โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ความเครียดไม่ได้กระทบแค่ใจ แต่ทำ “ลำไส้แปรปรวน” ได้ด้วยนะ

Health Addict

อัพเดต 09 ต.ค. 2562 เวลา 04.51 น. • เผยแพร่ 09 ต.ค. 2562 เวลา 04.51 น. • Health Addict
ความเครียด ความทุกข์ ไม่ได้แค่ส่งผลให้เสี่ยงโรคซึมเศร้า แต่ยังก่อให้เกิดโรคลำไส้แปรปรวน โรคฮิตที่พบได้บ่อยในมนุษย์วัยทำงาน

ชีวิตนี้ใครๆ ก็เคยเครียด จริงมั้ย? ความเครียดไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสภาวะทางจิตใจ หรือเป็นสาเหตุที่นำไปสู่โรคซึมเศร้าอย่างที่เราได้ยินกันบ่อยๆ เท่านั้นนะ แต่ความเครียดยังก่อให้เกิด “โรคลำไส้แปรปรวน” ได้อีกด้วย อ่ะ! มนุษย์วัยทำงานคนไหนที่ชอบจมกับความเครียดจนมักนอนหลับไปทั้งๆ ที่คิ้วยังขมวดปมเป็นโบว์อยู่บ่อยๆ ล่ะก็ เราแนะนำว่าควรรีบจัดการกับความเครียดของตัวเองแบบด่วนๆ เลย!

รู้มั้ย? เครียดมากๆ ส่งผลให้ “ลำไส้แปรปรวน” ได้
แม้ว่าจะยังไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัด แต่ Dr. Douglas  A Drossman อดีตผู้อำนวยการร่วมของ the UNC Center หรือศูนย์เฉพาะทางด้านระบบทางเดินอาหาร ได้บอกไว้ว่า “ความเครียดกับโรคลำไส้แปรปรวนนั้น มีความสัมพันธ์กันอย่างมาก” เพราะเวลาที่เรารู้สึกโกรธ ตื่นเต้น เครียด หรือโศกเศร้า จะส่งผลให้ลำไส้ใหญ่เกิดการบีบตัวผิดปกติ ซึ่งก็อาจจะตอบข้อสงสัยได้ว่าทำไมเวลาที่เราเครียดหรือตื่นเต้นมากๆ ถึงมีอาการปวดท้องหรือท้องไส้ปั่นป่วนได้!
ซึ่งก็สอดคล้องกับคำอธิบายของ Kenneth Koch แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินอาหาร ที่บอกว่า…ความเครียดจะส่งผลกระทบต่อระบบย่อยอาหาร คือ ทำให้หลอดอาหารหดเกร็ง, เพิ่มกรดในกระเพาะอาหาร ทำให้คุณรู้สึกคลื่นไส้ หรือมีอาการท้องเสียหรือท้องผูกได้
นิสัยการกินแบบผิดๆ ก็เพิ่มความเสี่ยงโรคนี้ได้เหมือนกันนะ
ไม่เพียงแค่ความเครียดเท่านั้นนะ แต่พฤติกรรมการกินแบบผิดๆ ก็ส่งผลให้เกิดโรคลำไส้แปรปรวนในมนุษย์วัยทำงานอย่างเราได้เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นนิสัยการไม่ชอบทานอาหารเช้า, ทานอาหารไม่ตรงเวลา, ชอบทานเนื้อสัตว์ติดมัน ไม่ชอบทานผักผลไม้, เสพติดชา กาแฟ หรือน้ำอัดลม รวมไปถึงพฤติกรรมไม่ชอบออกกำลังกาย ก็มีผลต่อการทำงานของลำไส้เราได้เหมือนกัน
จัดการกับความเครียดยังไงดี…เรามีคำแนะนำมาบอก!
วิธีที่ 1: ออกกำลังกายเป็นประจำ
วิธีที่ดีที่สุด ก็คือ การออกกำลังกาย เพราะไม่เพียงสารเอ็นโดรฟินที่หลั่งออกมาจะช่วยให้เราคลายเครียดได้แล้ว แต่การออกกำลังกายเป็นประจำยังช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ลดความเสี่ยงโรคต่างๆ ได้ 
มีการตีพิมพ์ในวารสาร Cognitive Behavioural Therapy เกี่ยวกับผลการศึกษาที่ให้ผู้ป่วย PTSD หรือผู้ป่วยทางจิตจากเหตุการณ์รุนแรงจำนวน 33 คน ออกกำลังกายด้วยการเต้นแอโรบิก ซึ่งพบว่ากว่า 89% ของผู้ร่วมทดลอง มีแนวโน้มที่ดีขึ้น
วิธีที่ 2: เลือกทานอาหารที่มีส่วนช่วยลดความเครียด
เคยได้ยินมั้ยว่า…เครียดแล้วต้องกินแก้เครียด! อยากจะบอกว่ามันคือเรื่องจริง เพราะมีการศึกษาพบว่าเวลาที่มีภาวะเครียดเกิดขึ้น ร่างกายจะปล่อยฮอร์โมน อย่าง Cortisol ออกมาจากต่อมหมวกไต ซึ่งเป็นปัจจัยนึงที่เพิ่มความอยากอาหารได้ 
แต่หากเอาแต่กินแก้เครียดแบบไม่เลือก…ก็อาจส่งผลให้เกิดโรคอ้วนได้! การกินแก้เครียดที่เวิร์คนั้นเลยต้องเลือกอาหารที่มีส่วนช่วยลดความเครียดของเราได้จริง เช่น ปลาแซลมอน ที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 ช่วยให้เราอารมณ์ดีขึ้นได้ หรืออัลมอนด์ ที่อุดมด้วยแมกนีเซียมที่เป็นแร่ธาตุที่ช่วยจัดการกับระดับ Cortisol ได้
วิธีที่ 3: เล่นโยคะ
อย่างที่บอกไปว่าการออกกำลังกายช่วยลดความเครียดได้ แต่หากใครไม่ชอบวิ่งหรือไม่ชอบออกกำลังกายหนัก ก็มีผลการศึกษาจากการทดสอบให้ผู้หญิงเข้าคลาสเรียนหัตถะโยคะ ครั้งละ 1 ชั่วโมง สามครั้งต่อสัปดาห์ จำนวน 12 ครั้ง พบว่าโยคะสามารถลดความเครียด ความวิตกกังวล รวมถึงภาวะซึมเศร้าลงได้อย่างมีนัยสำคัญ 
การให้ความสำคัญกับชีวิตการทำงานเป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ก็คือ การบาลานซ์ชีวิต! อย่าลืมจัดการให้หนึ่งวันของคุณมีช่วงเวลาแห่งความสุขบ้าง เพราะความสุขคือแบตเตอรี่ชั้นดีที่ทำให้เรามีพลังในการใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ
 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...