โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำไมนกถึงรอด แต่ไดโนเสาร์สูญพันธุ์?

Environman

เผยแพร่ 09 ก.พ. 2568 เวลา 10.00 น.

ทำไมนกถึงรอดชีวิต แต่ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ เหตุการณ์ดาวเคราะห์น้อยชนโลกเมื่อประมาณ 65 ล้านปีก่อนทำให้สิ่งมีชีวิตจำนวนมากตายลงและถึงจุดสิ้นสุดของยุคไดโนเสาร์ ทว่ากลับมีไดโนเสาร์ประเภทหนึ่งรอดมาได้และได้สร้างสีสันให้กับโลกใบนี้ในเวลาต่อมานั่นคือ นก แต่คำถามคือพวกมันรอดมาได้อย่างรไร?

มันอาจฟังดูไม่น่าเชื่อแต่ตามมุมมองทางวิทยาศาสตร์แล้ว นก คือไดโนเสาร์ปัจจุบันและเป็นเพียงไดโนเสาร์ชนิดเดียวที่เหลืออยู่ แม้นกพิราบ ซันคอร์นัว หรือนกแก้วมาคอว์จะดูไม่เหมือนกับไทแรนโนซอรัส เร็กซ์ ที่เขี้ยวใหญ่และได้รับบทเป็นสัตว์ร้ายในภาพยนตร์อยู่เสมอเลยก็ตาม

แต่ความเชื่อมโยงดังกล่าวนั้นยังคงอยู่ในกระดูกจนถึงทุกวันนี้ นกปัจจุบันวิวัฒนาการมาจากไดโนเสาร์ขนาดเล็กที่มีขนคล้ายนักล่า จนกลายเป็นมาอีกสายพันธุ์หนึ่งของไดโนเสาร์เมื่อราว 150 ล้านปีก่อน และนับตั้งแต่นั้นมามันก็เจริญรุ่งเรืองครองราชย์ไปพร้อม ๆ กับสัตว์ยักษ์อื่น ๆ

แต่แล้วเมื่อประมาณ 65-66 ล้านปีก่อน ดาวเคราะห์น้อยที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางกว่า 9 กิโลเมตรหรือมากกว่านั้นได้พุ่งชนบริเวณที่ปัจจุบันเรียกว่าคาบสมุทรยูคาทานอย่างรุนแรง เหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างความเสียหายให้กับพื้นโลกจนถูกเรียกว่า ‘การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ครั้งที่ 5’

แรงกระแทกทำให้สิ่งมีชีวิตในจุดตกหายไปในทันที เศษซากบางส่วนกระเด็นขึ้นไปบนชั้นบรรยากาศและกลายเป็นอุกกาบาตลูกเล็ก ๆ ที่ติดไฟกลับมาโหมกระหน่ำอีกครั้ง แถมยังซ้ำเติมด้วยความร้อนที่เกิดจากแรงเสียดทานต่าง ๆ จากนั้นท้องฟ้าก็มืดลงด้วยเถ้าถ่านและควันกลายเป็นความหนาวเย็นที่ทรมานทุกสิ่ง

โดยรวมแล้วมากกว่า 75% ของสายพันธุ์ที่รู้จักตั้งแต่ปลายยุคครีเทเชียสไม่สามารผ่านเหตุการณ์ดังกล่าวมาได้ แต่ไดโนเสาร์ที่มีจะงอยปากกลับกลายเป็นไดโนเสาร์เพียงชนิดเดียวที่รอดจากภัยพิบัติครั้งนั้น

“มีการถกเถียงกันมากมายเกี่ยวกับสิ่งที่ทำให้นกปัจจุบันสามารถเอาชีวิตรอดจากการสูญพันธุ์ของ K-Pg (เหตุการณ์ดาวเคราะห์น้อยชนโลกในยุคไดโนเสาร์) ในขณะที่กลุ่มอื่น ๆ หรือไดโนเสาร์ที่ไม่มีปีกและแม้แต่เทอโรซอร์เองก็ตายไป” Derek Larson นักบรรพชีวินวิทยาแห่งพิพิธภัณฑ์ Royal BC กล่าว

