่างเก็บอาการไม่อยู่ ดวงตาเป็นประกายวาววับราวกับเด็กน้อยได้ของเล่นชิ้นใหม่ เขารีบรวบแก้วทั้งห้าใบจากบนโต๊ะมากอดไว้แน่น ราวกับกลัวว่ามันจะหายไป

“ห้าแก้ว แก้วละหกเหรียญทอง รวมเป็นสามสิบเหรียญทองพอดี…” ลู่เฉินกล่าวสรุป พลางยกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย มองท่าทางของเฟซอย่างพิจารณา “ถือว่าเราชำระบัญชีเรื่องค่าเมืองกันเรียบร้อย”

“ถูกต้อง! เรียบร้อยดี!” อาเรนต์พยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว ทว่าสายตาของเขากลับเลื่อนไปจับจ้องที่กล่องไม้ใบอื่นๆ ที่ลู่เฉินยังไม่ได้เปิด ซึ่งวางอยู่ข้างตัว “เอ่อ… ท่านบารอน พอจะกรุณาเปิดกล่องอื่นให้ข้าชมเป็นขวัญตาได้หรือไม่? หากมีสิ่งใดที่ข้าถูกใจ ข้ายินดีซื้อเพิ่มอีกในราคาที่ยุติธรรมแน่นอน”

ลู่เฉินรู้ทันทีว่าความโลภได้เข้าครอบงำชายชราผู้นี้อย่างสมบูรณ์แล้ว ‘หากเผยกระจกเงาหรือเหล้าขาวที่เก็บไว้ในมิติส่วนตัวออกไปตอนนี้ มีหวังคงไม่ได้อยู่ใช้เงินเป็นแน่’ เขาคิดอย่างรวดเร็ว ‘โดยเฉพาะเหล้าขาวนั่น หากนำออกขายในโลกนี้ แค่เพียงจอกเดียวก็อาจทำกำไรได้มหาศาลเกินกว่าราคาเมืองทั้งเมืองเสียอีก ต้องแสดงแค่ของที่เคยนำมาขายก่อนหน้านี้เท่านั้น’ เขาครุ่นคิดชั่วพริบตาก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ย่อมได้”

เขาวางมือลงบนกล่องอีกใบหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เปิดออกอย่างไม่รีบร้อน เผยให้เห็นเสื้อผ้าที่ทอจากใยธรรมชาติเนื้อดีหลายชุด และจานชามเซรามิกเคลือบเงาสีขาวสะอาดตาพร้อมลวดลายเรียบง่ายวางซ้อนกันอยู่ แม้จะดูเป็นของดี แต่ก็ไม่ได้มีประกายวาววับดึงดูดสายตาเท่าแก้วผลึกเมื่อครู่

เมื่อเห็นว่าไม่มีของล้ำค่าอย่างที่แอบหวัง อาเรนต์ถึงกับหลุบตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้าดูฝืดเฝื่อนลงอย่างเห็นได้ชัด เขาพยายามเก็บงำความผิดหวัง แต่ก็ไม่สำเร็จนัก “จานชามพวกนี้… ดูคล้ายกับชุดที่ท่านเคยนำมาขายให้ข้าครั้งก่อนใช่หรือไม่?”

“ใช่แล้วขอรับ เหลืออยู่เพียงเท่านี้” ลู่เฉินรีบตอบรับอย่างตรงไปตรงมา พลางเหลือบมองปฏิกิริยาของอาเรนต์ เขาจำเป็นต้องอธิบายเพิ่มเติมเพื่อไม่ให้ดูน่าสงสัย ‘ก่อนหน้านี้ ข้าเคยค้าขายเพียงของใช้พื้นฐานอย่างเกลือ ข้าวสาร จานชามเซรามิก และหวีไม้ นี่เป็นครั้งแรกที่นำแก้วผลึกออกมาแสดง โลกนี้มีเครื่องแก้วอยู่บ้าง แต่นับเป็นของหายากและมีราคาสูงลิ่ว แม้แต่ขุนนางก็ใช่ว่าจะหามาครอบครองได้ง่ายๆ การเปิดเผยสินค้าล้ำค่าเกินไป อาจนำอันตรายมาสู่ตัว’ เขาจึงกล่าวเสริม “ของพวกนี้ข้านำมาจากดินแดนตะวันออกอันไกลโพ้น การขนส่งลำบากนัก เสียหายไประหว่างทางก็มาก กว่าจะมาถึงที่นี่ได้”

