โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จากบันทึกชีวิตตนเอง ถึง องค์การมหาชน | ธงทอง จันทรางศุ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 26 ก.พ. 2568 เวลา 07.11 น. • เผยแพร่ 26 ก.พ. 2568 เวลา 07.11 น.

หลังลับแลมีอรุณรุ่ง | ธงทอง จันทรางศุ

จากบันทึกชีวิตตนเอง

ถึง องค์การมหาชน

หลายเดือนที่ผ่านมา ผมมีกิจวัตรประจำสัปดาห์ที่สัญญากับตัวเองว่า นอกจากการเขียนบทความชุด หลังลับแลมีอรุณรุ่ง สำหรับมติชนสุดสัปดาห์แล้ว ผมยังต้องเขียนเรื่องประวัติชีวิตของตัวเอง โดยเรียงลำดับปีตั้งแต่ปีเกิดเป็นต้นมา เขียนไปเรื่อยๆ ครับ ปีละหนึ่งตอนบ้าง สองตอนบ้าง เขียนจบแล้วก็นำลงเผยแพร่ใน Facebook ซึ่งมีประโยชน์สองประการ

ข้อแรก คือ จะได้มีผู้อ่านและช่วยทักท้วงถ้าผมขาดตกบกพร่องหรือความทรงจำคลาดเคลื่อนไปบ้าง เมื่อพิมพ์เป็นเล่มหนังสือต่อไปในวันข้างหน้าจะได้แก้ไขเสียให้ถูกต้อง

ประโยชน์ข้อที่สอง คือ เป็นการบังคับกับตัวเอง ให้มีคนคอยจับจ้องมองอยู่ว่า ส่งการบ้านตรงเวลาหรือไม่ ถ้าจะขาดหายไปในสัปดาห์ใด จะได้รู้สึกผิดบาปเล็กน้อยกับตัวเอง

บทความประวัติชีวิตตัวเองนี้ ผมเขียนลงเผยแพร่ใน Facebook ทุกวันเสาร์ จนถึงเวลานี้ทำได้ 20 กว่าตอนแล้ว แปลว่าเขียนมาได้ในราวครึ่งปีแล้วครับ

ตั้งใจจะเขียนต่อไปจนได้สัก 100 ตอน กะจะพิมพ์รวมเป็นเล่มเขื่องพอสมควร ในปี 2570 คือ อีกประมาณสองปีข้างหน้า เป็นการฉลองอายุครบหกรอบของตัวเองในปีนั้น

ที่สร้างโครงการมหึมาขนาดนี้ขึ้นเพราะคิดว่าคนในวัยผมและรุ่นเดียวกันกับผมได้เดินผ่านชีวิตที่มีสีสันหลากหลายมามากพอสมควร นึกแค่ว่าผมเกิดในช่วงปลายยุคของจอมพล ป.พิบูลสงคราม เริ่มจำความได้ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ต่อด้วยยุคของจอมพลถนอม กิตติขจร พอเข้ามหาวิทยาลัยในปี 2516 ก็เกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ส่งท้ายชีวิตปีสี่ด้วยเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

หลังจากนั้นไม่นานก็ไปเรียนหนังสือเมืองนอกเสียปีครึ่ง กลับมาเมืองไทยก็มีนายกรัฐมนตรีชื่อ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ หลายปี

แล้วก็มาเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้าด้วยฝีมือ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เผลอแป๊บเดียวก็ถูกรัฐประหารเสียแล้วในปี 2534

จากนั้นมาการเมืองก็นัวเนียเหลือเกิน จนขานชื่อนายกรัฐมนตรีกันไม่หวาดไม่ไหว เพราะแต่ละท่านแต่ละคนอยู่ในตำแหน่งไม่นานนัก ยกเว้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พี่อยู่ในตำแหน่งยาวนานใกล้เคียงกันกับ พล.อ.เปรม แล้วมาต่อด้วยท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน และนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชืนวัตร ในขณะนี้

นี่มองแค่ในมุมการเมือง ชีวิตผมยังผ่านนายกฯ มามากมายขนาดนี้ ในเรื่องอื่นๆ ยิ่งมากมายเหลือคณานับ คิดดูก็แล้วกันว่า คนรุ่นเดียวกันกับผมตื่นเต้นจะเป็นจะตายกับบันไดเลื่อนที่ห้างไทยไดมารู เพราะเป็นของที่เมืองไทยไม่เคยมีมาแต่ก่อน เด็กคนไหนถ้าได้ไปเดินขึ้นบันไดเลื่อนที่นั่น แล้วกินแฮมเบอร์เกอร์ที่ร้านวิมปี้ซึ่งอยู่หน้าร้านไทยไดมารู เท่ากับว่าได้ขึ้นสวรรค์ทั้งเป็นดีๆ นี่เอง

แล้วมาถึงทุกวันนี้ เหลือใครตื่นเต้นกับบันไดเลื่อนบ้าง?

