ล่องเรือไหว้พระ 3 วัด ริมแม่น้ำเจ้าพระยา
แอดมินมีทริปสายบุญมานำเสนอ ได้นั่งเรือเที่ยวริมน้ำเจ้าพระยา พร้อมกับดูประวัติศาสตร์ ริม 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ในวันที่หลายๆคนเดินทางออกต่างจังหวัด ใครที่ยังอยู่ในกรุงเทพฯ ก็สามารถจัดทริปไหว้พระชิวๆ กัน
มาเดินทางกันเลยนะ สำหรับคนที่มีรถยนต์ส่วนตัว สามารถนำไปจอดไว้ที่วัดระฆัง บนถนนอรุณอมรินทร์ แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย หรือบริเวณใกล้เคียงได้ วัดแรกที่จะไหว้พระก็คือ “วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร” มีชื่อเสียงโด่งดังมาจาก สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) ในช่วงรัชกาลที่ 4-5 มีผู้ที่มีจิตศรัทธาในตัวท่านต่างก็หลั่งไหลเข้ามากราบไหว้และสวดมนต์เสริมบารมี
ภายในวัดก็มีดอกไม้ธูปเทียนแผ่นทอง ให้บูชาตามจุดต่างๆในวัด ส่วนใครที่อยากถวายสังฆทานก็ยังมีให้ได้บูชากันตลอดทั้งวัน เมื่อพูดถึงวัดระฆังสิ่งที่ลืมไม่ได้ก็ต้องมาเคาะระฆัง ให้มีชื่อเสียงในทางดีโด่งดัง ปังๆไปเลย ที่นี่ใช้เวลาไม่นาน แต่ถ้าใครอยากเต็มอิ่มกับการรับบุญ นั่งสมาธิต่อในโบสถ์ได้ด้วย
เรียบร้อยจากการเก็บเกี่ยวบุญที่วัดระฆังแล้วก็เดินออกไปบริเวณท่าเรือริมน้ำเจ้าพระยา ก็จะพบกับเจ้าหน้าที่เรือหางยาวที่จะพาไปเก็บบุญต่ออีก 2 วัด ตรงนี้เราก็จะต้องควักเงินจ่ายเรือหางยาวเพียงแค่ 30 บาท ได้ตั๋วแล้วก็ยืนรอขึ้นเรือได้เลยจ้า
และแล้วเรือหางยาวก็มาถึงท่าเรือวัดระฆังพร้อมเดินทางกันต่อได้เลยจ้า บรรยากาศบนเรือค่อยข้างอบอุ่นเพราะคนขับเรือก็จะคอยประกาศไมค์ให้ผู้โดยสารขึ้นเรืออย่างระมัดระวังและแนะนำว่า เราจะเดินทางไปวัดไหนต่อ บางครั้งก็จะเสริมความรู้เกี่ยวกับวัดที่จะไปให้เราได้ฟัง อากาศก็มีร้อนบ้าง แต่ลมเย็นจากแม่น้ำก็ช่วยบรรเทาได้
มาถึงแล้วท่าเรือวัดที่สองที่เราจะได้เก็บบุญกัน นั้นก็คือ “วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร” เป็นวัดที่มีพระปรางค์สวยสดงดงามเป็นที่ตื่นตาตื่นใจสำหรับชาวต่างชาติเพราะตั้งตระหง่านอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา พอลงเรือไปก็จะพบกับ โบสถ์เล็กๆ มีรูปปั้น สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ให้ผู้ที่ศรัทธาได้กราบไหว้สักการะก่อนที่จะขึ้นไปชมความสวยงามของพระปรางค์วัดอรุณฯ ดอกไม้ธูปเทียน ภายในวัดก็มีไว้ให้บูชากันสะดวกสบาย แต่เดี๋ยวก่อน ก่อนที่เราจะเข้าชมพระปรางค์วัดอรุณฯ ต้องเช็คก่อนนะ ว่าเพื่อนที่มากับเราด้วยนั้นเป็นชาวต่างชาติหรือ เพราะถ้าเป็นชาวต่างชาติ ก็มีมีค่าใช้จ่ายในการชม สถาปัตยกรรม อันสวยงามนี้ก่อน แต่คนไทยเข้าชมได้ฟรีจ้า
เก็บบุญวัดที่สองกันเต็มอิ่มแล้วก็เดินกลับมาที่ท่าเรือเดิม เพื่อรอไปวัดที่สามกันได้เลย เรื่อก็จะวนมาเรื่อยๆ มีคนคอยแจ้งว่าเรือที่มาเทียบท่าจะไปวัดไหนต่อ รอฟังกันก่อน เดี๋ยวจะไปไม่ถึงวัดที่สาม รออยู่ไม่นานเรือก็มาผู้โดยสารทุกคนก็จะทยอยขึ้นเรือให้เต็มลำ แล้วเริ่มเดินทางไปยังวัดที่สาม
ถึงท่าเรือวัดที่สามแล้ว นั้นก็คือ “วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร” วัดนี้ใครที่อยากจะมาขอพรให้ได้พบกับกัลยาณมิตรที่ก็มากราบไหว้ได้ที่วัดนี้ วัดนี้จะมีกลิ่นอายของวัฒนธรรมจีนผสมอยู่ เนื่องจาก เจ้าพระยานิกรบดินทร์มหินทรมหากัลยาณมิตร (โต) ต้นสกุลกัลยาณมิตร ว่าที่สมุหนายก ได้อุทิศบ้านและที่ดินบริเวณใกล้เคียง ซึ่งแต่เดิมเป็นหมู่บ้านที่มีภิกษุจีนพำนักอยู่ และเรียกกันต่อมาว่า "หมู่บ้านกุฎีจีน" สร้างเป็นวัดขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๘ และน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระอารามหลวง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ พระราชทานนามว่า "วัดกัลยาณมิตร" และทรงสร้างพระวิหารหลวงและพระประธานพระราชทาน เป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ชื่อ พระพุทธไตรรัตนนายก หรือ หลวงพ่อโต ด้วยมีพระประสงค์จะให้เหมือนกรุงเก่า คือมีพระโตอยู่นอกกำแพงเมือง อย่างเช่นวัดพนัญเชิง ส่วนเรื่องการไหว้ที่วัดแห่งนี้ก็มีดอกไม้ธูปเทียน ให้ได้บูชาเช่นกันแต่จะเพิ่มการไหว์เทพเจ้าเข้ามาด้วย
เมื่ออิ่มหนำสำราญทั้ง 3 วัดแล้ว ก็ถึงเวลาเดินทางกลับก็ต้องกลับไปขึ้นเรือที่ท่า วัดวัดกัลยาณมิตร เพื่อที่จะเดินทางกลับไปที่วัดระฆัง และกลับบ้านอย่างปลอดภัย ส่วนใครที่ไม่มีรถส่วนตัวก็มาสามารถเดินทางกับรถโดยสารแล้วมาลงที่สนามหลวงแล้วขึ้นเรือข้ามฝากที่ท่าช้าง เพื่อข้ามไปยัง ท่าเรือศิริราช แล้วเดินต่อไปยังวัดระฆังได้ง่ายๆ
ทริปนี้ใช้เวลาไม่นานครึ่งวันก็สามารถจบทริปได้ ใครที่อยากตามก็ลองไปตามเส้นทางดูได้เลย ถ้ามีทริปไหนน่าสนใจเดี๋ยวแอดมินจะมาบอกกล่าวให้ลูกเพจได้รับทราบอีกจ้า.