โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แผ่นดินไหว เขย่าอสังหาริมทรัพย์ไทย! ส่องโอกาสการลงทุนในตลาดอสังหาที่ต้องรู้

efinanceThai

เผยแพร่ 28 มี.ค. 2568 เวลา 10.15 น.

แผ่นดินไหว เขย่าอสังหาริมทรัพย์ไทย! ส่องโอกาสการลงทุนในตลาดอสังหาที่ต้องรู้

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -28 มี.ค. 68 17:15 น.

ในวันที่ 28 มีนาคม 2568, ประเทศไทยได้รับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งรุนแรงขนาด 8.2 แมกนิจูด ความลึก 10 กิโลเมตร ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของ อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ประมาณ 326 กิโลเมตร ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ในเขตสะกาย ได้ส่งผลให้เกิดความตื่นตระหนกในหลายพื้นที่ของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพมหานคร ที่อาคารสูงสั่นไหวอย่างชัดเจน ปรากฏการณ์นี้ไม่เพียงแต่สร้างความกังวลในเรื่องความปลอดภัยของอาคารเท่านั้น แต่ยังจุดประกายคำถามสำคัญเกี่ยวกับความพร้อมของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในการรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

บทความนี้ สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย จะพาคุณผู้อ่านไปสำรวจถึงความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยภายหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้ โดยจะพิจารณาถึงบริบทความเสี่ยงและประวัติศาสตร์แผ่นดินไหวในประเทศไทย, พัฒนาการของกฎหมายและมาตรฐานอาคารต้านแผ่นดินไหว, โอกาสการลงทุนในยุคที่ความปลอดภัยกลายเป็นปัจจัยสำคัญ, แนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป และมุมมองระยะยาวต่อความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ เพื่อให้นักลงทุนและผู้ที่เกี่ยวข้องในภาคอสังหาริมทรัพย์ได้เห็นภาพรวมและสามารถวางแผนกลยุทธ์ได้อย่างเหมาะสม

แผ่นดินไหว เขย่าอสังหาริมทรัพย์ไทย! ส่องโอกาสการลงทุนในตลาดอสังหาที่ต้องรู้!

เหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญ ซึ่งจุดประกายความกังวลและคำถามเกี่ยวกับความปลอดภัยของอาคารต่างๆ ในประเทศไทยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยรวม การที่แรงสั่นสะเทือนสามารถเดินทางมาไกลกว่า 300 กิโลเมตรและรับรู้ได้ถึงกรุงเทพฯ นั้น แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าประเทศไทยไม่ได้อยู่นอกเหนือความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นในภูมิภาค แม้ว่าศูนย์กลางของแผ่นดินไหวจะไม่ได้อยู่ในประเทศไทยโดยตรงก็ตาม ภาพความตื่นตระหนกและการอพยพของผู้คนสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางทางจิตใจและความไม่มั่นใจในศักยภาพการต้านทานแรงสั่นสะเทือนของอาคารที่พักอาศัยและที่ทำงาน

ความกังวลที่เพิ่มสูงขึ้นนี้ อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่นำไปสู่การพิจารณาอย่างจริงจังมากขึ้น เกี่ยวกับความเข้มงวดของมาตรฐานการก่อสร้างและการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการต้านทานแผ่นดินไหว นอกจากนี้ ยังอาจกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในความต้องการของผู้บริโภคและนักลงทุน โดยหันมาให้ความสำคัญกับคุณสมบัติของอาคารที่สามารถรับมือกับภัยพิบัติได้มากขึ้น เช่น ความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้าง, การเลือกใช้วัสดุที่เหมาะสม, และการลงทุนในเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างที่ปลอดภัย ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เป็นสิ่งที่นักลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไม่สามารถมองข้ามได้

บริบทความเสี่ยงและประวัติศาสตร์แผ่นดินไหวในไทย เรียนรู้จากอดีตเพื่อประเมินอนาคต

วันที่ (ค.ศ.)

สถานที่ (ศูนย์กลาง)

ขนาด (แมกนิจูด)

ผลกระทบที่รู้สึกได้ในประเทศไทย

1922

รัฐฉาน (เมียนมา)

6.7

-

1935

ไชยะบุรี (ลาว)

6.3

-

1975

ตาก (ชายแดนเมียนมา)

6

รู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนในกรุงเทพฯ มีความเสียหายเล็กน้อยและมีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย

1983

กาญจนบุรี

5.8

มีความเสียหายเล็กน้อยในกรุงเทพฯ กาญจนบุรี และนครพนม

1988

ยูนนาน (ชายแดนเมียนมา-จีน)

