โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วิกฤตและความรุนแรง! ความคับข้องใจทางการเมืองยุทธบทความ สุรชาติ บำรุงสุข

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 26 ส.ค. 2564 เวลา 12.16 น. • เผยแพร่ 26 ส.ค. 2564 เวลา 12.16 น.

ยุทธบทความ

สุรชาติ บำรุงสุข

 

วิกฤตและความรุนแรง!

ความคับข้องใจทางการเมือง

 

“คนที่มีความคับข้องใจ [ทางการเมือง] มีแนวโน้มที่จะก่อความรุนแรง”

Ted Robert Gurr

Why Men Rebel (1970)

 

ผู้นำทหารที่มีอำนาจในรัฐบาลปัจจุบันเข้ามาควบคุมอำนาจรัฐตั้งแต่รัฐประหาร 2557 และใช้การเลือกตั้งในตอนต้นปี 2562 เป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนตนเองจาก “รัฐบาลทหาร” มาเป็น “รัฐบาลทหารแบบเลือกตั้ง”…

การเลือกตั้งจึงเป็นเพียงปัจจัยในการลดทอนแรงกดดันต่อรัฐบาลทหาร ขณะเดียวกันก็เป็นเครื่องมือในการสืบทอดอำนาจ เพื่อให้รัฐบาลใหม่ของผู้นำรัฐประหารไม่ตกเป็นเป้าโจมตีทางการเมืองมากเกินไป

อีกทั้งยังใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของผู้นำรัฐบาลทหารว่ามาจากการเลือกตั้ง หรือเป็นการใช้การเลือกตั้งเป็นหนทางของการสร้างความชอบธรรมทางการเมืองให้แก่ผู้นำรัฐประหารที่ต้องการก้าวสู่การเมืองในยุคหลังเลือกตั้ง

แต่การอยู่ในอำนาจอย่างยาวนาน และไม่มีผลงานเชิงนโยบายเป็นที่ประจักษ์ ย่อมทำให้รัฐบาลไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชน

และยิ่งเมื่อรัฐบาลต้องเผชิญกับ “วิกฤตโรคระบาด” ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2563 จนถึงปัจจุบัน รัฐบาลกลับไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพและขีดความสามารถของระบบ การบริหารจัดการวิกฤตโคคิด-19 ประสบปัญหา และเป็นประเด็นที่ถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก

ผลที่เกิดตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ การที่รัฐบาลต้องเผชิญกับแรงเสียดทานจากประชาชนอย่างหนัก

อันอาจกล่าวได้ว่าไม่มียุคใดสมัยใดที่ผู้คนในสังคมจะส่งเสียงต่อต้านรัฐบาลมากมายเท่านี้ อีกทั้งยังน่ากังวลอย่างมากกับการยกระดับของความรู้สึกที่สะท้อนให้เห็นจากการส่งข้อความของประชาชนในหลายภาคส่วน ที่แสดงออกอย่างชัดเจนถึงความ “เกลียดชัง” และการ “ไม่ไว้ใจ” รัฐบาล

จนเราอาจต้องยอมรับว่า ไม่เคยมีครั้งไหนเลยในการเมืองไทย ที่คนในสังคมเป็นจำนวนมากจะแสดงออกถึงการต่อต้านผู้นำรัฐบาลเช่นในปัจจุบัน

ชีวิตของผู้คนในสังคมไทยที่กำลังถูกทำลายจากวิกฤตโควิดครั้งนี้ เป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การเกิดความ “คับข้องใจ” (frustration) ทางการเมืองอย่างมาก

ฉะนั้น ความคับข้องใจจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างไรในอนาคต และความคับข้องใจเช่นนี้จะนำไปสู่ความรุนแรงทางการเมืองด้วยหรือไม่

 

