โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยาคุมฉุกเฉินอย่างไรให้ปลอดภัยและได้ผล

INN News

อัพเดต 10 ก.พ. 2568 เวลา 22.44 น. • เผยแพร่ 08 ก.พ. 2568 เวลา 03.30 น. • INN News

การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่คาดคิดหรือไม่ทันได้เตรียมตัว อาจทำให้เกิดความวิตกกังวลเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่ได้ใช้การคุมกำเนิด หรือมีปัญหากับวิธีคุมกำเนิดที่ใช้ อาทิ ถุงยางอนามัยฉีก ขาด หรือการลืมทานยาคุมกำเนิด ดังนั้น ยาคุมฉุกเฉิน จึงเป็นทางเลือกที่หลายคนหันมาใช้ เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ทั้งนี้หากใช้ยาคุมฉุกเฉินแบบไม่ถูกต้องก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ ดังนั้น การทราบวิธีกินยาคุมฉุกเฉินที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ

รู้จักกับยาคุมฉุกเฉิน

ยาคุมฉุกเฉิน (Emergency Contraceptive Pill) คือ ยาที่มีส่วนประกอบของฮอร์โมนสูงกว่ายาคุมกำเนิดแบบทั่วไป ซึ่งจะช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดจากการมีเพศสัมพันธ์ เช่น ถุงยางอนามัยรั่ว หรือการลืมทานยาคุมกำเนิด โดยจะมีตัวยาสำคัญ คือ ลีโวนอร์เจสเตรล (Levonorgestrel) ซึ่งทำงานโดยยับยั้งการตกไข่และลดโอกาสที่ไข่จะฝังตัวในมดลูก

ประเภทของยาคุมฉุกเฉิน

  • ชนิด 1.5 มิลลิกรัม (1 เม็ด)
  • ชนิด 0.75 มิลลิกรัม (2 เม็ด) ต้องทานเม็ดแรกทันทีใน 72 ชั่วโมงหลังมีเพศสัมพันธ์ และเม็ดที่สองในอีก 12 ชั่วโมงถัดไป

วิธีการใช้ยาคุมฉุกเฉินที่ถูกต้อง

การกินยาคุมฉุกเฉินให้ได้ผลสูงสุด ควรกินยาภายใน 72 ชั่วโมง (3 วัน) หลังจากมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน หรือกรณีที่คุมกำเนิดล้มเหลว

  • ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีเพศสัมพันธ์ตอน 2 ทุ่ม วิธีกินยาคุมฉุกเฉิน 1 เม็ด ที่ถูกต้อง คือ ต้องกินยาให้เร็วที่สุดไม่เกิน 5 ทุ่ม
  • ข้อควรระวัง : ยาคุมฉุกเฉิน 1 เม็ด มีตัวยามากกว่าแบบ 2 เม็ด ดังนั้นอาจมีผลข้างเคียงเช่น คลื่นไส้ ปวดท้อง หรือประจำเดือนมาไม่ตรงเวลา แต่ถ้าใช้ตามวิธีที่ถูกต้อง จะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อย

หลายคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับวิธีการใช้ยาคุมฉุกเฉิน ซึ่งอาจเกิดจากความกังวลเกินไป เช่น

  • กินยาทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์หรือกินหลายเม็ดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการคุมกำเนิด แต่นั่นเป็นเรื่องที่ผิด
  • เก็บยาไว้ใช้ในครั้งถัดไป

วิธีการเหล่านี้ไม่เพียงแต่ไม่ได้ผล แต่ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพระยะยาว เช่น การตั้งครรภ์นอกมดลูกหรือปัญหาการทำงานของระบบสืบพันธุ์

ข้อควรระวัง

  • ห้ามใช้ยาคุมฉุกเฉินบ่อยเหมือนยาคุมกำเนิดแบบปกติ
  • ยาคุมฉุกเฉินไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้
  • หากทานยาแล้วอาเจียนภายใน 2 ชั่วโมง ควรกินยาใหม่

คำถามที่พบบ่อย

  • ยาคุมฉุกเฉิน 1 เม็ดป้องกันการตั้งครรภ์ได้กี่เปอร์เซ็นต์?

หากกินภายใน 24 ชั่วโมง ประสิทธิภาพอยู่ที่ 85% แต่หากเกิน 24 ชั่วโมงจะลดลงเหลือ 75%

  • ใช้ยาคุมฉุกเฉิน 1 เม็ดแล้วจะท้องไหม?

หากกินถูกวิธีภายใน 72 ชั่วโมง โอกาสตั้งครรภ์จะต่ำมาก แต่ประจำเดือนอาจมาช้าหรือเร็วขึ้นเล็กน้อย

  • ถ้ากินยาคุมฉุกเฉินหลัง 72 ชั่วโมงจะได้ผลไหม?

ประสิทธิภาพจะลดลงมาก และยาจะหมดฤทธิ์หากเกิน 120 ชั่วโมง (5 วัน)

คำแนะนำ : สมมุติว่า หากคุณพลาดการกินยาคุมกำเนิดตามปกติ หรือถุงยางอนามัยเกิดรั่วในช่วงเวลาสำคัญ คงจะรู้สึกกังวลไม่น้อยว่าสถานการณ์นี้จะส่งผลอะไรกับการตั้งครรภ์หรือไม่ การเลือกใช้ยาคุมฉุกเฉินอย่างถูกต้องตามวิธีที่แนะนำจะช่วยลดความกังวลนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การใช้ยาคุมฉุกเฉินในสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพ แต่ไม่ควรใช้บ่อยเกินไป เพราะมันไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ และการใช้ยาผิดวิธีอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว ดังนั้นการใช้ยาคุมฉุกเฉินควรเป็นทางเลือกสุดท้ายหลังจากการใช้วิธีคุมกำเนิดที่ปลอดภัยแล้ว

สรุป : ยาคุมฉุกเฉินมีไว้เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น การใช้ยาคุมฉุกเฉินอย่างถูกต้องตามวิธีที่แนะนำจะช่วยให้ยาออกฤทธิ์ได้ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุด อย่าลืมศึกษาวิธีการใช้ยาคุมฉุกเฉินให้ถูกต้อง เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์และปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยาไม่ถูกวิธี

หากไม่แน่ใจเกี่ยวกับการใช้ยาคุมฉุกเฉิน ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญทางสุขภาพเพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุดสำหรับสุขภาพของคุณ

ขอบคุณข้อมูลจาก

thaihealth

คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...