7.6 & 7.2

รู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนในอาคารสูงในกรุงเทพฯ มีความเสียหายเล็กน้อยในเชียงราย

2011

รัฐฉาน (เมียนมา)

6.8

มีผู้เสียชีวิต 1 รายในแม่สาย รู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนอย่างชัดเจนในหลายพื้นที่

2014

เชียงราย

6.1

มีผู้เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 23 ราย อาคารและถนนได้รับความเสียหาย

2025

รอยเลื่อนสะกาย(เมียนมา)

8.2

รู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงในกรุงเทพฯ อาคารสูงสั่นไหว

แม้ว่าประเทศไทยจะไม่ได้ตั้งอยู่บนแนวรอยต่อหลักของแผ่นเปลือกโลก แต่ประวัติศาสตร์ได้บันทึกเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ส่งผลกระทบถึงประเทศไทยไว้หลายครั้ง โดยส่วนใหญ่มักมีขนาดเล็กถึงปานกลาง แต่บางครั้งก็รุนแรงพอที่จะรับรู้ได้และสร้างความเสียหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีศูนย์กลางอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาและลาว

เหตุการณ์สำคัญในอดีต

  • ปี ค.ศ. 1922:แผ่นดินไหวขนาด 6.7ที่รัฐฉาน ประเทศเมียนมา

  • ปี ค.ศ. 1935:แผ่นดินไหวขนาด 6.3ที่แขวงไชยะบุรี ประเทศลาว

  • ปี ค.ศ. 1975:แผ่นดินไหวขนาด 6.0ที่จังหวัดตาก บริเวณชายแดนเมียนมา ซึ่งรู้สึกได้ถึงกรุงเทพฯ และมีความเสียหายเล็กน้อย

  • ปี ค.ศ. 1983:แผ่นดินไหวขนาด 5.8ที่กาญจนบุรี สร้างความเสียหายเล็กน้อยในกรุงเทพฯ กาญจนบุรี และนครพนม

  • ปี ค.ศ. 1988:แผ่นดินไหวขนาด 7.6และ 7.2ที่มณฑลยูนนาน ประเทศจีน ทำให้รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนในอาคารสูงของกรุงเทพฯ และมีความเสียหายเล็กน้อยที่เชียงราย

  • ปี ค.ศ. 2011:แผ่นดินไหวขนาด 6.8ที่รัฐฉาน ประเทศเมียนมา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 รายที่แม่สาย และรู้สึกสั่นสะเทือนได้ชัดเจนในหลายพื้นที่

  • ปี ค.ศ. 2014:แผ่นดินไหวขนาด 6.1ที่จังหวัดเชียงราย ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย, บาดเจ็บ 23 ราย, และอาคารและถนนได้รับความเสียหาย

  • ปี ค.ศ. 2025:แผ่นดินไหวขนาด 8.2ที่รอยเลื่อนสะกายประเทศเมียนมา ส่งผลให้เกิดการสั่นไหวรุนแรงในกรุงเทพฯ จนอาคารสูงสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัด

แผนที่ความเสี่ยงแผ่นดินไหวของไทยแสดงให้เห็นว่าพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันตกมีความเสี่ยงในระดับปานกลางถึงค่อนข้างสูง โดยบางพื้นที่ถูกจัดอยู่ในระดับเทียบเท่า UBC Zone 2B และ 3ซึ่งบ่งชี้ถึงโอกาสเกิดการสั่นสะเทือนที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายได้ ในขณะที่กรุงเทพมหานคร แม้จะอยู่ในพื้นที่ความเสี่ยงต่ำกว่า แต่ลักษณะทางธรณีวิทยาที่เป็นชั้นดินอ่อนหนาสามารถขยายความรุนแรงของคลื่นแผ่นดินไหวที่มาจากระยะไกลได้ โดยเฉพาะอาคารที่มีความสูงประมาณ 10-20 ชั้นอาจเกิดปรากฏการณ์การสั่นพ้อง (Resonance) ทำให้การสั่นสะเทือนรุนแรงยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การระบุแนวรอยเลื่อนที่มีพลังในประเทศไทยและพื้นที่ใกล้เคียง เช่น รอยเลื่อนระนองและคลองมะรุ่ย ยิ่งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำความเข้าใจและการประเมินความเสี่ยงในแต่ละพื้นที่อย่างละเอียด

พัฒนาการของกฎหมายและมาตรฐานอาคารต้านแผ่นดินไหว รากฐานสำคัญของความปลอดภัย

ปีที่ประกาศใช้ (พ.ศ.)