วิกฤตและการเมือง

ทฤษฎีความรุนแรงทางการเมือง (political violence) ในวิชารัฐศาสตร์ถือว่าการขยายตัวของ “ความเกลียดชัง” ที่ผสมผสานเข้ากับ “ความคับข้องใจ” ทางการเมืองในท่ามกลางวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นในสังคม เป็นสถานการณ์ที่น่ากังวลอย่างมาก

เพราะ “อารมณ์ทางการเมือง” จากความคับข้องใจ คือตัวบ่งชี้ถึงแนวโน้มของการเกิดความรุนแรงทางการเมืองที่ชัดเจนในตัวเอง

กล่าวคือ วิกฤตก่อให้เกิดความคับข้องใจ ซึ่งจะเป็นตัวแปรตรงที่นำไปสู่การเกิดของความรุนแรงทางการเมือง

หรือโดยนัยคือวิกฤตเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความไร้เสถียรภาพทางการเมือง

ข้อสังเกตทางทฤษฎีในอีกด้านหนึ่งคือ ประเด็นในเรื่องของผลกระทบ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าวิกฤตเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเสมอ

และอาจกล่าวเป็นข้อสรุปได้ว่า ไม่มีวิกฤตชุดใดจบลงโดยปราศจากความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เพราะวิกฤตในตัวเองชี้ให้เห็นถึงสภาวะของรัฐบาลที่ไม่สามารถทำหน้าที่ในการปกครองได้ (ungovernability)

และอาจเกิดสภาวะที่ปัญหาใหญ่เกินกว่าที่รัฐบาลจะสามารถแบกรับได้ (governmental overload) จนทำให้การแก้ปัญหาวิกฤตไม่ประสบความสำเร็จ

สภาวะเช่นนี้ทำให้วิกฤตมีความหมายถึง “ความผิดปกติ” (dysfunction) ของระบบ [เช่น ในทางการแพทย์ วิกฤตหมายถึง “ความผิดปกติของอวัยวะในร่างกาย”]

นอกจากนี้ เวลากล่าวถึง “วิกฤต” เราคงต้องทำความเข้าใจว่า วิกฤตที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาขนาดใหญ่ของสังคม ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชีวิตของผู้คนในสังคมโดยรวม

ภาวะเช่นนี้ทำให้วิกฤตดังกล่าวกลายเป็น “วิกฤตการเมือง” (political crisis) ไปด้วย [คำนี้จึงมีความหมายกว้างกว่าคำว่า “วิกฤตรัฐบาล” (government crisis)] วิกฤตด้านหนึ่งสร้างความคับข้องใจในหมู่ประชาชน ยิ่งวิกฤตรุนแรงเท่าใด ก็มีโอกาสกระตุ้นให้เกิดความรุนแรงได้มากเท่านั้น

และในอีกด้านหนึ่งทำให้เกิดข้อเรียกร้องที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเปลี่ยนแปลงผู้นำรัฐบาลและ/หรือผู้นำทางการเมืองเท่านั้น

ซึ่งก็คือการเรียกร้องในระดับที่กว้างขึ้นที่ต้องการเห็นระเบียบการเมืองใหม่หลังจากการยุติของวิกฤต

การแก้ปัญหาวิกฤตจึงมีความหมายถึงการเปลี่ยนนโยบายทางการเมือง เพราะวิกฤตที่เกิดเป็นคำตอบในตัวเองว่า นโยบายเดิมของรัฐบาลประสบความล้มเหลว

หรือในอีกระดับหนึ่งคือ การแก้ไขวิกฤตอาจมีนัยถึงการเปลี่ยนแปลงระเบียบทางการเมืองด้วย

การที่ระเบียบทางการเมืองใหม่ถือกำเนิดขึ้นนั้น เป็นเพราะระบอบการเมืองเก่าไม่สามารถแก้ไขวิกฤตการณ์ที่เกิดในสังคมได้

