โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

อึ้ง! คนไทย 60% ยอมให้ข้อมูลส่วนตัว แลกสิทธิพิเศษ-ส่วนลด

อีจัน

อัพเดต 28 ก.พ. 2568 เวลา 10.36 น. • เผยแพร่ 28 ก.พ. 2568 เวลา 03.36 น. • อีจัน

วันนี้ (28 ก.พ.68) นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ฯ เปิดเผยรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 4/2567 ประเด็นการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลและภัยคุกคามทางไซเบอร์ ระบุว่า ประเทศไทย แม้มีพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) แต่ยังพบการคุกคามทางไซเบอร์ และการรั่วไหลของข้อมูลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

จากสถิติการปฏิบัติในการรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ของสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) พบว่า ปี 2567 มีสถิติการคุกคามทางไซเบอร์จำนวน 2,135 ครั้ง เพิ่มขึ้นจากปี 2565 ที่มีจำนวน 835 ครั้ง

โดยในช่วงระหว่างปี 2564 – 2567 มีข้อมูลรั่วไหลมากกว่า 26,000 ล้านรายการ อาทิ ในปี 2567 ข้อมูลที่ใช้ระบุตัวบุคคลของผู้สูงอายุเกือบ 20 ล้านรายชื่อ มีการรั่วไหล หรือข้อมูลลูกค้าของร้านค้าพาณิชย์รั่วไหลจนนำมาสู่การลงโทษปรับเป็นจำนวนเงิน 7 ล้านบาท

ข้อมูลข้างต้นเป็นตัวอย่างของสถานการณ์การรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลที่เกิดขึ้นแล้วในประเทศไทย ซึ่งสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ แบ่งช่องทางการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล 4 ช่องทาง

1.จากตนเองที่นำข้อมูลของตนเองลงบนสื่อโซเชียลต่างๆ หรือเก็บข้อมูลสำคัญไว้ในโทรศัพท์มือถือ
2.จากเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน ที่มักต้องให้การยินยอมเปิดเผยข้อมูลก่อนเข้าใช้บริการ
3.จากการโดนแฮกหรือขโมยข้อมูล
4.จากการถูกหลอกลวง โดยใช้ AI ปลอมแปลงตัวตนให้ดูสมจริงมากขึ้น และการหลอกลวงในรูปแบบ SpyLoan เป็นการออกแบบแอปฯ ให้คล้ายกับสถาบันการเงินที่เหยื่อจะต้องระบุข้อมูลส่วนตัวเพื่อใช้งาน

จะเห็นได้ว่าปัจจุบันข้อมูลส่วนบุคคลสามารถรั่วไหลได้หลากหลายรูปแบบและหลายช่องทาง ซึ่งเมื่อประเมินความเสี่ยงของประเทศไทย พบประเด็นที่น่ากังวลที่อาจทำให้ข้อมูลรั่วไหล ดังนี้

1.คนไทยบางส่วนยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญของข้อมูลส่วนบุคคลอย่างแท้จริง โดยคนไทยบางส่วนยินยอมให้ข้อมูลส่วนบุคคลแลกกับสิทธิประโยชน์จากสินค้าและบริการ เพราะคิดว่าผู้ให้บริการ มีความน่าเชื่อถือ

จากรายงาน Digital Live Decoded 2024 ประเทศไทย พบว่า แม้ภาพรวมคนไทยจะมีความกังวลเกี่ยวกับการรั่วไหลของข้อมูล หรือการถูกหลอกเพื่อเอาข้อมูลมากถึงร้อยละ 75 ซึ่งสูงกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 68

แต่คนไทยกว่าร้อยละ 60 ยินยอมให้บริษัทเข้าถึงข้อมูล ส่วนบุคคล เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิพิเศษ ส่วนลดสินค้า หรือของสมนาคุณจากบริษัท ขณะเดียวกัน ร้อยละ 38 ของคนไทย ยังรู้สึกไม่กังวล เนื่องจากมีความเชื่อใจว่าผู้ให้บริการจะสามารถรักษาข้อมูลส่วนบุคคลได้

นอกจากนี้ คนไทยและหน่วยงานต่าง ๆ ยังมีการใช้ซอฟต์แวร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการถูกละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล โดย BSA การละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์จากองค์กร 104 แห่ง สร้างมูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท โดยร้อยละ 24ของการใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์โดนละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลจากแรนซัมแวร์