กฎหมาย/มาตรฐานอ้างอิง

ประเด็นสำคัญที่มีการเปลี่ยนแปลง

2540

กฎกระทรวงฉบับที่ 49 (พ.ศ. 2540)

กำหนดพื้นที่ควบคุมการออกแบบอาคารต้านทานแผ่นดินไหวใน 10 จังหวัด

2550

กฎกระทรวง (พ.ศ. 2550)

ขยายพื้นที่ควบคุมเป็น 22 จังหวัด กำหนดให้อาคารสูงเกิน 15 เมตรในกรุงเทพฯ

ต้องออกแบบให้ต้านทานแผ่นดินไหว

2552

มาตรฐานการออกแบบอาคาร

ต้านทานแผ่นดินไหว (DPT 1302-52)

กำหนดมาตรฐานการออกแบบโดยอ้างอิง UBC

2561

มาตรฐานการออกแบบอาคาร

ต้านทานแผ่นดินไหว (DPT 1301/1302-61)

กำหนดแรงแผ่นดินไหวที่สูงขึ้น โดยเฉพาะอาคารสูงกว่า 60 เมตร

นำวิธีวิเคราะห์ MRSA มาใช้

2564

กฎกระทรวง (พ.ศ. 2564)

บังคับใช้มาตรฐาน DPT 1301/1302-61

ประเทศไทยได้ให้ความสำคัญและมีการพัฒนากฎหมายรวมถึงมาตรฐานการออกแบบอาคารเพื่อต้านทานแผ่นดินไหวมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีพัฒนาการที่สำคัญดังนี้:

  • พ.ศ. 2540 (ค.ศ. 1997):มีการออกกฎกระทรวงฉบับที่ 49ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522โดยกำหนดพื้นที่ควบคุมใน 10 จังหวัด

  • พ.ศ. 2550 (ค.ศ. 2007):ภายหลังเหตุการณ์สึนามิครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2547(ค.ศ. 2004) ได้มีการปรับปรุงและบังคับใช้กฎกระทรวงใหม่ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยมีการขยายพื้นที่ควบคุมการออกแบบอาคารต้านทานแผ่นดินไหวเป็น 22 จังหวัดและกำหนดให้อาคารที่สูงเกิน 15 เมตรในกรุงเทพมหานครต้องได้รับการออกแบบให้ทนทานต่อแรงสั่นสะเทือนได้

การแบ่งพื้นที่ควบคุมตามกฎกระทรวงปี พ.ศ. 2550:

  • พื้นที่เฝ้าระวัง (The awareness area):ได้แก่ ชุมพร, พังงา, ภูเก็ต, ระนอง, สงขลา, และสุราษฎร์ธานี ซึ่งตั้งอยู่บนแนวรอยเลื่อนระนองและคลองมะรุ่ย

  • พื้นที่ 1 (Zone or area 1):ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, นนทบุรี, ปทุมธานี, และสมุทรปราการ ซึ่งมีความเสี่ยงเทียบเท่า Zone 1ของ Uniform Building Code (UBC) ในสหรัฐอเมริกา (เป็นพื้นที่ดินอ่อนและอาจได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวระยะไกล)

  • พื้นที่ 2 (Zone 2):ได้แก่ กาญจนบุรี, เชียงราย, เชียงใหม่, ตาก, น่าน, พะเยา, แม่ฮ่องสอน, ลำปาง, และลำพูน (ตั้งอยู่ใกล้รอยเลื่อนและอาจได้รับผลกระทบโดยตรง)

  • พ.ศ. 2564 (ค.ศ. 2021):มีการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับใหม่ พร้อมกับมาตรฐานการออกแบบอาคารต้านทานการสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว (มยผ. 1301/1302-61) ซึ่งมีความสำคัญคือ กำหนดให้ใช้แรงแผ่นดินไหวในการออกแบบที่สูงขึ้น โดยเฉพาะอาคารที่สูงกว่า 60 เมตรและนำวิธีการวิเคราะห์แบบ Modified Response Spectrum Analysis (MRSA) มาใช้ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะให้ค่าแรงแผ่นดินไหวที่สูงกว่าวิธี Model Response Spectrum Analysis ที่ใช้ในมาตรฐานเดิมถึง 3-4 เท่า

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ คือ อาคารจำนวนมากที่สร้างขึ้นก่อนปี พ.ศ. 2550ในพื้นที่เสี่ยงต่างๆ อาจไม่ได้ถูกออกแบบให้รองรับแรงสั่นสะเทือนตามมาตรฐานปัจจุบัน และมีความเสี่ยงที่จะได้รับความเสียหายมากกว่าอาคารที่สร้างขึ้นใหม่ การประเมินความแข็งแรงของอาคารเก่าเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่ท้าทาย เนื่องจากขาดข้อมูลที่ละเอียดและเป็นปัจจุบัน นอกจากนี้ การประเมินความเสี่ยงไม่ควรจำกัดอยู่แค่โครงสร้างหลัก แต่ต้องรวมถึงองค์ประกอบที่ไม่ใช่โครงสร้าง เช่น ผนังภายใน, ฝ้าเพดาน, ระบบไฟฟ้า, ประปา ซึ่งหากไม่ได้รับการติดตั้งและยึดตรึงอย่างเหมาะสม อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ ดังที่งานวิจัยในต่างประเทศพบว่าผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหวถึง 50%มีสาเหตุมาจากความเสียหายขององค์ประกอบเหล่านี้

