โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“สินจัย เปล่งพานิช” เคารพในสิทธิ์ของคนอื่น รับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเอง

TheHippoThai.com

เผยแพร่ 12 ส.ค. 2562 เวลา 01.00 น. • THE HIPPO | Another Point Of View

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 “คุณสินจัย เปล่งพานิช” ก็ได้มีผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกออกสู่สายตาสาธารณชนในชื่อเรื่อง “สายสวาทยังไม่สิ้น” ที่กำกับโดยคุณ แจ๊สสยาม นับเป็นหมุดตัวแรกของเธอในฐานะนักแสดงอย่างเป็นทางการ และเป็นเวลามากกว่า 30 ปีแห่งการเดินทางในสายอาชีพนี้ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมายจนใช้ทุกนิ้วนับก็ยังไม่ไหว

ถ้าเปรียบชีวิตเป็นถนนเส้นหนึ่ง คุณนกเปรียบว่าตอนนี้ก็คงขยายถนนเป็นแปดเลน และตัดถนนใหม่ไปเยอะแยะแล้ว รวมถึงเส้นทางต่าง ๆ ที่เพิ่มเข้ามามากมายนอกเหนือจากการเป็นนักแสดงภาพยนตร์ ทั้งถนนสายละคร ซิทคอม พิธีกร และละครเวที ซึ่งทุก ๆ อย่างนั้นล้วนบ่มเพาะให้เธอกลายเป็นนักแสดงระดับแถวหน้าของวงการ

ความโชคดีประการหนึ่งคือในผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกที่ได้ร่วมงานกับคุณแจ๊สสยามนั้น เธอกล่าวว่า “ได้เห็นการทำงานที่มีระบบ มีการซ้อม และให้ความสำคัญกับการทำงาน โชคดีที่ได้เริ่มงานกับคนที่มีคุณภาพค่ะ”

“ถ้าตอนนี้อยากจะบอกอะไรกับตัวเองในตอนนั้น คงอยากให้สนใจเรื่องอื่นนอกจากงานแสดง เช่นเรื่องเขียนบท มุมกล้องหรือแสงเสียตั้งแต่ตอนนั้น เพื่อให้เรารู้รอบไม่ใช่แค่มุ่งแต่เรื่องแสดงเพียงอย่างเดียว”

ถนนการแสดงของผู้หญิงที่ชื่อสินจัย เปล่งพานิช ทอดยาวไปถึงเส้นทางแห่งความสุขที่เป็นช่วงที่ดีที่สุดของการทำงาน เมื่อภาพยนตร์ “รักแห่งสยาม” ได้ทาบทามให้เธอร่วมรับบทเป็นแม่ของ “โต้ง” (มาริโอ้ เมาเร่อ)

“ในแง่ความพึงพอใจคือรักแห่งสยามค่ะ เป็นงานที่อ่านบทแล้วชอบ เวลาทำงานก็สั้น และด้วยบทที่ดีอยู่แล้วทำให้ทำงานง่าย เป็นหนังที่ประสบความสำเร็จในทุก ๆ ด้าน”

แต่เมื่อมีช่วงที่ดีที่สุด ก็ต้องมีช่วงที่ขรุขระเต็มไปด้วยหลุมบ่อมากที่สุดเช่นกัน และจะเป็นช่วงไหนไปไม่ได้นอกจากการรับบท “มธุสร” ในละครเรื่องล่าเวอร์ชันปี พ.ศ. 2537 ที่เธอต้องรับบทเป็นตัวละครหลายคาแรคเตอร์

“เป็นช่วงที่ขรุขระที่สุดแต่ก็เป็นช่วงที่การแสดงดีที่สุดเหมือนกันนะคะ” คุณนกพูดถึงความย้อนแย้งของตัวเองในช่วงนั้น “เป็นละครทีวีที่บทยาก เราตั้งใจเล่นจนเครียดกับการเป็นมธุสร จมกับตัวละครเพราะอยากไปให้ถึงตัวละครนี้จริง ๆ จนทำอะไรไม่ได้เลย มีคนเจอแล้วเราโทรหาพี่นกชายด้วยว่าเราเป็นอะไรหรือเปล่า เพราะเดินแล้วตาลอยมาก”

ในความดำดิ่งของตัวละครนั้นยิ่งรุนแรงมากขึ้นเมื่อ มธุสร ติดตาเธอไปทุกที่ แม้เวลากลับบ้านจนลูกชายถึงกับเอ่ยปากว่า “ถ้าเป็นขนาดนี้ไม่ต้องเล่นแล้ว” หรือขนาดว่าเธอยืนล้างหน้าอยู่น้ำตาก็ไหลออกมาเอง “ประสาทไหมคะ ต้องเป็นบ้าไปแล้ว” คุณนกหัวเราะให้กับตัวเองในตอนนั้น