#เราอาจต้องเริ่มย้อนไปยังต้นกำเนิดของจะงอยปาก

นกทั้งหมดที่ยังมีชีวิตอยู่ในตอนนี้มีจะงอยปากและไม่มีฟัน ซึ่งเริ่มต้นจากอาร์คีออปเทอริกซ์ (Archaeopteryx) ไดโนเสาร์มีปีกตัวแรกสุดที่นักวิทยาศาสตร์รู้จักตามหลักฐานฟอสซิล มันคือต้นแบบของนกที่ค่อย ๆ พัฒนาขึ้นมา แต่ในตอนแรก อาร์คีออปเทอริกซ์ ยังคงมีฟันอยู่ มันจึงกลายเป็นคำถามที่ว่าแรงกดดันทางวิวัฒนาการอะไรที่ทำให้นกละทิ้งฟันของมันไป?

“สมมติฐานเก่า ๆ มุ่งเน้นไปที่แนวคิดเรื่องการลดน้ำหนักเพื่อการบิน” Grace Musser นักบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยเท็กซัสออสติน กล่าว แต่ฟอสซิลหลายชิ้นก็แสดงให้เห็นว่านกหลายตัวก็บินเก่งโดยที่มีฟันอยู่ ทำให้นักวิจัยต้องกลับไปคิดทบทวนใหม่

แทนที่จะเป็นการบิน อาหารอาจเป็นแรงผลักดันที่แข็งแกร่งก็ได้ เนื่องจากนกในยุคโบราณนั้นดูจะเติบโตได้ดีท่ามกลางไดโนเสาร์ชนิดอื่น ๆ นักวิทยาศาสตร์สังเกตว่าไดโนเสาร์บางกลุ่มรวมถึงนกได้วิวัฒนาการจนมีจะงอยปากและเริ่มสูญเสียฟันเมื่อพวกมันกลายเป็นสัตว์กินพืชมากขึ้น

นกยุคแรกมีฟันไว้กินแมลงหรือไม่ก็เนื้อชิ้นเล็ก ๆ ในขณะที่นกบางสายพันธุ์เริ่มเปลี่ยนไปเน้นที่ผลไม้ เมล็ดพืช และอาหารจากพืชอื่น ๆ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง ดังนั้นพวกมันจึงค้นพบว่าไม่จำเป็นต้องมีฟันอีกต่อไป จะงอยที่จิกและถอนพืชผลได้นั้นดีกว่าการไปออกล่าเป็นไหน ๆ

“สิ่งต่าง ๆ ทั้งหมดประกอบกันเป็นนกนั้นมีอยู่ก่อนการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่แล้ว” Ryan Felice นักกายวิภาคศาสตร์จากยูนิเวอร์ซิตี้คอลเลจ ลอนดอน กล่าว

#และแล้วดาวเคราะห์น้อยก็มาถึง

เมื่อเหตุการณ์สุดขั้วเกิดขึ้น ลักษณะของสิ่งมีชีวิตที่พัฒนามาเป็นเวลาหลายล้านปีก็สามารถสร้างความแตกต่างระหว่างความเป็นและความตายได้ เช่นเดียวกับนกในยุคไดโนเสาร์ กลุ่มนกมีฟันที่ชื่อว่า ‘เอนันติออร์นิธีส’ (enantiornithes) ที่ได้สูญพันธุ์ไป

ดังนั้นเราจึงตั้งสมมติฐานง่าย ๆ ได้ว่า จะงอยปากเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้นกปัจจุบันรอดมาได้ใช่ไหม? คำตอบก็คือใช่ เมื่อดาวเคราะห์น้อยชนโลก มันได้สร้างภัยพิบัติไปทั่วดาวเคราะห์โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดแคลนอาหาร นกมีจะงอยปากสามารถกินอาหารแข็ง ๆ เช่นเมล็ดพืช ถั่ว หรือธัญพืชอื่น ๆ ได้ง่ายกว่านกที่มีฟันมาก