ความทรงจำเหล่านี้ผมนึกเองเออเองว่า ถ้าเขียนบันทึกไว้เสียหน่อย ในวันข้างหน้าก็อาจเป็นประโยชน์สำหรับคนที่อยากรู้เรื่องราวเก่าก่อน ส่วนรู้แล้วเขาจะไปทำอะไรต่อไปก็ไม่ว่ากัน

ท่านผู้ใหญ่สมัยก่อนท่านขยันเขียนหนังสือ เช่น พระยาอนุมานราชธน หรือ เสฐียรโกเศศ นักปราชญ์คนสำคัญของเมืองไทย ท่านได้ฝากผลงานไว้มากมายหลายเรื่อง รวมทั้งเรื่อง “ฟื้นความหลัง” ซึ่งเป็นงานเขียนเล่าอดีตของท่านให้คนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสอ่านย้อน

คนรุ่นใหม่ที่ว่านี้รวมผมที่พลอยได้เกิดสติปัญญาขึ้นจากหนังสือ ฟื้นความหลัง มิใช่น้อยด้วย

น่าเสียดายที่คนยุคสมัยเดียวกันกับผมมีเรื่องวุ่นวายให้ต้องทำอีกมาก จึงยังไม่มีใครอุตสาหะเขียนหนังสือประเภทย้อนอดีตชนิดนี้มาให้อ่านกันบ้าง

ผมซึ่งสติปัญญาไม่ได้เท่าแม้แต่กระผีกลิ้นของท่านเจ้าคุณอนุมานฯ จึงอาจเอื้อมเกิดมานะของยาจกอยากเขียนหนังสือชนิดนี้ไว้บ้าง

ด้วยประโยชน์สองข้อที่กล่าวมาแล้วข้างต้น และนึกออกเดี๋ยวนี้เองว่ามีประโยชน์ข้อที่สามอยู่เป็นข้อสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง

คือ เป็นการช่วยทบทวนสติปัญญาและความทรงจำของตัวเอง อย่าให้หลงลืมอะไรเร็วเกินไปนัก

ความทรงจำหรือเรื่องเล่ากับผู้สูงอายุนี้ อย่าประมาทไปนะครับ บางเรื่องก็เป็นประโยชน์แม้กระทั่งในการทำงานยุคปัจจุบันเหมือนกัน

เมื่อไม่กี่วันมานี้ มีการพูดคุยกันถึงเรื่องการปฏิรูประบบราชการของเมืองไทย ซึ่งบ่นกันมานานว่าเรามีหน่วยงานที่มากมายเทอะทะเหลือเกิน หน่วยงานแต่ละหน่วยเมื่อตั้งขึ้นแล้วกว่าจะยกเลิกได้ก็ใช้เวลานานแสนนาน และส่วนใหญ่ก็ยกเลิกไม่สำเร็จเสียด้วย

ตัวอย่างเช่น รัฐวิสาหกิจบางแห่งที่ตั้งมาแต่ดึกดำบรรพ์สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อเอกชนของเรายังไม่เข้มแข็ง ภาคราชการโดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงกลาโหมจึงจัดตั้งรัฐวิสาหกิจไว้หลายแห่งเพื่อผลิตสินค้าหรือของใช้ที่ไม่อาจซื้อหาได้ในท้องตลาด เช่น องค์การแบตเตอรี่ หรือองค์การผลิตอาหารสำเร็จรูป (อ.ส.ร.)