อาเรนต์เคยชื่นชมคุณภาพของจานชามเซรามิกที่ลู่เฉินนำมาขายในครั้งก่อนว่าเหนือกว่าของที่เขาเคยเห็นในหมู่ขุนนางด้วยกัน ความทรงจำนั้นทำให้ชายชรายังคงแสดงความสนใจอยู่บ้าง “น่าเสียดาย น่าเสียดายจริงๆ” เขาถอนหายใจยาว ใบหน้าฉายแววผิดหวัง แต่ก็ยังฝืนยิ้ม “เอาเถอะ สหายข้า อย่างไรข้าก็ขอซื้อจานชามที่เหลือทั้งหมดนี้ไว้ก็แล้วกัน”

“ตกลงขอรับ ทั้งหมดมีสิบสองใบ ข้าคิดราคาเดิม ใบละหนึ่งเหรียญเงิน รวมเป็นสิบสองเหรียญเงินพอดี” ลู่เฉินตอบกลับอย่างรวดเร็ว น้ำเสียงราบเรียบเป็นปกติ เขาวางมือลงบนโต๊ะอย่างผ่อนคลาย

อาเรนต์พยักหน้า พ่อบ้านจึงรีบก้าวเข้ามา วางถุงใส่เหรียญเงินสิบสองเหรียญลงบนโต๊ะ เสียงโลหะกระทบกันดังกริ๊งเบาๆ ก่อนที่เขาจะเก็บรวบรวมจานชามทั้งหมดไปอย่างระมัดระวัง

“เช่นนั้น ก็เรียบร้อยดี” อาเรนต์กล่าวพลางลุกขึ้นยืน “บารอนลู่เฉิน ขอเชิญท่านตามข้ามา ข้าจะพาท่านไปพบปะทำความรู้จักกับเหล่าชาวเมืองของท่านเสียหน่อย” เขายกมือผายเชิญด้วยท่าทีเป็นมิตรยิ่งกว่าเดิม

“ได้สิ” ลู่เฉินพยักหน้ารับ ลุกขึ้นยืนตามไปอย่างไม่เร่งร้อนนัก สายตากวาดมองไปรอบโถงหินกว้างเป็นครั้งสุดท้าย กลิ่นอับชื้นและความเย็นยะเยือกจากกำแพงหินหนาทึบยังคงลอยวนเวียนอยู่รอบตัว

ทันใดนั้นเอง เสียงระฆังใบใหญ่ก็ดังกระหึ่มขึ้น “ติง… ต่อง… ติง… ต่อง…” เสียงดังต่อเนื่องกันหลายครั้งจากหอคอยสูงที่อยู่บนยอดปราสาท เสียงนั้นก้องกังวานสะท้อนไปทั่วทั้งเมือง ราวกับเป็นสัญญาณเรียกขานที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม

อาเรนต์หันมามองลู่เฉิน ยิ้มบางๆ ก่อนอธิบาย “เสียงระฆังนั่น… คือสัญญาณเรียกชาวเมืองให้มารวมตัวกันที่ลานหน้าปราสาท เราจะใช้มันเมื่อมีการประกาศกฎหมายใหม่ หรือมีข่าวสารสำคัญที่ต้องแจ้งให้ทราบทั่วกัน”

ลู่เฉินเดินไปที่หน้าต่างหินช่องแคบช่องหนึ่ง มองลงไปยังลานกว้างเบื้องล่าง เขาเห็นชาวเมืองเริ่มทยอยเดินออกจากบ้านเรือนซอมซ่อของตน มุ่งหน้ามารวมตัวกันที่ลานหน้าปราสาทด้วยสีหน้าสับสนและแววตาหวาดระแวง หลายคนยกมือป้องหน้าผากมองขึ้นมายังตัวปราสาท บ้างก็กอดอกแน่นราวกับอากาศหนาวเหน็บ

ในใจของเขารู้ดี… เวทีของเขาในโลกใบใหม่นี้ กำลังจะเปิดฉากขึ้นอย่างแท้จริงแล้ว และเมืองซีดอนที่ดูเหมือนจะเป็นรางวัลอันหอมหวานนี้ อาจกำลังซ่อนงำความลับและอันตรายบางอย่างที่เขายังต้องเผชิญและค้นหาคำตอบต่อไป

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...