โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ส่ง 40 ชาวอุยกูร์ เอาใจจีน สหรัฐ-รัฐสภายุโรป ตอบโต้ เสียหลัก เสียดุลยภาพ ภาพลักษณ์เสียหาย

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 20 มี.ค. 2568 เวลา 02.18 น. • เผยแพร่ 21 มี.ค. 2568 เวลา 02.00 น.

บทความในประเทศ

ส่ง 40 ชาวอุยกูร์ เอาใจจีน

สหรัฐ-รัฐสภายุโรป ตอบโต้

เสียหลัก เสียดุลยภาพ

ภาพลักษณ์เสียหาย

กรณีการส่งตัวชาวอุยกูร์ 40 คนไปประเทศจีนในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากนานาประเทศ และองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนทั่วโลก ได้สร้างผลกระทบกับประเทศไทยอย่างร้ายแรงหลายมิติ

รัฐบาลไทยสูญเสียความน่าเชื่อถือในเวทีระหว่างประเทศ เพราะไทยไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้ลี้ภัยอีกต่อไป ถูกนานาชาติประณามไร้จุดยืนทางการทูตตามมาตรฐานสากล ละเมิดกฎหมายและสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

ยิ่งไปกว่านั้นไทยยังถูกประชาคมโลกมองว่าเลือกข้างเอาใจจีน สะเทือนความสัมพันธ์ระหว่างไทย-สหรัฐอเมริกา ที่มีมาอย่างยาวนาน และลุกลามไปถึงขั้นกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

ก่อนหน้านี้นายกฯ อิ๊งค์ แพทองธาร ชินวัตร ออกมายืนยันว่าชาวอุยกูร์ทั้ง 40 คนเลือกกลับจีนโดยสมัครใจ ทุกคนปลอดภัยดี ไม่มีใครถูกดำเนินคดี ไม่มีการสอบสวนใดๆ

ที่ผ่านมาไม่มีประเทศที่สามขอรับตัวไป รัฐบาลไทยจึงจำเป็นต้องส่งตัวให้จีน เพราะพวกเขาคือคนจีน

ขณะเดียวกันนายกฯ ย้ำว่าการส่งตัวชาวอุยกูร์กลับไปจีน ไม่ใช่การแลกเปลี่ยนทางการค้า เรื่องนี้เป็นเรื่องของคน คนไม่ใช่สินค้า และไม่ได้ทำผิดกฎหลักสหประชาชาติหรือสิทธิมนุษยชนแต่อย่างใด โดยทางการจีนพร้อมให้รัฐบาลไทยติดตามความปลอดภัย และความเป็นอยู่ของชาวอุยกูร์ทั้ง 40 คน

แม้ว่ารัฐบาลไทยจะแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในเรื่องสิทธิมนุษยชน และยืนยันข้อตกลงระหว่างไทยกับจีนที่มีการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนแล้ว

แต่เรื่องนี้กลับยิ่งสร้างแรงกระเพื่อมหนักในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา และรัฐสภายุโรป ที่ออกมาตรการตอบโต้ขั้นรุนแรงกับประเทศไทย พร้อมทั้งแสดงความเป็นห่วงสวัสดิภาพของชาวอุยกูร์ที่ถูกส่งตัวกลับไปจีน

มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ประณามไทยที่ส่งตัวชาวอุยกูร์อย่างน้อย 40 คนกลับไปจีน ซึ่งพวกเขาขาดสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ชาวอุยกูร์ต้องเผชิญกับการข่มเหง บังคับใช้แรงงาน และทรมาน

“ในฐานะพันธมิตรอันยาวนานของไทย เรารู้สึกตระหนกกับการกระทำนี้ ซึ่งอาจขัดต่อพันธกรณีระหว่างประเทศของไทยภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ”

“ขอให้ทางการจีนเปิดให้มีการตรวจสอบโดยถี่ถ้วนและสม่ำเสมอ เพื่อยืนยันถึงสวัสดิภาพของชาวอุยกูร์ที่ถูกส่งกลับ”

“รัฐบาลไทยต้องเรียกร้องให้ทางการจีนคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของชาวอุยกูร์ รวมทั้งต้องพิสูจน์การดำเนินการดังกล่าวอย่างเต็มที่และต่อเนื่อง” มาร์โค รูบิโอ ระบุ

ขณะที่รัฐสภายุโรปออกแถลงการณ์ประณามไทยกรณีส่งผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ไปประเทศจีน โดยเรียกร้องให้ทางการไทยยุติการส่งตัวผู้ลี้ภัย ผู้ขอลี้ภัย และนักโทษการเมืองกลับไปยังประเทศที่เสี่ยงอันตรายต่อชีวิตพวกเขา

นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลจีนเคารพสิทธิขั้นพื้นฐานของชาวอุยกูร์ที่ถูกส่งตัวกลับ แสดงความโปร่งใสเกี่ยวกับข้อมูลสถานที่ควบคุมตัวของชาวอุยกูร์ และอนุญาตให้ UNHCR เข้าพบพวกเขาได้ รวมถึงปล่อยตัวผู้ที่ถูกคุมขังโดยไม่มีเหตุอันควร

ที่สำคัญยังเรียกร้องให้รัฐบาลไทยแก้ไขหรือยกเลิก ม.112 หรือกฎหมายอื่นที่เป็นเครื่องมือกดขี่ เรียกร้องให้มีการนิรโทษกรรมแก่ ส.ส. และนักเคลื่อนไหวทุกคนที่ถูกดำเนินคดีหรือจำคุกภายใต้ ม.112 พร้อมทั้งเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการยุโรปใช้เวทีเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อกดดันให้ประเทศไทยปฏิรูปกฎหมายที่เข้มงวด

โดยเฉพาะ ม.112 ปล่อยตัวนักโทษการเมือง หยุดการส่งกลับผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ และเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรประงับสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับจีน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการส่งอุยกูร์กลับจีน กลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ประชาคมโลกเฝ้าจับตา และย่างก้าวที่ผิดพลาดของรัฐบาลไทยในครั้งนี้ยังส่งผลกระทบร้ายแรงตามมาจนถึงขั้นสหรัฐอเมริกาออกประกาศนโยบายข้อจำกัดใหม่ เรื่องวีซ่ากับเจ้าหน้าที่รัฐบาลไทยที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบันและในอดีต

ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการผลักดันชาวอุยกูร์ หรือชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์ หรือศาสนากลุ่มอื่นที่อาจไม่ได้รับความคุ้มครองกลับประเทศจีน รวมไปถึงสมาชิกครอบครัวบางคนของบุคคลดังกล่าวอาจอยู่ภายใต้ข้อจำกัดเหล่านี้ด้วยเช่นกัน

ขณะที่ เหมา หนิง โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน แสดงท่าทีปกป้องประเทศไทยจากการคว่ำบาตรของสหรัฐ โดยระบุว่า การส่งตัวชาวอุยกูร์กลับเป็นความร่วมมือระหว่างจีนและไทย ในการต่อสู้กับการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายที่สอดคล้องกับกฎหมายของทั้ง 2 ประเทศ

จีนขอประฌามการใส่ร้ายที่มุ่งร้ายใดๆ และการคว่ำบาตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อเล็งเป้าเล่นงานจีนและไทย ขอคัดค้านอย่างถึงที่สุดต่อการที่สหรัฐ ใช้ประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชน เป็นข้ออ้างที่บิดเบือนประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับซินเจียง

และแทรกแซงกิจการภายในของจีน ก่อความปั่นป่วนต่อความร่วมมือบังคับใช้กฎหมาย ระหว่างจีนและประเทศอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ด้านนายกฯ อิ๊งค์ ยืนยันว่า ความเสียหายจากกรณีสหรัฐประกาศมาตรการแบนวีซ่ากับเจ้าหน้าที่รัฐบาลไทย ไม่ได้หนักหนาอะไร ต้องให้กระทรวงการต่างประเทศช่วยพูดคุย เราไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว ตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด

ขณะเดียวกัน นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม พร้อมด้วย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ได้นำคณะสื่อมวลชนเดินทางไปเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ เพื่อไปดูชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอุยกูร์หลังจากส่งตัวกลับไปจีน

นายภูมิธรรมระบุว่า ต้องการไปดูสภาพความเป็นอยู่ของชาวอุยกูร์ทั้ง 40 คน พวกเขากลับไปถึงที่บ้านแล้วเป็นอย่างไรบ้าง เราจะพยายามไปเจอพวกเขาที่บ้านให้ได้มากที่สุด

แต่เท่าที่ทราบคือพวกเขาอยู่ห่างไกลกันมาก เนื่องจากพื้นที่ซินเจียงอุยกูร์ใหญ่กว่าไทยถึง 3 เท่า ซึ่งคาดว่าจะพบกับชาวอุยกูร์ที่อยู่ใกล้เมืองคาซือ ระยะทางห่างประมาณ 150-170 กิโลเมตร แต่ถ้าไกลกันมาก ก็จะให้เขาใช้ระบบซูม เพื่อจะได้พูดคุยและเห็นหน้ากัน