อีกทั้งวิกฤตดังกล่าวยังเป็นปัจจัยที่พิสูจน์ให้เห็นถึงความไร้ประสิทธิภาพของระบอบเดิม รวมถึงการไร้ความสามารถของผู้นำ/ชนชั้นนำเดิมในระบอบนั้น ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เมื่อวิกฤตจบลง สังคมจึงต้องการเปลี่ยนทั้งระเบียบการเมืองเก่า และกลุ่มผู้นำเก่า/ชนชั้นนำเก่าออกไปพร้อมกัน

จากในเงื่อนไขข้างต้น วิกฤตจึงมีความเกี่ยวพันโดยตรงกับสถานะของชนชั้นนำ

หรืออาจกล่าวได้ในอีกมุมหนึ่งว่า วิกฤตในสังคมคือสัญญาณของ “วิกฤตของชนชั้นนำ” ที่สะท้อนให้เห็นจากความล้มเหลวของระบอบการปกครองเดิม ที่ไม่สามารถทำหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาวิกฤตได้

ความน่ากลัวในทางทฤษฎีคือ วิกฤตเป็นตัวบ่งชี้ให้เห็นถึงความ “อ่อนแอ” ของระบอบเดิมและความ “อ่อนด้อย” ของผู้นำเดิม

ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาตามมา คือ

1) วิกฤตการบริหารจัดการ (ความสามารถของรัฐในการจัดการปัญหาที่เกิดขึ้น)

2) วิกฤตความชอบธรรม (ปัญหาการสนับสนุนของประชาชน)

และ 3) วิกฤตศรัทธา (ปัญหาความเชื่อมั่นต่อผู้นำและระบอบการปกครองเดิม)

ซึ่งการรวมตัวของวิกฤตในสามส่วนนี้ คือการก่อตัวของ “วิกฤตการเมือง” อันเป็นปัจจัยสำคัญที่ท้าทายโดยตรงต่อการดำรงอยู่ของระเบียบเก่าและชนชั้นนำเดิม (หรืออาจเรียกว่าเป็น “วิกฤตของระบบ” การเมือง)

สมมุติฐานในข้างต้นชี้ให้เห็นว่า วิกฤตที่เกิดขึ้นกับระบบการเมือง ซึ่งมีฐานะเป็น “ศูนย์กลางอำนาจรัฐ” จะส่งผลกระทบโดยตรงกับความอยู่รอดของระเบียบการเมืองเดิม รวมถึงชนชั้นนำเดิมอีกด้วย ดังนั้น หากเกิดสภาวะ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ก็จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะ “ความอ่อนล้าของรัฐ”

และผลที่เกิดขึ้นอาจนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองขนาดใหญ่ได้

อีกทั้งในสภาวะเช่นนี้ มักจะมีความรุนแรงในการต่อต้านระบอบเก่าเกิดขึ้นด้วย

การเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์วิกฤตมีความรุนแรงเป็นส่วนประกอบเสมอ

 

วิกฤตการเมืองไทย

ตัวอย่างของวิกฤตขนาดใหญ่ที่ก่อให้เกิดการจัดระเบียบการเมืองใหม่ของสังคมไทย ได้แก่

ปัญหาการเมืองไทยในยุครัฐบาลทหารเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนเสมอ ความขัดแย้งทางการเมืองในระบอบทหารไม่ใช่ปรากฏการณ์พิเศษ แต่เป็นการต่อสู้ที่ดำเนินสืบเนื่องระหว่างอุดมการณ์ “เสรีนิยม vs อนุรักษนิยม” โดยมีพลังเสนานิยมเป็นผู้ชี้ขาด

กองทัพถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการโค่นล้มรัฐบาลที่พวกเขาไม่ต้องการมาตั้งแต่ปี 2490 แต่การปกครองของรัฐบาลทหารก็สร้างวิกฤตในตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตความชอบธรรมของตัวระบอบ วิกฤตขีดความสามารถของระบอบเก่าที่ไม่สามารถจัดการกับปัญหาใหม่