ส่องโอกาสการลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่ เมื่อความปลอดภัยกลายเป็นจุดขาย

ท่ามกลางความกังวลที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งล่าสุดนี้ กลับปรากฏเป็นโอกาสอันน่าสนใจสำหรับการลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยมี "ความปลอดภัย" และ "ความยั่งยืน" เป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของตลาดในระยะยาว

1. อุปสงค์ต่ออาคารมาตรฐานสูงพุ่ง ยกระดับความเชื่อมั่นด้วยคุณภาพและความโปร่งใส

  • ความตื่นตัวและความเข้าใจของผู้บริโภคเกี่ยวกับความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้เกิดความต้องการอาคารที่ได้รับการออกแบบและก่อสร้างตามมาตรฐานความปลอดภัยล่าสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรฐานปี พ.ศ. 2564 (ค.ศ. 2021)ซึ่งมีการยกระดับข้อกำหนดด้านการออกแบบให้สามารถรับมือกับแรงสั่นสะเทือนได้ดียิ่งขึ้น ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่สามารถเน้นย้ำถึงความใส่ใจในรายละเอียดด้านการออกแบบและกระบวนการก่อสร้างที่แข็งแรงทนทาน รวมถึงการเลือกใช้วัสดุที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน มยผ. 1301/1302-61จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อได้อย่างมาก การสื่อสารข้อมูลด้านความปลอดภัยอย่างโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ เช่น การเปิดเผยผลการวิเคราะห์โครงสร้าง, การรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง, หรือการนำเสนอเทคโนโลยีที่ใช้ในการก่อสร้าง จะเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดผู้ซื้อที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรก

2. ทำเลทางเลือกและความเสี่ยงต่ำ โอกาสใหม่ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้

  • ภายหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว การประเมินความเสี่ยงในแต่ละพื้นที่จะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น พื้นที่ที่ได้รับการประเมินว่ามีความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวต่ำกว่า เช่น พื้นที่ชายฝั่งทะเลทางภาคใต้ซึ่งอาจตั้งอยู่นอกเหนือจากแนวรอยเลื่อนที่มีพลังและมีลักษณะทางธรณีวิทยาที่แตกต่างจากพื้นที่เสี่ยงสูง อาจกลายเป็นทำเลที่น่าสนใจมากขึ้นสำหรับนักลงทุนและผู้บริโภคที่ต้องการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากภัยพิบัติ การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ประเภทต่างๆ ในพื้นที่เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัย, โรงแรม, หรือโครงการเชิงพาณิชย์ อาจได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคบางกลุ่มอาจมองหาความปลอดภัยและความมั่นใจในระยะยาว

3. ศักยภาพธุรกิจปรับปรุงอาคารเก่า (Seismic Retrofitting): ตลาดขนาดใหญ่ที่รอการเติบโต

  • จากข้อมูลที่ระบุว่ามีอาคารจำนวนมากที่สร้างขึ้นก่อน ปี พ.ศ. 2550ซึ่งอาจไม่ได้ถูกออกแบบให้รองรับแรงสั่นสะเทือนตามมาตรฐานปัจจุบัน ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการ ปรับปรุงอาคารเก่า (Seismic Retrofitting)จึงเป็นตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโตอย่างมาก ธุรกิจนี้ครอบคลุมตั้งแต่การสำรวจและประเมินความแข็งแรงของโครงสร้างอาคารเดิม, การออกแบบวิธีการเสริมความแข็งแรงให้สามารถต้านทานแผ่นดินไหวได้ตามมาตรฐานปัจจุบัน, ไปจนถึงการดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างจริง การลงทุนในธุรกิจประเภทนี้ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านวิศวกรรม, ผู้รับเหมาที่มีความเชี่ยวชาญ, หรือผู้พัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงอาคาร จะสามารถตอบสนองความต้องการของเจ้าของอาคารเก่าที่ต้องการยกระดับความปลอดภัยให้กับทรัพย์สินของตนเอง

4. นวัตกรรมวัสดุและเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย: สร้างความแตกต่างด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย

  • ความต้องการอาคารที่ปลอดภัยและทนทานต่อแผ่นดินไหวจะกระตุ้นให้เกิดการลงทุนและการพัฒนา นวัตกรรมวัสดุและเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยในภาคการก่อสร้าง วัสดุใหม่ๆ ที่มีคุณสมบัติ เช่น น้ำหนักเบา, มีความยืดหยุ่นสูง, และสามารถดูดซับแรงสั่นสะเทือนได้ดีอย่างเช่น ไม้, ไผ่ที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีการใช้งาน หรือ วัสดุคอมโพสิตที่มีคุณสมบัติพิเศษ จะเป็นที่ต้องการมากขึ้น นอกจากนี้ เทคโนโลยีการก่อสร้างที่ทันสมัย เช่น การใช้ระบบฐานรากที่สามารถลดผลกระทบจากแรงสั่นสะเทือน, การติดตั้งระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับความเสียหายของโครงสร้าง, หรือการใช้เทคโนโลยีการจำลองสถานการณ์แผ่นดินไหวในการออกแบบ จะเป็นปัจจัยที่สร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าให้กับโครงการอสังหาริมทรัพย์

5. บริการข้อมูลและการประเมินความเสี่ยง: เครื่องมือสำคัญสำหรับผู้บริโภคยุคดิจิทัล

  • ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารมีความสำคัญอย่างยิ่ง การพัฒนา แอปพลิเคชันหรือบริการที่ให้ข้อมูลความเสี่ยงแผ่นดินไหวในแต่ละพื้นที่อย่างละเอียดจะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้บริโภคและนักลงทุน บริการเหล่านี้อาจรวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับระดับความเสี่ยงตามแผนที่, ประวัติการเกิดแผ่นดินไหวในพื้นที่, หรือข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมายและมาตรฐานการก่อสร้าง นอกจากนี้ บริการประเมินความแข็งแรงของอาคารที่มีอยู่โดยผู้เชี่ยวชาญ ก็จะเป็นที่ต้องการมากขึ้น เพื่อให้เจ้าของอาคารสามารถทราบถึงระดับความปลอดภัยของทรัพย์สินตนเอง และวางแผนการปรับปรุงได้อย่างเหมาะสม ธุรกิจที่สามารถพัฒนาและให้บริการข้อมูลเหล่านี้ได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ และเข้าถึงง่าย จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในยุคดิจิทัลได้อย่างตรงจุด

6. บทบาทภาครัฐในการกระตุ้น: สร้างแรงจูงใจและส่งเสริมการลงทุน

  • รัฐบาลมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมโอกาสการลงทุนในด้านความปลอดภัยของอสังหาริมทรัพย์ ผ่านการออกมาตรการต่างๆ เช่น การให้ สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับผู้พัฒนาที่สร้างอาคารตามมาตรฐานความปลอดภัยล่าสุด หรือสำหรับเจ้าของอาคารที่ทำการปรับปรุงอาคารเก่าให้ได้มาตรฐาน นอกจากนี้ การให้ การสนับสนุนทางการเงินในรูปแบบต่างๆ เช่น เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับการปรับปรุงอาคาร หรือการสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย ก็จะเป็นปัจจัยสำคัญในการกระตุ้นการลงทุนในภาคส่วนนี้ การมีนโยบายที่ชัดเจนและต่อเนื่องจากภาครัฐ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและขับเคลื่อนตลาดอสังหาริมทรัพย์ไปสู่ความปลอดภัยและความยั่งยืนอย่างแท้จริง

แนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภค: ความต้องการที่เปลี่ยนไปหลังสัญญาณเตือน

ภายหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568, คาดการณ์ได้อย่างชัดเจนว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยความต้องการและความคาดหวังจะปรับเปลี่ยนไปตามประสบการณ์และความตระหนักรู้ที่เพิ่มขึ้น ดังนี้:

1. แสวงหาข้อมูลเชิงลึก: เจาะลึกทุกรายละเอียดเพื่อความมั่นใจในโครงสร้าง

  • ผู้ซื้อและผู้เช่าในอนาคตจะไม่พึงพอใจกับข้อมูลพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่จะมีความต้องการ ข้อมูลเชิงลึก ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของอาคารอย่างละเอียดมากขึ้น พวกเขาจะให้ความสำคัญกับ มาตรฐานการก่อสร้าง ที่โครงการนั้นๆ ปฏิบัติตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรฐานล่าสุด ปี พ.ศ. 2564 (ค.ศ. 2021) และ มยผ. 1301/1302-61 ผู้บริโภคจะสอบถามถึง วัสดุที่ใช้ ในการก่อสร้างโครงสร้างหลัก, ผนัง, และส่วนประกอบอื่นๆ ว่ามีความแข็งแรงทนทานและสามารถรองรับแรงสั่นสะเทือนได้ตามมาตรฐานหรือไม่ นอกจากนี้ มาตรการด้านความปลอดภัยในการต้านทานแผ่นดินไหว ที่โครงการได้นำมาใช้ เช่น ระบบฐานราก, การออกแบบโครงสร้าง, และการติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ จะเป็นข้อมูลสำคัญในการตัดสินใจ โดยความสวยงามภายนอกหรือเพียงแค่ทำเลที่ตั้งที่ดีอาจไม่ใช่ปัจจัยหลักในการเลือกอีกต่อไป ผู้บริโภคจะต้องการความมั่นใจในความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินเป็นอันดับแรก

2. พิถีพิถันในการเลือกทำเล: พิจารณาความเสี่ยงทางธรณีวิทยาเป็นปัจจัยสำคัญ

  • การตัดสินใจเลือกซื้อหรือเช่าอสังหาริมทรัพย์จะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความสะดวกในการเดินทางหรือสิ่งอำนวยความสะดวกโดยรอบเท่านั้น แต่ผู้บริโภคจะ พิถีพิถันในการเลือกทำเล มากยิ่งขึ้น โดยจะพิจารณาถึง ความเสี่ยงทางธรณีวิทยา ของพื้นที่นั้นๆ อย่างละเอียด อาจมีการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับแนวรอยเลื่อนในพื้นที่, ประวัติการเกิดแผ่นดินไหว, และลักษณะของชั้นดิน ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีผลต่อความรุนแรงของการสั่นสะเทือน ผู้บริโภคอาจ หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่รับรู้ว่ามีความเสี่ยงสูง ตามแผนที่ความเสี่ยงแผ่นดินไหว และหันไปให้ความสนใจกับ พื้นที่ที่มีการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติที่ดีกว่า เช่น พื้นที่ที่มีการวางผังเมืองที่คำนึงถึงความปลอดภัย, มีการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด, และมีระบบการจัดการภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพ

3. เปิดรับเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย: ยอมจ่ายเพิ่มเพื่อความมั่นใจที่เหนือกว่า

  • ผู้บริโภคในยุคใหม่จะ เปิดรับเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย ในอาคารและที่อยู่อาศัยมากขึ้น นวัตกรรม ต่างๆ เช่น ระบบแจ้งเตือนแผ่นดินไหวล่วงหน้า, การใช้วัสดุก่อสร้างที่ทนทานและยืดหยุ่นสูง, ระบบควบคุมโครงสร้างอัจฉริยะ, หรือแม้แต่เทคโนโลยีการออกแบบที่จำลองสถานการณ์แผ่นดินไหว จะกลายเป็น จุดขายที่น่าสนใจ สำหรับโครงการอสังหาริมทรัพย์ ผู้บริโภคอาจ ยอมจ่ายเพิ่มขึ้น เพื่อแลกกับความมั่นใจในความปลอดภัยที่เทคโนโลยีเหล่านี้มอบให้ เนื่องจากมองว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาวเพื่อลดความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

4. ต้องการความโปร่งใสจากผู้พัฒนา: สร้างความเชื่อมั่นด้วยข้อมูลที่เปิดเผยและตรวจสอบได้

  • ความเชื่อมั่นในตัวผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์จะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น ผู้บริโภคจะ ต้องการความโปร่งใสจากผู้พัฒนา เกี่ยวกับทุกขั้นตอนในการออกแบบและก่อสร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของมาตรการความปลอดภัย ผู้พัฒนาที่สามารถ สื่อสาร ข้อมูลต่างๆ ได้อย่าง ชัดเจน, ตรงไปตรงมา, และสามารถตรวจสอบได้ เช่น การเปิดเผยรายงานการวิเคราะห์โครงสร้าง, การรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง, หรือการแสดงให้เห็นถึงกระบวนการควบคุมคุณภาพในการก่อสร้าง จะเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการ สร้างความเชื่อมั่นและตัดสินใจซื้อ ในทางตรงกันข้าม ผู้พัฒนาที่ไม่เปิดเผยข้อมูลหรือมีข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือ อาจสูญเสียความไว้วางใจจากผู้บริโภค

5. อิทธิพลของสื่อและข้อมูล: บทบาทสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้และชี้นำความต้องการ