แม้ว่ารัฐบาลไทยจะพยายามกอบกู้ภาพลักษณ์ด้านสิทธิมนุษยชนต่อสายตาประชาคมโลก ด้วยการเดินทางไปเยี่ยมชาวอุยกูร์

แต่พรรคฝ่ายค้านนำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน มองว่าไทยอาจตกเป็นเครื่องมือในการฟอกขาวให้จีน และการที่สหรัฐออกมาตรการแบนวีซ่าเจ้าหน้าที่รัฐบาลไทย เป็นสิ่งที่น่ากังวลเป็นอย่างมาก

“พวกเราเรียกร้องมาโดยตลอดว่าการดำเนินนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลควรจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ไม่ควรใช้นโยบายต่างประเทศที่เป็นไผ่ลู่ลม ควรที่จะต้องยึดหลักสิทธิมนุษยชนสากล”

“สิ่งที่ประเทศไทยควรทำคือการแสดงออกหน้าบ้านอย่างชัดเจนว่าเราเคารพในหลักการของสิทธิมนุษยชนสากลมากกว่า” นายณัฐพงษ์กล่าว

เช่นเดียวกับ นายกัณวีร์ สืบแสง ส.ส.พรรคเป็นธรรม ที่ระบุว่า Travel Ban ของสหรัฐต่อเจ้าหน้าที่รัฐไทย ซึ่งน่าจะรวมถึงนักการเมืองและข้าราชการไทยที่เกี่ยวข้องกับการผลักดันผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ 40 ชีวิตกลับจีน เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568

คือการตอบสนองจากต่างประเทศต่อการตัดสินใจที่ไร้ซึ่งจุดยืนทางการทูตตามหลักสากลของไทย

“เรื่องอุยกูร์คือประเด็นการเมืองระหว่างประเทศ มันจะกระทบการเมืองภาพใหญ่ หากไทยเราไม่มีจุดยืนทางการทูตตามมาตรฐานสากล”

“จริงๆ เราไม่ต้องเลือกข้างว่าจะเข้าข้างประเทศใดอย่างออกหน้าออกตา เราต้องเลือกยึดมั่นในหลักการสิทธิมนุษยชนและมนุษยธรรม มันจะเป็นเกราะป้องกันเราเอง” นายกัณวีร์เผย

ปิดท้ายกันที่มุมมองของ ศ.ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ให้สัมภาษณ์ในรายการ The Politics ข่าวบ้าน การเมือง

ศ.ดร.ฐิตินันท์มองว่า ไทยกำลังตกเป็นเบี้ยระหว่างสหรัฐกับจีน และเชื่อว่าการที่รัฐบาลไทยส่งชาวอุยกูร์กลับ เป็นเพราะแรงกดดันจากจีน

“เรื่องอุยกูร์เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ทางการจีนทราบว่าสหรัฐไม่ต้องการให้ไทยส่งตัวกลับ แต่รัฐบาลจีนอยากให้ส่งตัวกลับมา พอเราส่งพวกเขากลับไปจีน มันก็เลยเสียหายมาก”

“เราไม่จำเป็นต้องทำตามสหรัฐ แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องเอาใจจีน จริงๆ แล้วมันควรจะเป็นอย่างนั้น ปล่อยให้มันคาราคาซังไปเรื่อยๆ เพราะพวกเขาอยู่ในไทยมาตั้ง 10-11 ปี สถานการณ์บางครั้งการทำให้มันคาราคาซังดีที่สุด”

“ผมคิดว่าไทยคงได้รับแรงกดดันจากจีน พอเราไปยอมเขาปุ๊บ เราก็เลยเสียหลัก เสียดุลยภาพ สหรัฐก็ออกมาตรการคว่ำบาตรเรื่องวีซ่าทันที”

“ตอนนี้จีนก็รุกคืบเข้ามา เหมือนออกมาปกป้องไทย เรากำลังเข้าไปอยู่ในวังวนเครือข่ายของจีนที่แน่นขึ้น”

“เราก็เป็นเหมือนเบี้ยอันหนึ่ง ระหว่างจีนกับสหรัฐ ซึ่งไม่น่ามาถึงจุดนี้ได้ ถ้าเราอยู่เฉยๆ ไว้ มันก็จะไม่มาถึงจุดนี้” ศ.ดร.ฐิตินันท์กล่าวทิ้งท้าย

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ส่ง 40 ชาวอุยกูร์ เอาใจจีน สหรัฐ-รัฐสภายุโรป ตอบโต้ เสียหลัก เสียดุลยภาพ ภาพลักษณ์เสียหาย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...