โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

มหากาพย์ความรัก "วิมานหนามฟาร์มเห็ด" "พระโย" อดีตแฟน อ้างคนตายนอกใจก่อน

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 07 พ.ค. 2568 เวลา 01.21 น.

มหากาพย์ความรัก "วิมานหนามฟาร์มเห็ด" หลังสูญเงินกว่า 22 ล้าน ทำรักล่ม ถึงขั้นรมควันจับชีวิต ขณะที่ "พระโย" อดีตแฟน เปิดใจอ้างคนตายนอกใจก่อน เรื่องกู้เงินลงทุน 22 ล้าน ไม่เป็นความจริง

วันที่ 7 พ.ค. 2568 จากกรณี ขวัญ อายุ 44 ปี ชายชาวสมุทรปราการ ตัดสินใจปลิดชีวิตตัวเองหน้าคาเฟ่ที่ร่วมลงทุนกับแฟนหนุ่มด้วยเงินเกือบ 30 ล้านบาท ด้วยการรมควัน หลังจากที่ความรักที่เคยมั่นคงถูกทดแทนด้วยการตีจากจากคนที่รักที่สุดก่อนหน้านี้ ขวัญ ได้ทุ่มเททั้งใจ ทรัพย์สินเพื่อสร้างชีวิตคู่กับ โย แฟนหนุ่มในความสัมพันธ์ LGBT ทั้งสองร่วมกันเปิดคาเฟ่สุดหรูในพื้นที่ไร่กว่า 10 ไร่ ใน จ.ลพบุรี ใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน แต่หลังจากคาเฟ่เปิดได้ไม่นาน ฝ่าย โย เริ่มตีตัวออกห่างก่อนจะบอกความจริงว่ากำลังจะพาแฟนใหม่เข้ามาอยู่แทน พร้อมกดดันให้ ขวัญ ย้ายออกจากบ้านพักในไร่ทำให้ ขวัญ ผิดหวังทั้งในเรื่องความรักและการลงทุน ตัดสินใจจบชีวิตในที่สุด เมื่อเรื่องดังกล่าวถูกแชร์ต่อไปในโลกโซเชียล ทำให้ชาวเน็ตต่างวิพากษ์วิจารณ์กันสนั่น หลายคนบอกว่านี่คือ วิมานหนาม ในชีวิตจริง

ล่าสุด โย ชายหนุ่มคู่กรณี ได้บวชเป็นพระ ได้เเถลงเปิดใจตั้งเเต่ช่วงเเรกที่เริ่มรู้จักเเละคบหากับนายขวัญ ผู้เสียชีวิตว่า “ก่อนหน้าที่ผู้ตายจะเข้ามาอยู่ที่นี่ ตนได้ทำสวนเฟิร์นอยู่ก่อนเเล้วตั้งเเต่ปี 2558 เปิดร้านเล็กๆ เป็นธุรกิจครอบครัว ตนทำอยู่ได้ประมาณ 4 ปี ก่อนที่นายขวัญจะเข้ามาที่เที่ยวที่สวนเฟิร์นเเละเริ่มทำความรู้จักตนในวันที่ 14 มี.ค.2562 จากนั้นเริ่มสานสัมพันธ์ด้วยการพูดคุยเรื่อยมา จนวันที่ 17 มี.ค.62 ตนไปหานายขวัญที่คอนโดที่กทม. เเละ วันที่ 18 มีนาคม ไปเที่ยวเกาะล้านด้วยกัน ก่อนจะตัดสินใจมาใช้ชีวิตร่วมกันที่นี้ในวันที่ 19 มีนาคม 2562 ตอนนั้นผู้ตายตกงานไม่มีงานทำ ตนมีธุรกิจอยู่เลยให้อีกฝ่ายมาช่วย โดยมีข้อตกลงกันทั้ง 2 คน โดยผู้ตายจำเป็นจะต้องใช้เงินจำนวน 60,00-65,000 บาทต่อเดือน เพื่อเป็นรายจ่ายที่เขาจะไปผ่อนคอนโดเเละค่าบ้าน ตนก็จ่ายให้อีกฝ่ายทุกเดือน