  • สื่อสังคมออนไลน์และข่าวสาร จะมีบทบาทอย่างมากในการ สร้างการรับรู้ เกี่ยวกับความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวและประเด็นด้านความปลอดภัยในอาคาร รวมถึง ชี้นำความต้องการ ของผู้บริโภค การเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัย, เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง, และแนวทางการเลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่ปลอดภัย จะเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อ ป้องกันความตื่นตระหนกเกินเหตุ และส่งเสริมให้ผู้บริโภค ตัดสินใจ บนพื้นฐานของข้อมูลที่รอบด้าน ผู้พัฒนาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงควรให้ความสำคัญกับการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องและทันต่อสถานการณ์ผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อสร้างความเข้าใจและความมั่นใจให้กับผู้บริโภค

มุมมองระยะยาว การลงทุนในความปลอดภัยเพื่อความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ

แม้ว่าเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เพิ่งเกิดขึ้นอาจก่อให้เกิดความกังวลและส่งผลกระทบต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ใน ระยะสั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่ประชาชนรับรู้ถึงความเสี่ยงสูง ซึ่งอาจนำไปสู่การ ชะลอตัวของการลงทุน ในโครงการใหม่ หรือแม้กระทั่งการ ย้ายถิ่นฐาน ของผู้คนที่ต้องการความปลอดภัยที่มากขึ้น แต่ใน ภาพรวมระยะยาว แล้ว เหตุการณ์นี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญซึ่งนำไปสู่การพัฒนาตลาดอสังหาริมทรัพย์ให้มี คุณภาพและความยั่งยืนมากขึ้น

หากเกิดความเสียหายต่ออาคารและโครงสร้างพื้นฐานในวงกว้างจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ย่อมส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อ เศรษฐกิจโดยรวม ของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคส่วนสำคัญ เช่น ภาคการท่องเที่ยว ที่อาจสูญเสียความเชื่อมั่นจากนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ รวมถึง การลงทุนจากต่างประเทศ ที่อาจชะลอตัวลงเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยและเสถียรภาพของโครงสร้างพื้นฐาน อย่างไรก็ตาม ในทางกลับกัน การ ลงทุนในอาคารที่ได้รับการออกแบบและก่อสร้างตามมาตรฐานที่แข็งแรงและปลอดภัย ตั้งแต่ในวันนี้ ถือเป็นการ ลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว อย่างแท้จริง เพราะจะช่วย ลดความเสียหายทางเศรษฐกิจ ที่อาจเกิดขึ้นเมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม, การบูรณะ, หรือการสร้างใหม่ รวมถึงยังช่วย ลดผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สิน ของประชาชน ซึ่งเป็นต้นทุนทางสังคมและเศรษฐกิจที่ประเมินค่ามิได้

เหตุการณ์นี้ยังเป็นโอกาสสำคัญที่ กระตุ้นให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้อง ทบทวนและยกระดับแผนการจัดการภัยพิบัติ ในทุกระดับให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนเกิดเหตุ, การรับมือขณะเกิดเหตุ, และการฟื้นฟูหลังเกิดเหตุ การมีแผนการจัดการภัยพิบัติที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ จะส่งผลดีต่อ ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจโดยรวม ทั้งในสายตานักลงทุนและประชาชน การ เรียนรู้จากประสบการณ์ภัยพิบัติในอดีต เช่น เหตุการณ์สึนามิ หรือน้ำท่วมครั้งใหญ่ จะช่วยให้เข้าใจถึงกลไกการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และสามารถ วางแผนรับมือผลกระทบทางเศรษฐกิจ ที่อาจเกิดขึ้นจากแผ่นดินไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การลงทุนในความปลอดภัยจึงไม่ใช่เพียงแค่การป้องกันความเสียหายเฉพาะหน้า แต่เป็นการสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวอีกด้วย

บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์สำหรับนักลงทุน

เหตุการณ์แผ่นดินไหวในเมียนมาที่ส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงประเทศไทยในวันนี้, 28 มีนาคม 2568, ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ไม่อาจมองข้ามได้ และเป็นบทเรียนสำคัญที่ย้ำเตือนถึงความเปราะบางต่อภัยธรรมชาติที่อยู่ใกล้ตัวกว่าที่เราคาดคิด เหตุการณ์นี้ได้ตอกย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือในภาคอสังหาริมทรัพย์อย่างจริงจัง แม้ว่าในระยะสั้นอาจสร้างความกังวลและความไม่แน่นอน แต่ในอีกมุมหนึ่ง นี่คือโอกาสสำคัญในการ ยกระดับตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยไปสู่มาตรฐานที่เน้นความปลอดภัยและความยั่งยืนที่สูงขึ้นซึ่งจะส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนในระยะยาว

สำหรับนักลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์มีดังนี้:

  • บูรณาการการประเมินความเสี่ยงอย่างเข้มงวด: ในการตัดสินใจลงทุนครั้งต่อไป นักลงทุนควร นำปัจจัยความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวมาพิจารณาอย่างจริงจัง เป็นส่วนหนึ่งของการวิเคราะห์พื้นฐาน ไม่ใช่เพียงแค่ปัจจัยด้านทำเลที่ตั้งทางเศรษฐกิจหรือความสวยงามของโครงการเท่านั้น การประเมินควรครอบคลุมถึง ที่ตั้ง ของโครงการอย่างละเอียด โดยพิจารณาจาก ความใกล้เคียงกับแนวรอยเลื่อนที่มีพลัง ที่ระบุไว้ในแผนที่ความเสี่ยง และ ลักษณะของชั้นดิน ในบริเวณนั้น ซึ่งมีผลต่อการขยายความรุนแรงของคลื่นแผ่นดินไหว ควร ให้ความสนใจเป็นพิเศษในพื้นที่ที่ถูกประเมินว่ามีความเสี่ยงปานกลางถึงสูง และทำการวิเคราะห์ความเสี่ยงอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจลงทุน

  • ตรวจสอบประวัติและมาตรฐานอาคารอย่างละเอียด: นักลงทุนควร ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบประวัติการก่อสร้างและมาตรฐานที่ใช้ในการออกแบบ ของอาคารที่จะลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาคารที่สร้างก่อนปี พ.ศ. 2550 ซึ่งอาจไม่ได้ถูกออกแบบให้รองรับแรงสั่นสะเทือนตามมาตรฐานปัจจุบัน อาคารเหล่านี้อาจ ต้องการการประเมินโครงสร้างอย่างละเอียด โดยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ หรืออาจจำเป็นต้องมีการ ปรับปรุงเพิ่มเติม (Retrofitting) เพื่อให้มีความปลอดภัยตามมาตรฐานปัจจุบัน การละเลยการตรวจสอบในส่วนนี้อาจนำไปสู่ความเสี่ยงด้านความเสียหายและมูลค่าของทรัพย์สินในอนาคต

  • มุ่งเน้นการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่มีคุณภาพและความปลอดภัยสูง: นักลงทุนควร ให้ความสำคัญกับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับการออกแบบและก่อสร้างตามมาตรฐานล่าสุด คือ ปี พ.ศ. 2564 (ค.ศ. 2021) และมาตรฐาน มยผ. 1301/1302-61 ซึ่งสะท้อนถึงความใส่ใจในความปลอดภัยและมีแนวโน้มที่จะตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยได้ดีกว่า การลงทุนในโครงการเหล่านี้อาจมีราคาสูงกว่าในเบื้องต้น แต่ในระยะยาวจะช่วยลดความเสี่ยงจากความเสียหายและเพิ่มโอกาสในการปล่อยเช่าหรือขายต่อได้ง่ายขึ้น

  • แสวงหาโอกาสในตลาดเฉพาะทางที่มีศักยภาพ: นักลงทุนควร พิจารณาโอกาสในการลงทุนในตลาดเฉพาะทาง ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยจากแผ่นดินไหว เช่น การลงทุนใน พื้นที่ที่ถูกประเมินว่ามีความเสี่ยงต่ำ ซึ่งอาจกลายเป็นที่ต้องการมากขึ้นในอนาคต หรือ ลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงอาคารเก่า (Retrofitting) ซึ่งคาดว่าจะมีความต้องการสูงขึ้นเนื่องจากจำนวนอาคารเก่าที่ยังไม่ได้มาตรฐานมีอยู่มาก นอกจากนี้ การลงทุนใน เทคโนโลยีและวัสดุสมัยใหม่ที่เน้นความปลอดภัย ในการก่อสร้าง ก็เป็นอีกโอกาสที่น่าสนใจ เนื่องจากตลาดมีความต้องการนวัตกรรมเหล่านี้เพื่อยกระดับความปลอดภัยของอาคาร

สรุป เหตุการณ์แผ่นดินไหวในวันนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้นักลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยต้อง ให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านความปลอดภัยและความแข็งแรงของอาคาร อย่างจริงจัง การลงทุนโดยคำนึงถึงความเสี่ยงและคุณภาพ ไม่เพียงแต่เป็นการ บริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ ในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนเช่นนี้ แต่ยังเป็นการ ลงทุนที่สอดรับกับทิศทางความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป และเป็นส่วนสำคัญในการ ขับเคลื่อนตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยไปสู่การพัฒนาที่มีคุณภาพและยั่งยืนอย่างแท้จริงในระยะยาว

อ้างอิง FB กรมอุตุนิยมวิทยา, gdacs.org, travelandtourworld

เรียบเรียง โดย สุรเมธี มณีสุโข
อีเมล์. suramatee@efnancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...