ห่วงคนจะโดนหลอก!! นายกฯ ลงพื้นที่สระแก้ว ติดตามปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จ.สระแก้ว
สระแก้ว – นายกรัฐมนตรี พร้อมรองนายกฝ่ายความมั่นคงและคณะ ลงพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว เพื่อติดตามความคืบหน้าผลการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา พร้อมทั้งกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการอย่างเข้มงวด โดยระบุว่า พร้อมสั่งการมาตรการเข้มงวดปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ห่วงคนไทยที่ไม่คล่องตัวกับเครื่องมือสื่อสาร จะโดนหลอก ขณะที่กัมพูชาเตรียมส่งตัว 119 คนไทย แก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ตำรวจกัมพูชาบุกทลายตึกเค เมื่อสัปดาห์ก่อนให้ไทยดำเนินการต่อพรุ่งนี้ (1 มี.ค.68) เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 28 ก.พ.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ เดินทางด้วยเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ H175 ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มาติดตามความคืบหน้ากรณีการปราบปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ฝั่งกรุงปอยเปต ประเทศกัมพูชา โดยมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ,พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ, พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก, นายปริญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว, นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมกิจการกระจายเสียงกิจการโทรศัพท์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ พร้อมข้าราชการทหาร ตำรวจในพื้นที่ให้การต้อนรับ
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เนื่องจากรัฐบาลไทย นำโดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ร่วมกับรัฐบาลจีน และประเทศเพื่อนบ้านรอบประเทศไทย ประสานร่วมกันปราบปรามปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมออนไลน์ ตามแนวตะเข็บชายแดนทั้งประเทศพม่า ประเทศกัมพูชา อย่างจริงจัง โดยมีการตัดสัญญานอินเตอร์เน็ตต่าง ๆ รวมทั้งตัดไฟ ตัดน้ำมัน ในพื้นที่ฝั่งเมียนมาร์ โดยขณะนี้ที่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ทางด้านจังหวัดสระแก้ว มีการตัดสัญญาณอินเตอร์เน็ตและลดความสูงของเสาสัญญาณลงต่ำ ในเมื่อช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมานั้น ทำให้มีผลกระทบโดยตรงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเมืองปอยเปต จ.บันเตียเมียนเจย เป็นอย่างมาก
ขณะเดียวกัน ทางรัฐบาลกัมพูชายังได้รับการประสานจากนายกรัฐมนตรีไทย ร่วมกันการกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จนสามารถจับขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้จำนวนมาก ซึ่งล่าสุด สามารถจับกุมได้ 227 ราย ซึ่งในจำนวนนี้เป็นคนไทยถึง 125 คน และพบว่า มีคนไทยที่ถูกหลอกหรือสมัครใจเข้ามาทำงานกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ด้วยเช่นกัน ล่าสุด ทางรัฐบาลกัมพูชาอยู่ระหว่างเตรียมนำส่งตัวคนไทยที่ถูกจับกุม ให้กับเจ้าหน้าที่ฝั่งไทยในวันพรุ่งนี้ (1 มี.ค.68) ช่วงเวลา 10.00 น. ทำให้การเดินทางมาของคณะนายกรัฐมนตรีไทยในครั้งนี้ เพื่อติดตามความคืบหน้าของการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างจริงจังและต่อเนื่อง