จากนั้นตนก็ทำธุรกิจปลูกต้นไม้เรื่อยมา ตอนนั้นปลูกอยู่ 4 ไร่เศษๆ ก่อนผู้ตายจะชวนขยับขยาย ธุรกิจต้นเฟิร์น ตนจึงไปกู้ ธกส. 4 ล้านบาท เพื่อขยายสวนเป็น 16 ไร่ พอได้อนุมัติได้เงินมา ตนไว้ใจผู้ตายมาก จึงให้ผู้ตายดูแลเรื่องการเงินทุกอย่าง 2 ปี ต่อมา ประมาณปี 2564 ผู้ตายขอตัวไปทำงานเป็นบัญชีที่ต่างจังหวัด เเต่ส่วนใหญ่จะทำงานอยู่ที่กทม. เเล้วมีการคุยกันระหว่างตนกับผู้ตายว่าจะมีการเเบ่งเงินที่กู้มา ไปทำธุรกิจเพิ่ม เเละขยายธุรกิจต่อ ตอนนั้นผู้ตายก็ไปๆกลับๆที่นี่กับกทม. ซึ่งในตอนนั้นผู้ตายบอกว่าเงินเดือนของเขาได้เดือนละประมาณ 300,000 บาท แต่ตอนนั้นตนก็ไม่ได้เอะใจอะไร

ก่อนที่ผู้ตายจะขอสร้างบ้านหลังสีขาวที่อยู่กลางสวน หลังจากสร้างบ้านเสร็จ ผู้ตายเริ่มคุยว่าจะสร้างร้านกาแฟ เเต่จริงๆ ตอนเเรกครอบครัวตนมีร้านกาแฟเล็กๆอยู่เเล้ว ตนก็มองว่ามันเกินตัวมากเกินไป จนผู้ตายได้เงินมาอีก 1 ก้อน ตนไม่รู้ว่าเอาเงินมาจากไหน และไม่รู้ว่าผู้ตายได้เงินจำนวนนี้มาด้วยวิธีใด ก่อนจะเอามาสร้างร้านกาแฟ ตอนนั้นร้านกาแฟยังไม่ทันเสร็จ ผู้ตายมีปัญหาเรื่องการเงิน เพราะเอาเงินไปลงทุนเป็นเหยื่อแชร์ลูกโซ่ ซึ่งตอนนั้นก็เป็นผู้เสียหายและได้ไปแจ้งความไว้แล้ว ตนจึงได้รู้ความจริงว่าผู้ตายร่ำรวยมาจากการเล่นแชร์ลูกโซ่ ตอนนั้นตนก็คุยกันว่าจะเอายังไง อยากจะช่วยแก้ปัญหา จึงได้รวบรวมโฉนดทั้งหมด 5 ฉบับ จำนวน 83 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินของครอบครัว เอาไปจำนองกู้ ธกส.อีก 5 ล้าน เเต่เงินไม่พอ ตนต้องขอเงินเเม่มาอีก 8 เเสน ทั้งหมด 5.8 ล้าน ตนยกให้ผู้ตายดูแลเงินทั้งหมด

จากนั้นตนพยายามทำทุกอย่างให้ร้านดำเนินต่อไปได้ จนเปิดร้านอาหารเเละคาเฟ่มาได้ 4 ปี (ถึง 2568) เเต่ตอนนี้ตนมีหนี้ทั้งหมด 11 ล้านบาท เพราะต้องจ่ายดอกเบี้ยทุกวัน ส่วนการที่ผูัตายไปอ้างว่าเขาลงทุน 30 ล้าน ก็ไม่เป็นความจริง จน 14 ก.พ.67 ผู้ตายกลับไปที่ กทม.เเละลืมมือถือไว้ที่นี่ 1 เครื่อง ยืนยันว่าตลอดที่ผ่านมา ตนไม่เคยจับมือถือเขาเลยสักเครื่องเลย เเต่วันนั้นตนหยิบขึ้นมาดู เห็นข้อความต่างๆ ที่เขาเเชตคุยกับคนอื่น จนจับได้ว่ามีการนอกใจ ก่อนตนจะโทรหาผู้ตายเพื่อเคลียร์ปัญหา ตนเสียใจมาก เพราะไว้ใจเขามาก ตอนเเรกผู้ตายไม่ยอมคุย ตนเลยส่งหลักฐานไป จนอีกฝ่ายยอมรับ