เช่น วิกฤตพลังงานในปี 2516 และเมื่อเกิดการขยายตัวของชนชั้นกลางที่ไม่พอใจรัฐบาลทหารแล้ว ปัญหาต่างๆ ในระบอบทหารก็พร้อมที่จะขยายตัวเป็นวิกฤตได้ไม่ยาก ความไม่พอใจของนักศึกษาประชาชนปะทุเป็นการประท้วงใหญ่

เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 จบลงด้วยการสิ้นสลายของระบอบทหารของจอมพลถนอม ในที่สุด คณะสามทหารของปี 2516 (จอมพลถนอม กิตติขจร-จอมพลประภาส จารุเสถียร-พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร) ต้องเดินทางลี้ภัยออกจากประเทศไทย ชัยชนะครั้งสำคัญของนักศึกษาประชาชนในปีดังกล่าวทำให้เกิดระเบียบการเมืองใหม่ คือเกิดการเปลี่ยนผ่านจากระบอบเผด็จการทหารสู่ระบอบประชาธิปไตย (transition to democracy) และยังเป็นการเริ่มต้นของผู้นำทหารชุดใหม่ อันเป็นการปิดฉาก “คณะทหาร 2490” ที่สืบทอดอำนาจมาตั้งแต่รัฐประหารครั้งนั้น และเป็นการสิ้นสุดอำนาจของผู้นำทหารที่ดำเนินมาตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

เช่นเดียวกันชัยชนะของนักศึกษาประชาชนในเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ทำให้ความพยายามในการจัดตั้งรัฐบาลเพื่อสืบทอดอำนาจจากคณะรัฐประหาร 2534 ต้องยุติลง และนำไปสู่การสิ้นสุดอำนาจทางการเมือง-การทหารของคณะทหาร “รุ่น 5” ที่มี พล.อ.สุจินดา คราประยูร เป็นผู้นำ

อันมีนัยถึงการสิ้นสุด “ยุครุ่น 5” ในการเมืองไทย ซึ่งนายทหารรุ่น 5 เป็นกลุ่มทหารที่มีอำนาจอย่างมากในการเมือง “ยุคหลังยังเติร์ก” เพราะหลังจากความล้มเหลวในการทำรัฐประหารของ “กลุ่มยังเติร์ก” หรือนายทหาร “รุ่น 7” ในปี 2524 แล้ว กลุ่มรุ่น 5 เป็นพลังการเมืองสำคัญของฝ่ายทหาร และการสืบทอดอำนาจจากรัฐประหาร 2534 เพื่อจัดตั้ง “รัฐบาลทหารแบบเลือกตั้ง” ถูกต่อต้านอย่างมากจากสังคมในวงกว้าง จนนำไปสู่การประท้วงใหญ่และนองเลือดในปี 2535

ชัยชนะจากการชุมนุมใหญ่ของนักศึกษาประชาชนนำไปสู่สภาวะของ “การเมืองใหม่หลังปี 2535” หรือเกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยอีกครั้งหนึ่งหลังปี 2516 อีกทั้งยังเกิดผลสืบเนื่องที่นำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 หรือ “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของระเบียบใหม่ในการเมืองไทยร่วมสมัย

 

ภูมิทัศน์ใหม่-ระเบียบใหม่

ดังได้กล่าวแล้วว่า วิกฤตย่อมนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเสมอ

และเรากำลังเห็นถึงภูมิทัศน์การเมืองใหม่ของไทยในปี 2564 ที่เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างชัดเจนจากการต่อสู้เรียกร้องขนาดใหญ่ของประชาชนในภาคส่วนต่างๆ แทบไม่ต่างจากปี 2516 และปี 2535

อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์ให้คำตอบที่ท้าทายอย่างมากว่า วิกฤตใหญ่ในการเมืองไทยมีความรุนแรงเป็นองค์ประกอบสำคัญ และมักจบลงด้วยการสิ้นสุดอำนาจของระบอบทหาร

ฉะนั้น จึงน่าสนใจว่า วิกฤต 2564 จะจบลงเช่นไร และจะส่งผลอย่างไรต่อบทบาทของทหารในอนาคตด้วย?

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...