ในภาวะที่รุนแรงถึงขนาดอยู่ไม่ได้ เธอหาทางออกด้วยการไปปรึกษาแม่ชีท่านหนึ่ง แล้วให้แม่ชีท่านนั้นเทศนาอยู่กว่าสองชั่วโมง สิ่งที่เธอได้รับกลับมาคือ “ค่อย ๆ ใจเย็น ๆ ทุกอย่างมีความสำคัญหมด จัดลำดับความสำคัญนั้นให้ดี เราไม่ผิดเพราะเราเป็นนักแสดง ถึงเวลาก็ทิ้งทุกอย่างไว้ก่อน พอเสร็จหน้าที่แล้วก็กลับมา ไม่ต้องเอามารวมกัน”

การปลดล็อคของแม่ชีนี้เองที่ทำให้คุณนกตาสว่าง  “การแสดงก็คือการแสดงค่ะ อย่าเอามาปนกัน” เธอย้ำ “เล่นให้เสร็จ จบคือจบไม่เอากลับมาบ้าน ไม่อิน ไม่จม ต้องแยกแยะ” หลังจากนั้นเองก็ทำให้คุณนกพบว่าเธอมีความสุขกับการทำงานมากขึ้นกว่าเดิมเป็นไหน ๆ

มาถึงเรื่องราวของ “ด้ายแดง” ผลงานการแสดงละครโทรทัศน์เรื่องล่าสุด ที่คุณนกได้รับบทเป็นคุณนายใหญ่หรือเหม่ยอิงของครอบครัวจีนครอบครัวหนึ่งที่เชื่อในเรื่องดวงชะตา จนกระทั่งซินแสทำนายทายทักว่าลูกชายที่จะเกิดมานั้นดวงชงกับพ่อและกับตัวเธอเอง กลายเป็นเรื่องวุ่นวายต้องตามแก้เคล็ดไปเสียหมด

“มันไม่เหมือนกับตัวเองเลยนะคะ” เธอเล่าประวัติตัวละครแล้วก็หัวเราะไป “คือในชีวิตจริงเราไม่ได้ขนาดนั้น แต่ก็ไม่ได้ลบหลู่ความเชื่อ ในเรื่องมันสะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อที่มากเกินไปก็ไปเปลี่ยนแปลงชีวิตคนอื่นได้เหมือนกัน ทำให้เรื่องง่ายกลายเป็นเรื่องยาก เวลาเล่นก็คิดนะว่าถ้าตัวเองเป็นแม่ยายแล้วต้องมาทะเลาะกับลูกสะใภ้แบบนั้นก็ไม่ไหวนะ บางทีก็เถียงกับตัวละครในหัวเหมือนกันว่าอะไรนักหนา” คุณนกหัวเราะอีกครั้ง “มันก็สนุกดีค่ะ แต่อย่างที่เล่าไปเมื่อกี้ว่าเป็นหน้าที่ของนักแสดง ต้องแยกตัวเองกับตัวละคร อย่าเอาตัวเองไปใส่และอย่าเอาตัวละครมาใส่ตัวเอง”

ท้ายที่สุดนี้ถนนของผู้หญิงที่ชื่อ “สินจัย เปล่งพานิช” จะยังคงทอดยาวไปข้างหน้า ตราบเท่าที่เธอยังอยู่ในวงการนักแสดง แต่สำหรับผู้ที่กำลังเริ่มมีถนนหนทางเป็นของตัวเองนั้น คุณนกได้ฝากทิ้งท้ายไว้ว่า….

“ขึ้นอยู่กับเด็กรุ่นใหม่ว่าให้ความรักและความศรัทธากับสิ่งที่ตัวเองทำแค่ไหน เพราะสิ่งที่นกได้ในการทำงานในวงการนี้คือเคารพคนทำงานด้วยกันและเคารพอาชีพของตัวเอง ขึ้นอยู่กับว่ารู้สึกกับมันแบบไหนมากกว่า เพียงแต่ตราบใดที่เราทำงานร่วมกันเป็นทีม การให้ความสำคัญซึ่งกันและกันก็เป็นสิ่งที่ควรรักษาไว้ แต่ในเรื่องการวางตัวหรือการเลือกรับงานก็เป็นสิทธิ์ของแต่ละคนที่จะเอ็นจอยแบบไหน ซึ่งเด็กรุ่นใหม่ก็มีตัวเลือกให้เลือกเยอะ แค่เรารับผิดชอบและเคารพงานที่ตัวเองทำ มันก็จะดีค่ะ”

 

ขอบคุณเสื้อผ้าจาก : Tube Gallery

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...