17 ก.พ.67 ผ่านไปแค่ 3 วัน อีกฝ่ายกลับมา ตอนนั้นตนเริ่มระเเวง เเละพยายามดูมือถือของผู้ตายที่มีประมาณ 6-7 เครื่อง เจอเหตุการณ์แบบเดียวกันแทบทุกเครื่อง จากนั้นตนไปคุยกับญาติว่าถ้ามีอีกก็จะไม่ทนเเล้ว จนสุดท้ายตนเจออีกประมาณ 6 ครั้ง จนความรู้สึกของตนมันหมดจากคำว่ารักแล้ว ตนเชื่อว่าไม่มีใครทนได้ มีทั้งภาพเเละคลิปเสียง เเชต วิดีโอ หลักฐานครบทุกอย่าง ภายในแชตยังมีการพูดคุยทุกเรื่องของการเสพยาในช่วงระหว่างที่มีเพศสัมพันธ์อีกด้วย

หลักฐานที่ตนเห็นในวันนั้น ทำให้ตอนนั้นสภาพจิตใจตนย่ำแย่มาก ตนพยายามให้อภัยเขามาหลายครั้ง จนครั้งสุดท้าย ตนไม่มีความรู้สึกอะไรเเล้ว ตนไม่อยากพูดเพราะ พี่ขวัญ ก็เสียชีวิตไปแล้ว เเต่วันนี้พวกตนถูกโจมตีจากหลายฝ่าย ตนไม่โทษเขา เพราะเขาไม่รู้ว่าตนต้องเจออะไรมาบ้าง 11 อีพี ที่ผูัตายโพสต์ความจริงก็มี เเต่ความเท็จก็มีเช่นกัน ความดีเขาก็มี เพื่อนๆ ครอบครัวๆ ตนรักพี่ขวัญหมด ตอนนั้นตนรักเขาหมดหัวใจจริงๆ ตอนนั้นที่จับได้ผู้ตายถึงขั้นต้องกราบเท้าเพื่อขอคืนดีและบอกตนว่าไม่ต้องร้องไห้ เพราะโยเป็นคนที่ดีไม่ต้องมาเสียน้ำตาให้เขา

ต่อมาวันที่ 23 ธ.ค.67 ตนขอเลิกกับผู้ตาย บอกว่า เราหยุดความรักของเราไว้เเค่นี้เถอะ อีกฝ่ายก็ยอมรับเเต่โดยดี จากนั้น ผู้ตายก็ขนของที่เขาอ้างว่าเป็นของเขา โต๊ะเก้าอี้ถ้วยจานขนไปไว้ด้านหน้าถนน วันต่อมา ผู้ตายขอกลับคืนดี เเละตนให้คนงานขนของกลับเข้าร้านตามเดิม ก่อนจะคุยกัน โดยผู้ตายขอทำสัญญา 1 ฉบับ ให้ตนรับหนี้ 19,000,000 บาท ตนไม่ยอมเซ็น เพราะไม่ใช่ความจริง จำนวนเงินทั้งหมดไม่ใช่เรื่องจริง เขาร่างแค่สัญญา ไม่ได้มีเอกสารการกู้เงินใดๆ ยืนยันว่าไม่เคยเห็นเอกสารการกู้เงินจากทางฝ่ายของผู้ตายเลยแม้แต่ฉบับเดียว

จากนั้นผู้ตาย ขอทำโรงเรือนเห็ด รู้แค่ว่าผู้ตายไปยืมเงินจากญาติเขามา ตนไม่ทราบจำนวนเงิน เเละในสัญญาจะขออยู่ที่นี่ 10 ปี เมื่อครบสัญญาจะขอออกไปจากที่นี่เอง เเต่จากนั้นพี่ขัวญ ก็คุมสติตัวเองไม่ได้ ด่าตน โวยวาย ฉีกบิลต่อหน้าลูกค้า ทำลายชื่อเสียงที่นี่ ซึ่งเป็นช่วงที่ความสัมพันธ์ของพวกตนเริ่มระหองระแหง เวลาทะเลาะกันผู้ตายก็จะกลายเป็นคนอารมณ์ร้อนและจะเอาอารมณ์ตรงนี้มาลงกับลูกค้าภายในร้าน