ครั้นเวลาผ่านไปเกือบร้อยปี เมืองไทยมีบริษัทผลิตแบตเตอรี่ขายอยู่ทั่วทุกหัวถนน อาหารกระป๋องก็มีขายอยู่ทุกซูเปอร์มาร์เก็ต เมื่อนึกอย่างนี้แล้วก็ต้องตั้งคำถามว่า รัฐวิสาหกิจเหล่านั้นควรตั้งอยู่ต่อไปหรือไม่อย่างไร

ถ้าเห็นควรว่าไม่ควรมีอยู่ต่อไป การยกเลิกก็ต้องคิดให้ละเอียด ว่าจะชดเชยหรือดูแลคนที่ทำงานอยู่ในที่นั้นอย่างไรบ้าง เพราะจะโทษว่าเป็นความผิดของพนักงานเจ้าหน้าที่เหล่านั้นก็ไม่ได้ที่โลกเปลี่ยนแปลงไป แต่ครั้นจะให้จ้างอยู่ต่อไปจนเกษียณอายุหมดครบทุกคน แบบนี้ก็ไม่ไหวเหมือนกัน

ปัญหาสำคัญอยู่ที่ว่าจุดสมดุลอยู่ตรงที่ใด

การเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกแบบทันทีทันควันก็ต้องคิดถึงผลข้างเคียงอีกหลายอย่าง ลูกหนี้เป็นหนี้ติดเงินเจ้าหนี้อยู่ เขายังมีโอกาสผ่อนชำระ การยกเลิกหน่วยงานนี้อาจต้องค่อยผ่อนเวลาให้ค่อยเป็นค่อยไป มีแผนหนึ่งแผนสองรองรับ

เรื่องเช่นนี้คิดให้รอบคอบเพียงไร อธิบายให้เห็นเหตุผลที่แท้จริงถึงความจำเป็นที่รัฐจะต้องเปลี่ยนบทบาทจากการที่เคยต้องทำแบตเตอรี่ใช้เอง เปลี่ยนมาเป็นซื้อที่บริษัทเอกชนทำขาย จะคุ้มค่าเงินภาษีอากรของประชาชนโดยรวมมากกว่า ขณะที่ผู้ได้รับผลกระทบก็ได้รับการดูแลพอสมควรแก่เหตุ

ถ้าทำเช่นนี้ได้ แรงต้านก็คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่จะดูแลหรืออธิบายกันได้

ในวงสนทนาที่พูดคุยกันอย่างไม่เป็นทางการเมื่อสองวันก่อนที่ผมเกริ่นมาข้างต้น มีการพูดถึงองค์การมหาชน ซึ่งเป็นรูปแบบของหน่วยงานของรัฐชนิดหนึ่ง องค์การมหาชนที่ว่านี้ไม่ใช่ส่วนราชการประเภท กระทรวง ทบวง กรม และไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ แต่เป็นหน่วยงานขนาดเล็กที่มีภารกิจเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ต้องการการบริหารงานที่คล่องตัว สามารถสร้างกติกาการทำงานของตัวเองขึ้นได้บนเงื่อนไขว่าต้องยึดหลักธรรมมาภิบาล ไม่ใช่ทำตามใจชอบ

องค์การมหาชน นอกจากได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลแล้ว บางแห่งยังสามารถหารายได้ของตัวเองได้ด้วย แนวคิดนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 20 กว่าปีมาแล้ว และมีองค์การมหาชนเกิดขึ้นนับสิบแห่งตามแนวคิดที่ว่า

ในประสบการณ์ชีวิตของผม ผมได้เคยเข้าไปเกี่ยวข้องกับองค์การมหาชนมาสองสามแห่ง และจนถึงทุกวันนี้ก็ยังเป็นประธานกรรมการขององค์การมหาชนอยู่หนึ่งแห่ง ซึ่งกำลังจะพ้นจากตำแหน่งเพราะอายุถึง 70 ปีบริบูรณ์ในเดือนมิถุนายนนี้แล้ว

กติกากลางขององค์การมหาชนที่มีพระราชบัญญัติกำหนดแนวไว้ มีข้อหนึ่งบอกว่ากรรมการที่เป็นผู้กำกับนโยบายขององค์การมหาชน นอกจากการพ้นตำแหน่งเพราะครบวาระ ตาย หรือลาออกแล้ว จะต้องพ้นตำแหน่งในวันที่มีอายุครบ 70 ปีบริบริบูรณ์ด้วย

เพราะถึงแม้งานกรรมการไม่ใช่งานหามรุ่งหามค่ำ หากแต่ทำหน้าที่ด้วยวิธีการประชุมร่วมกับกรรมการคนอื่น และร่วมกับผู้บริหารขององค์การมหาชน

แต่กรรมการก็ไม่ควรมีอายุมากเกินไป เพราะมีแนวโน้มว่ากรรมการที่มีอายุมากจะก้าวเดินไม่ทันโลก สมควรถอยออกจากเวที เพื่อให้คนที่ยังกระฉับกระเฉงกว่า ให้เขาทำหน้าที่แทน