น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างประชุมติดตามความคืบหน้ากรณีการปราบปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ฝั่งกรุงปอยเปต ประเทศกัมพูชา โดยระบุว่า ปัญหาของแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศเรา จริง ๆ ต้องขอขอบคุณทางฝ่ายความมั่นคง ตำรวจ ที่ช่วยกันดูแลอย่างดี สิ่งที่เกิดขึ้นสามารถจัดการปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างดีมาก ๆ ต้องขอขอบคุณและขอชื่นชมด้วย ซึ่งวันนี้มาสระแก้ว จะไปดูว่า จากข้อสั่งการที่แล้ว ได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง และก็ติดตามผลว่า มีอะไรที่ทำเพิ่มเติมได้อีก หรือว่า ทางฝ่ายความมั่นคงเองต้องการอะไรเพิ่ม จากรัฐบาลหรือจากประชาชน เพื่อให้การทำงานร่วมกัน ซึ่งมีเอกชนมาร่วมให้ข้อมูลด้วย ถือเป็นการทำงานแบบบูรณาการทั้งฝ่ายรัฐและฝ่ายเอกชน เพื่อสื่อสารให้พี่น้องประชาชนทราบด้วยว่า ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง บางคนก็มีความหนักใจอย่างมาก ผู้ใหญ่ที่ไม่คล่องตัวกับเครื่องมือสื่อสาร จะโดนหลอกมั้ย ซึ่งเราจะมาดูกันอย่างใกล้ชิด ในพื้นที่สระแก้วตรงข้ามกัมพูชา
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ภายหลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีนายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว รายงานข้อมูลสถานการณ์ พร้อมทั้งฝ่ายทหาร ตำรวจ และ กสทช. ได้ให้ข้อมูลกับนายกรัฐมนตรีถึงผลการปฏิบัติงาน โดยนายกรัฐมนตรี มีข้อสั่งการภายหลังใช้เวลาประชุมประมาณ 1 ชม. ต่อจากนั้นได้เดินทางไปเยี่ยมศูนย์คัดแยกเหยื่อขบวนการคอลเซ็นเตอร์ ที่สโมสรค่ายสุรสิงหนาถ และเดินทางต่อไปที่บริเวณหน้าด่านผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว โดย พ.ต.อ.ณภัทรพงศ สุภาพร ผกก.ตม.จว.สระแก้ว รายงานการปฏิบัติงานป้องกันปราบปรามสิ่งผิดกฎหมายในห้วงที่ผ่าน และการชวยเหลือเหยื่อคนไทยจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในรอบปี 2567 และ 2568 รวมทั้งแนวทางการปฏิบัติสำหรับคนไทยที่ถูกจับกุม 125 คน ซึ่งมีการคัดแยกเบื้องต้น เป็นคนไทย 119 คน และคนลาว 6 คน ทางการกัมพูชาจะส่งตัวกลับมาประเทศไทยในวันพรุ่งนี้ (1 มี.ค.68) เวลา 10.00 น. ซึ่งจะมีขั้นการปฏิบัติตามลำดับ เบื้องต้นพบว่า ทั้ง 119 คน เป็นบุคคลที่มีหมายจับ 7 คน หญิง 4 คน ชาย 3 คน จะถูกดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป
ภายหลัง นายกรัฐมนตรี รับฟังรายงานบริเวณหน้าด่านผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึกจากเจ้าหน้าที่เสร็จ นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ได้เดินไปที่บริเวณกลางสะพานมิตรภาพไทย-กัมพูชา และเดินเข้าไปทักทายพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงฝั่งกัมพูชาที่มาต้อนรับ พร้อมทั้งขอบคุณฝ่ายกัมพูชาที่ให้ความร่วมมือกับฝ่ายไทยเป็นอย่างดี โดยมีการถ่ายภาพร่วมกัน ก่อนจะเดินทางกลับเข้ามาฝั่งไทย และเดินข้ามไปที่บริเวณสายสื่อสารและอินเทอร์เนต ใกล้กับสถานีรถไฟบ้านคลองลึก เชื่อมต่อทางรถไฟไปฝั่งปอยเปต ซึ่งมีการเชื่อมต่อสายสัญญาณจำนวนมากไปยังฝั่งกัมพูชา ที่หน่วยงานต่าง ๆ ได้คัดแยกและตัดสายที่ไม่มีเจ้าของแล้ว ปัจจุบันทาง กสทช.ได้นำรถตัดสัญญาณ มาจอดสแตนบายเพื่อตรวจสอบการใช้สัญญาณตลอด 24 ชม. และบริเวณนี้สามารถมองเห็นตึกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลาย ๆ ตึกที่อยู่ใกล้แนวชาวแดนได้อย่างชัดเจน อาทิ ตึก 25 ชั้นและตึก 18 ชั้น ด้วย
อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงท้ายของการลงพื้นที่ จ.สระแก้ว หลังนายกรัฐมนตรีได้เข้าดูวิธีการตรวจสอบและตัดสัญญาณ จากเจ้าหน้า กสทช.แล้ว ก่อนจะเดินทางออกมาที่บริเวณซุ้มประตูหน้าด่านญ ซึ่งมีมวลชนจากหลายพื้นที่มาคอยต้อนรับ อาทิ ชาวบ้านในพื้นที่ ต.ป่าไร่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว มาถือป้ายให้กำลัง น.ส.แพทองธารฯ พร้อมกับมอบดอกกุหลาบสีแดงให้นายกฯ ก่อนจะเดินทางกลับด้วยรถยนต์หมายเลขทะเบียน 5ขส-45 กรุงเทพมหานคร พร้อมคณะ ไปยังสนามเฮลิคอปเตอร์ ร.12 พัน 3 รอ.ในช่วงเวลา 16.30 น. เพื่อเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร ด้วยเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ H175 ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
——————————