นอกจากนี้ผู้ตายยังเคยเอาหินมาทุบกระจกที่บริเวณด้านหน้าร้านกาแฟ และทุบถ้วยจานชามจนแตกด้วย นอกจากนี้ผู้ตายยังเคยเอากรวยไปวางไว้บนหน้ารถลูกค้า ตนไม่รู้ว่าเจตนาเขาอยากทำลายชื่อเสียงไหม เเต่ตนมองว่าเขาน่าจะควบคุมตัวไม่ได้ เเละมองว่า เป็นการกระทำที่ไม่โอเค จากนั้นผู้ตายมีการพาเพื่อนมากินเหล้าด้านบน ตนเลยโทรมาเตือน ว่าไม่ชอบ ถ้าจะพาแฟนใหม่มาก็จะไม่ว่า เเต่อย่ามากินเหล้าในบ้าน พอตอน 4 ทุ่ม ผู้ตายลงมาตัดสายกาแฟในบ้าน ทั้งๆที่ในวันรุ่งขึ้นตนเองจำเป็นจะต้องเปิดร้านและขายกาแฟให้กับลูกค้า นอกจากนี้ ผู้ตายเคยถามตนว่า ถ้าเลิกกัน ตนจะมีแฟนใหม่ไหม ตนก็บอกว่ามีเเน่นอน ยังไงก็จะพาเข้าบ้านด้วย เเต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ ส่วนกรณี ที่บอกว่า ตนเเละครอบครัวผลักไสเขาออกมา เพราะตนมีแฟนใหม่นั้น ยืนยันว่า ตนยังไม่มีเเฟนใหม่ ตนเพิ่งจะคุยกันได้ 4 เดือน ตั้งเเต่ มกราคม 2568 หลังจากที่เลิกรากับผู้ตายไปแล้ว โดยก่อนหน้านี้มีคนงานของร้านปนออกไปอยู่กับผู้ตายทั้งหมดสามคน ทำให้ตนขาดคนงานจึงได้ขอให้คนคุยใหม่ของตน คนนี้เข้ามาช่วยงานที่ร้านและมีการให้เข้ามาช่วยโปรโมทร้านตั้งแต่ช่วงวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา

ส่วนประเด็นที่ผู้ตายโพสต์เรื่องที่ตนบอกว่าให้เอาทนายมาพูดคุยกันก็เพื่อความชัดเจน เพราะว่าจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเงินที่นำมาลงทุนทั้งหมดเป็นของใคร เพราะก่อนหน้านี้รายได้ทุกอย่างของร้านกาแฟและร้านก๋วยเตี๋ยวก็มีการโอนเข้าบัญชีของพี่ขวัญทั้งหมด ทั้งที่ความจริงแล้วก่อนที่พี่ขวัญจะเข้ามา เพราะครอบครัวของตนก็มีธุรกิจเป็นร้านกาแฟเล็กๆมีสวนเฟิร์นและมีร้านก๋วยเตี๋ยวอยู่แล้ว 23 มี.ค.68 ผู้ตายอาละวาด จนตกลงกันไม่ได้ เลยไปคุยกันที่ สภ.พัฒนานิคม เเละทำหนังสือตกลงกันว่า ให้ตนคืนเห็ดทั้งหมดให้กับผู้ตาย โดยตนอนุญาตให้รื้อถอนโรงเห็ดออกตั้งเเต่วันที่ 24 มี.ค. -22 เม.ย. อนุญาตให้เข้าพื้นที่ในช่วงเวลา 06.00-18.00 น. ส่วนอสังหาริมทรัพย์ สิ่งก่อสร้างบ้านพักและร้านก๋วยเตี๋ยว พร้อมเฟอร์นิเจอร์ ที่ตกแต่งอาคาร รั้ว ผู้ตายอ้างว่าเป็นทรัพย์ของเขาฝ่ายเดียว เเละยังมีข้อพิพาทกันอยู่ ยังไม่สามรารถขนย้ายออกไปได้ รอคุยเรื่องคดีก่อน ยืนยันว่าหนี้ 11 ล้านเป็นชื่อของตนคนเดียว ตอนเเรกเขาจะช่วยจ่าย เเต่พอเลิกกันเลยไม่ช่วย พอจะออกไปเขาขอ 2 เเสนบาทอีก เเต่ตนจ่ายไปได้เเค่ 65,000 บาท ส่วนมูลค่าทรัพย์สินตัวอาคารทั้งหมดที่มีการปลูกสร้างมานี้มูลค่าไม่น่าจะเกิน 15 ล้านบาท แต่ส่วนที่ผู้ตายเอามาลงทุนน่าจะเป็นเงินที่มีการเอามาสร้างบ้านให้กับพี่สาวของตนแทนหลังเก่าซึ่งเดิมอยู่ตรงร้านกาแฟตรงนี้ที่จำเป็นจะต้องรื้อออกไป และสร้างบ้านใหม่ขึ้นทดแทนให้