ข้อนี้ผมก็ยอมรับโดยดุษณีภาพ ไม่โต้เถียงแต่ประการใด

เราอายุมากแล้วก็ควรรู้จักคำว่า พอ และเปิดโอกาสให้คนอื่นเขาเข้าทำหน้าที่ที่เราแบกรับมานานปีบ้าง ใช่ว่าเราจะเก่งอยู่คนเดียวในโลกนี้เสียเมื่อไหร่ ผู้ที่เป็นประธานมาก่อนผมและอายุ 70 ปีบริบูรณ์ทำให้ต้องพ้นจากตำแหน่งก็มีแล้วตั้งหลายคน

บอกชื่อเราเข้าไปอีกคนหนึ่งจะเป็นไร

ย้อนกลับไปพูดถึงเรื่องการพิจารณาโดยภาพรวมว่า จะมีส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์การมหาชนใดที่ควรยกเลิก เปลี่ยนแปลง ควบรวม ย้ายสังกัด หรือแม้กระทั่งจัดตั้งขึ้นใหม่ จึงมีประเด็นต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบหลายอย่าง เริ่มตั้งแต่สารตั้งต้นหรือข้อสำคัญที่สุด คือภารกิจเรื่องนั้นยังเป็นเรื่องที่สมสมัยอยู่หรือไม่ บางเรื่องรัฐไม่เคยทำมาก่อน เวลานี้ถึงชั่วโมงสำคัญที่รัฐต้องทำหน้าที่นั้นแล้ว เราก็ต้องมีหน่วยงานเกิดขึ้น และในทางตรงกันข้าม ในอดีตรัฐเคยทำเรื่องใดเรื่องหนึ่งมาก่อน แต่วันนี้หมดความจำเป็นที่รัฐจะทำหน้าที่นั้นต่อไปแล้ว เราก็ต้องยกเลิกหน่วยงานที่เคยมีมาแต่ก่อนนั้นให้จบสิ้นลง

การตั้งหน่วยงานใหม่นั้นง่ายกว่าการยกเลิกหน่วยงานเก่าเป็นอันมาก

แม้ไม่เหมือนกันสนิทแต่ก็พอเปรียบได้ว่า การสร้างบ้านหลังใหม่ ทำง่ายกว่าการซ่อมบ้านเก่าหรือการรื้อบ้านเก่า

การปรับปรุงหรือยกเลิกหน่วยงานที่มีมาแต่เดิม นอกจากการพิจารณาสารตั้งต้นคือเหตุผลความจำเป็นในการที่จะต้องมีหน่วยงานนั้นต่อไปในวันข้างหน้าหรือไม่ อย่างไรแล้ว ขั้นตอนต่อจากนั้นยังต้องทำงานร่วมกันกับคนอีกเป็นจำนวนมาก

กล่าวโดยเฉพาะเจาะจง กรณีที่จะยกเลิกหน่วยงานใดก็ตาม เครื่องจักรก็ขายได้ อาคารที่ทำการก็ทุบทิ้งหรือยกให้คนอื่นเข้ามาใช้ประโยชน์ได้ แต่คนที่ทำงานอยู่ในหน่วยนั้นสิครับ ขายก็ไม่ได้ ยกให้คนอื่นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไม่ใช่โต๊ะเก้าอี้ที่ไม่มีหัวจิตหัวใจ อายุและประสบการณ์ของหลายคนก็ไม่เอื้ออำนวยให้ไปเริ่มต้นอะไรใหม่ได้อีกแล้ว

เรื่องอย่างนี้จึงต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ ประกอบกันเข้าในการทำงาน

ใครก็ตามที่เป็นผู้ต้องตัดสินใจในระดับนโยบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญไม่ว่าในเรื่องใดก็ตาม หากส่งผลกระทบต่อคนทำงานในองค์กร จำเป็นต้องคิดให้รอบคอบ เพราะการทำงานกับมนุษย์นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ต้องโอ้โลมปฏิโลมกันให้มาก ให้เข้าใจเหตุผล และมีการดูแลประคับประคองในช่วงเปลี่ยนผ่านให้ทุกคนยังสามารถมีชีวิตอยู่ได้บนโลกใบนี้

พูดหรือเขียนเรื่องอย่างนี้ง่ายเป็นบ้า แต่เวลาปฏิบัติจริงแล้ว เป็นบ้าไปหลายคนแล้วครับ

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จากบันทึกชีวิตตนเอง ถึง องค์การมหาชน | ธงทอง จันทรางศุ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...