โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เกาะแห่งความฝันของไข่มุก MIKIMOTO Pearl Island

The101.world

เผยแพร่ 25 ก.ค. 2562 เวลา 08.09 น. • The 101 World

ธีรภัทร เจริญสุข เรื่องและภาพ

กฤตพร โทจันทร์ ภาพประกอบ

 

ที่สุดปลายตะวันออกของคาบสมุทรอิเสะ จังหวัดมิเอะ ในตอนกลางของประเทศญี่ปุ่น ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่สถิตของศาลเจ้าอิเสะจิงงูอันประดิษฐานกระจกยาตะ หนึ่งในไตรราชกกุธภัณฑ์ที่ใช้ในการสืบราชสมบัติ ยังมีดินแดนแห่งความฝัน พื้นที่เลี้ยงและก่อกำเนิดไข่มุกของราชามุก โคคิจิ มิกิโมโตะ ผู้คิดค้นวิธีเพาะเลี้ยงหอยมุกให้เกิดมุกแบบแน่นอน สร้างอุตสาหกรรมเครื่องประดับไข่มุกขึ้นในโลก

ในปลายศตวรรษที่ 19 โคคิจิ มิกิโมโตะ (御木本 幸吉) เติบโตขึ้นในตระกูลพ่อค้าขายอุด้งของเมืองโทบะ แคว้นทสึ (ปัจจุบันคือ เมืองโทบะ จังหวัดมิเอะ)​ ในวัยเด็กเขาได้ใช้ชีวิตในชุมชนชาวประมง เห็นวิถีชีวิตของอามะซัง (สาวดำน้ำงมหอย)​ พบไข่มุกธรรมชาติเพื่อนำไปขาย และหลงใหลในไข่มุก แต่ไข่มุกธรรมชาติมักมีรูปร่างบิดเบี้ยว เล็ก หรือผุกร่อนไม่สวยงามสมบูรณ์ เมื่ออายุ 13 เขาได้เริ่มออกทำการค้าเพื่อช่วยเหลือครอบครัวไปพร้อมกับการสะสมและค้าไข่มุก และเมื่ออายุ 20 มิกิโมโตะได้ออกเดินทางเพื่อหาวิธีเพาะเลี้ยงหอยให้ได้ไข่มุกที่งดงามกลมสมบูรณ์ดุจดวงจันทร์ส่องแสงยามราตรี โดยเข้ามาแสวงโชคในกรุงโตเกียว

มิกิโมโตะพบกับนักสมุทรชีววิทยา คาคิชิ มิทสึคิริ ที่โตเกียว กู้เงินมาสร้างฟาร์มเพาะเลี้ยงหอยมุก พร้อมทั้งลงทุนค้นคว้าจ้างนักสมุทรวิทยาและนักชีววิทยาทะเลมาหาวิธีเพาะหอยให้เกิดไข่มุก ใช้เวลากว่า 20 ปี ผ่านความล้มเหลวและเกือบล้มละลายหลายครั้ง

จนกระทั่งในปี 1913 มิกิโมโตะประสบความสำเร็จด้วยการผสมวิธีสะกิดเนื้อเยื่อแล้วฝังเปลือกหอยขัดกลมลงไปล่อในตัวหอยมุกของห้องทดลองบริษัทตนเอง กับการซื้อสิทธิบัตรคิดค้นของมิเสะและนิชิคาวะ นักสมุทรชีววิทยาญี่ปุ่นที่ไปทดลองในออสเตรเลีย ได้ไข่มุกกลมขาวงดงามสมบูรณ์แบบสวยกว่ามุกธรรมชาติ

และในปี 1917 เขาก็ประสบความสำเร็จในการสร้างไข่มุกที่ผู้เชี่ยวชาญแยกไม่ออกว่าเป็นมุกเลี้ยง จากนั้นเขาจึงลงทุนเปิดร้านอัญมณีและเครื่องประดับโดยใช้ไข่มุกที่เขาเลี้ยงขึ้นมาอย่างโดดเด่นให้เป็นจุดขายกลางย่านกินซ่า และมีชื่อเสียงทั้งในวงสังคมชั้นสูงและวงการวิทยาศาสตร์นับแต่นั้นเป็นต้นมา

 

 

มิกิโมโตะได้รับยกย่องว่าเป็นบิดาของมุกเลี้ยง ซึ่งต่อจากนั้นกลายเป็นอุตสาหกรรมเพิ่มมูลค่าและเปลี่ยนวิถีชีวิตให้กับชาวประมงทั่วโลกตั้งแต่ที่ญี่ปุ่นจรดหมู่เกาะทะเลใต้ รวมถึงในไทย ซึ่งแบรนด์ MIKIMOTO ได้มาขยายการเพาะเลี้ยงหอยมุกในหลายจังหวัด มิกิโมโตะยังได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จากราชวงศ์ญี่ปุ่นในชั้น Grand Cordon of the Sacred Treasure ภายหลังจากประสบความสำเร็จนำไข่มุกและเครื่องประดับแบรนด์ MIKIMOTO ออกแสดงในงานเอ็กซ์โป และงานเวิลด์แฟร์ ระดับนานาชาติ ทั้งที่ปารีส นิวยอร์ค และลอนดอนได้รับความยอมรับนับถือเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นและประวัติศาสตร์โลก