ส่วนการโพสต์ของผู้ตายทุกโพสต์นั้น ตนมองว่าเป็นการดูถูกเหยียดหยามครอบครัวของตนอย่างรุนแรง แต่ตนก็อดทนมาโดยตลอด จนถึงในวันนี้ที่ตนจำเป็นจะต้องออกมาพูดเพื่อปกป้องทุกคนในครอบครัว ตนยืนยันว่าทุกสิ่งที่ตนพูดในวันนี้เป็นความจริง 100% ตนไม่มีทางโกหกแน่นอน เพราะตอนนี้ก็ยังอยู่ในผ้าเหลือง ตนภาวนา มาตลอดว่าขอให้เรื่องนี้จบลงด้วยดี และตนก็พูดกับผู้ตายมาเสมอว่าต่อให้เราไม่ได้รักกันแล้ว แต่เราไม่ได้เกลียดกัน ซึ่งผู้ตายเคย LINE มาสั่งเสียกับตนไว้บอกว่าถ้าตายให้เผาศพด้วย ตอนนั้นไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นและไม่รู้ว่าเค้าคิดอะไรอยู่ ตนเลยไปลงบันทึกประจำวันไว้เพื่อยืนยันว่าถ้าผู้ตายเข้ามาเสียชีวิตในพื้นที่ ตนยืนยันว่าไม่ใช่การฆาตกรรมแน่นอน ตอนนี้ตนอโหสิกรรมให้ทุกอย่าง ที่ผ่านมาก็ไม่เคยโกรธผู้ตายเเม้เขาจะสาปแช่งครอบครัวตน เเละไม่โกรธคนที่คอมเมนต์เลยสักคนเดียว เพราะพวกเขาไม่รู้ความจริงและมองเหรียญแค่ด้านเดียว ส่วนคนที่ไปให้ข้อมูลกับเพจข่าวต่างๆนั้น ตนก็คิดว่าน่าจะเป็นบุคคลใกล้ตัว แต่ก็ยังไม่ทราบว่าเป็นใคร เหตุการณ์นี้ ตนมองว่าผู้ตายไม่น่าจะทำลงไปเพราะความน้อยใจ แต่น่าจะเกิดจากการประชดประชันและเพื่อเป็นการสร้างตราบาปให้กับตน แต่อย่างไรก็ตามตนไม่ติดใจและอโหสิกรรมให้และอยากจะนำพาให้เค้าไปสู่ภพภูมิที่ดี ตนจึงตัดสินใจที่จะบวชอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับดวงวิญญาณของผู้ตาย และในตอนนี้ก็ยังไม่มีกำหนดการสึก ขอรอให้รู้สึกสบายใจมากกว่านี้ก่อนค่อยคิดเรื่องสึกทีหลัง

หลังเกิดเหตุ ตนได้คุยกับครอบครัวพี่ขวัญคือวันรับศพ ก็ไม่มีอะไรบาดหมางกัน เเต่ไม่รู้ว่าลึกๆ ทางครอบครัวของพี่ขวัญจะคิดยังไง แต่เขาก็บอกว่าไม่ได้ติดใจ ตอนเเรกตนเเละครอบครัวตั้งใจจะเอารถตู้ไปร่วมงานศพ เเต่สถานการณ์ตอนนี้ไม่ปกติ ด้วยข้อความเเละคอมเมนต์ต่างๆ เลยไม่เเน่ใจว่าจะไปร่วมงานหรือไม่ ส่วนประเด็นที่บอกว่าตนเองเคยแต่งงานมาแล้วนั้น ก็ยืนยันว่าตนเคยแต่งงานมาแล้วหนึ่งครั้ง ตอนช่วงอายุ 30 ปีซึ่งปัจจุบันตนอายุ 43 ปีแล้ว ตัวในตอนนั้นตนอยู่กินกับอดีตภรรยาได้ยังไม่ถึง 1 ปี ก็เลิกรากันไป ยืนยันไม่ได้ปอกลอกอะไรฝ่ายหญิงเลย ส่วนของพี่ขวัญมีภรรยาอยู่เเล้ว ตนเพิ่งจะมารู้เมื่อ 1 ปีก่อน ตนเคยไปเจอ ผู้ตายอ้างว่าเลิกรากันไปแล้ว แต่ครอบครัวของฝ่ายหญิงยังยืนยันว่าทั้งคู่เป็นสามีภรรยากันอยู่ ตนรู้ความจริงตอนที่หมดรักกับผู้ตายไปแล้ว

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...