ดังนั้นสัตว์ที่กินเนื้อจะมีอาหารน้อยลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่สัตว์กินพืชก็ขาดแคลนอาหารไปในทันที(พืชไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้เนื่องจากเถ้าถ่านปกคุลมบังแสงอาทิตย์อยู่) แต่อาหารประเภทธัญพืชจะยังคงมีอยู่เรื่อยไป แถมยังอยู่ได้นานจนทำให้นกสามารถยังชีพและเฝ้ารอหลายทศวรรษได้จนกว่าพืชจะกลับคืนมา

อย่างไรก็ตาม “การมีจะงอยปากเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ” Abigail Tucker นักกายวิภาคศาสตร์จากคิงส์คอลเลจ ลอนดอนกล่าว เนื่องจากนกเวกาวิส (Vegavis) ที่มีลักษณะคล้ายเป็ดซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงปลายยุคครีเทเชียสนั้นก็มีจะงอยปาก แต่มันก็ไม่รอด

ดังนั้นนกจึงต้องการปัจจัยอีกอย่างที่มาสนับสนุนนั่นคือ กระเพาะที่สามารถย่อยเมล็ดพืชที่เหนียวและแข็งได้ ฟอสซิลและลำดับเหตุการณ์ทางวิวัฒนาการของนกชี้ว่า สมาชิกยุคแรกของกลุ่มนกปัจจุบันเช่น นักที่เกี่ยวข้องกับเป็ด นกแก้ว และไก่นั้นเกิดขึ้นมาในช่วงเวลาเดียวกับที่ดาวเคราะห์น้อยพุ่งชน

พวกมันสามารถกินเมล็ดได้ แกะเปลือกแข็งได้ และย่อยอาหารเหล่านั้นได้จนกลายเป็นจุดแข็งในการเอาชีวิต เป็นเป้าหมายในการพัฒนา และเลือกที่จะหยุดสร้างสมองให้ใหญ่ขึ้นไปก่อน จึงทำให้นกขนาดปัจจุบันมีสมองเท่าเดิมกับในอดีต ในขณะที่นกตัวใหญ่ปัจจุบันก็กลับมาเลือกพัฒนาสมองต่อ ซึ่งดูจะมี ‘ความฉลาด’ เหนือกว่าไดโนเสาร์แล้วในตอนนี้

“รูปแบบนี้พบได้ในชุมชนพืชพรรณที่เกิดขึ้นใหม่หลังจากไฟไหม้ โดยนกที่กินเมล็ดเป็นอาหารจะเป็นนกกลุ่มแรกที่กลับเข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ถูกทำลาย เนื่องจากสามารถเข้าถึงแหล่งอาหารได้ง่าย" Larson อธิบาย

#ท้ายที่สุด

แต่สิ่งน่าประหลาดใจที่สุดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันก็คือ นกที่เหลือรอดจากยุคไดโนเสาร์ยังคงเป็นสิ่งมีชีวิตที่ประสบความสำเร็จแม้แต่ในตอนนี้ก็ตาม

“เรายังอยู่ในยุคสมัยของไดโนเสาร์ที่มีชีวิตรอดอยู่เกือบ 10,000 สายพันธุ์ และมีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเพียง 6,000 ชนิดเท่านั้น” Larson กล่าว

แต่ที่แน่นอนที่สุดก็คือเราที่เป็นมนุษย์นั้นเป็นสายพันธุ์เดียวที่สามารถเรียนรู้เรื่องราวน่าทึ่งเหล่านี้บนโลก แม้อดีตเหล่านั้นจะห่างไกลไปเป็นร้อยล้านปีก็ตาม จะดีกว่าไหมถ้าเรารักษาโลกของเพื่อที่จะส่งต่อเรื่องราวที่ไม่เหมือนใครในจักรวาลนี้ต่อไปอีกนานแสนนาน

ที่มา

https://www.abc.net.au/…/how-birds-survived…/103048592

https://theconversation.com/how-did-birds-survive-while…

https://www.nhm.ac.uk/…/why-are-birds-the-only…

https://www.smithsonianmag.com/…/why-birds-survived…/

https://www.iflscience.com/how-did-birds-survive-when-the…

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...