 

 

โทมัส อัลวา เอดิสัน ได้ชมงานมุกของมิกิโมโตะแล้วชื่นชมว่า "เป็นงานที่แทบเป็นไปไม่ได้ในทางชีววิทยา" และทั้งสองก็ได้ส่งจดหมายแลกเปลี่ยนความคิดด้านการประดิษฐ์ต่อมา รวมถึงนักประดิษฐ์คนอื่นๆ ร่วมสมัยอย่าง กูกลิเอลโม มาร์โคนี่ ก็เป็นเพื่อนกับมิกิโมโตะ และเครื่องประดับไข่มุกของ MIKIMOTO ยังถูกใจสตรีหมายเลขหนึ่งของอเมริกาในยุคนั้น อย่าง เอดิธ วิลสัน ทำให้ตลาดเครื่องประดับไข่มุกเติบโตในอเมริกาอย่างรวดเร็ว

ไข่มุก MIKIMOTO กลายเป็นแบรนด์เครื่องประดับชั้นเลิศของญี่ปุ่นที่โลกรู้จัก ไม่ใช่แค่เพราะความงดงามสมบูรณ์แบบของไข่มุก แต่เป็นเพราะความพยายามค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์จนสร้างสิ่งที่ดูเป็นไปไม่ได้ในธรรมชาติให้เป็นไปได้ ด้วยปณิธานของโคคิจิ มิกิโมโตะที่ว่า

“ข้าพเจ้าอยากจะประดับไข่มุกลงบนเรือนคอของเหล่าสตรีทั้งโลก”

 

 

เกาะไข่มุกมิกิโมโตะ ตั้งอยู่ริมทะเลเมืองโทบะ กลางอ่าวอิเสะ เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ไข่มุก และหอที่ระลึกโคคิจิ มิกิโมโตะ ในพิพิธภัณฑ์บอกเล่าเรื่องราวอันน่าหลงใหลของไข่มุก การเพาะเลี้ยง เก็บเกี่ยว และทำเครื่องประดับมุก วิทยาศาสตร์ทางทะเลของหอยมุก โดยมีความเป็นวิทยาศาสตร์ในทุกขั้นตอน เริ่มจากการคัดเลือกสายพันธุ์ของหอยมุกมาผสม การเพาะเลี้ยงให้ได้ขนาด กระบวนการสะกิดเนื้อเยื่อและฝังเมล็ดตัวล่อให้หอยมุกผลิตสารเคลือบไข่มุกโดยมีพนักงานสาธิตเป็นลำดับ การตรวจวัดสภาพน้ำและสุขภาพของหอยมุกผ่านเครื่องมือตรวจจับคลื่นไฟฟ้าที่เรียกว่า 'ภาษาหอย' (Shell-lingual) ทำให้เรารู้ว่าการสร้างสรรค์เครื่องประดับไข่มุกแต่ละชิ้น ต้องส่งผ่านความรู้และใช้วิทยาศาสตร์ วิทยาการระดับก้าวหน้า ประกอบความทุ่มเทของคนจำนวนมากมาย

บนชั้นสองของพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงประวัติของเครื่องประดับไข่มุกสุดอลังการจากทั่วโลก ตั้งแต่ยุคสมัยที่มีเพียงไข่มุกธรรมชาติจนถึงการแสดงประวัติเครื่องประดับไข่มุกเลี้ยงของ MIKIMOTO และงานศิลปะไข่มุกที่เคยนำไปจัดแสดงในงานเวิลด์แฟร์และเอ็กซ์โปในอดีตกว่าร้อยปีของมิกิโมโตะ

นอกจากนี้ ยังมีการแสดงโชว์ดำน้ำงมหอยของอามะซัง สาวงมหอยแห่งอิเสะที่มีการสืบทอดมากว่าพันปี ร้านมุกแบรนด์ MIKIMOTO ที่ราคาย่อมเยาลงกว่าที่กินซ่า รวมถึงมุกมิกิโมโตะแบบวัยรุ่น ของที่ระลึกที่ราคาถูกไม่น่าเชื่อ! และเครื่องสำอางจากหอยมุกด้วย

ค่าเข้าชมเกาะ 1,500 เยน มีร้านอาหารและคาเฟ่มิกิโมโตะ ซึ่งมีชุดอาหารที่ได้แรงบันดาลใจจากไข่มุก ขายที่นี่ที่เดียว

นั่งรถไฟสายท้องถิ่นอิเสะมาลงสถานีโทบะ แล้วต่อรถเมล์ หรือขับรถตามถนนเส้นโทบะเลียบทะเลมาจะเห็นเกาะไข่มุกมิกิโมโตะเป็นสง่าอยู่ริมชายฝั่ง มีที่จอดรถเสียเงินบริการ (500 เยน / 2 ชั่วโมง)

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...