2.ภาครัฐและเอกชนของไทยยังขาดแนวทางรองรับภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่ชัดเจน โดยข้อมูลของ สกมช. พบว่า ร้อยละ 75 ของหน่วยงานรัฐไม่มีแผนสำหรับรองรับคุกคามทางไซเบอร์ ซึ่งจากสถิติการคุกคามทางไซเบอร์ ระหว่างปี 2565 – 2567 หน่วยงานด้านการศึกษาเป็นองค์กรเป้าหมายในการโจมตีสูงสุด เนื่องจากมีการเก็บข้อมูลที่มีความอ่อนไหวจำนวนมาก

โดยผลสำรวจของ CISCO ในปี 2567 SMEs ไทยกว่าร้อยละ 67 เคยถูกโจมตีทางไซเบอร์ และทำให้การดำเนินงานของธุรกิจร้อยละ 56 หยุดชะงัก ซึ่งร้อยละ 49 ระบุว่า เกิดจากแนวทางการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะตรวจจับ หรือป้องกันการโจมตีจากภัยคุกคามทางไซเบอร์

3.หลายหน่วยงานยังขาดบุคลากรทั้งจำนวนและทักษะด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยข้อมูลของบริษัทฟอร์ติเน็ต ผู้นำด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ระบุว่า องค์กรในประเทศไทยร้อยละ 92 เคยถูกละเมิด ข้อมูล และร้อยละ 72 ระบุว่าขาดแคลนทักษะด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์

ซึ่งในกรณีของภาครัฐ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน พบว่า ในปี 2566 หน่วยงานของรัฐมีข้าราชการที่มีความสามารถในการรับมือ ภัยทางไซเบอร์เพียง 3,888 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 27 มกราคม 2568) จากจำนวนข้าราชการในระบบ 1.7 ล้านคน

เช่นเดียวกับภาคเอกชนที่ประสบปัญหาขาดแคลนบุคคลกรเช่นกัน โดยการสำรวจของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDR) พบว่าขาดบุคลากร โดยมีความต้องการมากถึง 13,683 ตำแหน่ง คิดเป็นร้อยละ 36.6 ของความต้องการแรงงานในกลุ่ม STEM ทั้งหมดนอกจากนี้ ตำแหน่งของบุคลากรที่มีทักษะด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ในบริษัทเอกชนส่วนใหญ่จะมีตำแหน่งเฉพาะ

4.การขาดความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมถึงการประสานงานระหว่างประเทศ โดยการโจมตีทางไซเบอร์บางส่วนเกิดขึ้นในแพลตฟอร์มของเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งภาครัฐต้องอาศัยความร่วมมือกับเอกชนในการจัดการปัญหา

ดังนั้น เพื่อให้ประเทศไทยสามารถป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลได้ดียิ่งขึ้น อาจต้องมีการดำเนินการ ตั้งแต่การสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของข้อมูลส่วนบุคคล โดยการรณรงค์ผ่านสื่อต่าง ๆ การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการให้ข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงการสร้างความตระหนักรู้ทางไซเบอร์โดยวิธีการปฏิบัติ อาทิการจำลองฟิชชิง (Phishing Simulations) เพื่อช่วยฝึกซ้อมการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์

อีกทั้งยังต้อง ส่งเสริมให้หน่วยงานต่าง ๆ กำหนดแนวทางและพัฒนาบุคลากรเพื่อรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่ชัดเจนโดยหน่วยงานรัฐและเอกชนที่มีการเก็บข้อมูลที่มีความอ่อนไหว ควรจัดทำแผนการป้องกันและตั้งทีมเฝ้าระวังความปลอดภัยทางไซเบอร์ (CSIRT) เพื่อตรวจจับและเตรียมรับมือภัยคุกคาม

รวมทั้งมีการส่งเสริมให้มีแลกเปลี่ยน ข้อมูลภัยคุกคามทางไซเบอร์ระหว่างภาครัฐและเอกชน และพัฒนาบุคลากรที่ทำหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Officer) เพื่อตรวจสอบการใช้ข้อมูลของหน่วยงานในการประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment)ของการรั่วไหลข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึง ต้องส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนใช้โปรแกรมที่ถูกลิขสิทธิ์ เพื่อป้องกันการโจมตีจากแฮกเกอร์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...