โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บันทึกทหารไทยในฝรั่งเศส เมื่อ WW2 ปะทุ ฝรั่งเศสแพ้ยับเพราะ "มุ่งหาความสุขสบาย" ?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 09 พ.ย. 2564 เวลา 05.28 น. • เผยแพร่ 08 พ.ย. 2564 เวลา 03.06 น.
(ซ้าย) สถานที่ลงนามการสงบศึกระหว่างเยอรมนีกับฝรั่งเศส (ขวา) ร้อยเอก วิชา ฐิตวัฒน์

ร.อ.วิชา ฐิตวัฒน์ (ยศในขณะนั้น) ทหารไทยที่ได้ไปเรียนยุโรปในช่วงเวลาที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้เขียนบันทึกลงหนังสือ “คนไทยในกองทัพนาซี” ซึ่งเรื่องราวน่าสนใจหลายประการ แม้จะไม่ได้อยู่ในสมรภูมิรบโดยตรง แต่ก็บันทึกให้เห็นสภาพของฝรั่งเศสในช่วงสงครามปะทุได้เป็นอย่างดี

ร.อ.วิชาเป็นทหารที่ได้รับทุนจากรัฐบาลให้ไปศึกษาวิชาสื่อสารที่ประเทศเบลเยียม โดยเดินทางออกจากประเทศไทยเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2482 โดยรถไฟจากกรุงเทพฯ ไปสิงคโปร์ จากนั้นโดยสารเรือฝรั่งเศสชื่อ “เชอนองโซ่” เดินทางไปยังเมืองมาร์กเซยของฝรั่งเศส เมื่อเรือเทียบท่าที่เมืองมาร์กเซยแล้วเดินทางต่อไปยังกรุงปารีสด้วยรถไฟ ท่องเที่ยวในปารีสไม่นานจึงเดินทางไปยังกรุงบรัสเซล ประเทศเบลเยียม โดยได้ไปพำนักที่บ้านของบารอนเนสคนหนึ่ง

ร.อ.วิชา เรียนที่โรงเรียน “Michot Mongenast” หลังจากอยู่ในเบลเยียมไม่นานราว 1 เดือน สงครามระหว่างเยอรมนีกับโปแลนด์ก็อุบัติขึ้น แต่ขณะนั้นเบลเยียมยังคงรักษาความเป็นกลาง ร.อ.วิชา บันทึกว่า เวลานั้นยังไม่มีสิ่งใดต้องเป็นกังวล จนกระทั่งเยอรมนีบุกนอร์เวย์ เบลเยียมจึงระดมพลครั้งใหญ่ เริ่มเตรียมการรับมือสงครามอย่างเต็มกำลัง โดยได้ปรับปรุงคลองอัลเบิร์ต (Albert Canal) และป้อมเอเบน-เอเมล (Eben Emael) ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการป้องกันการโจมตีของทหารเยอรมนี โดยจะปล่อยน้ำให้ท่วมคลองเพื่อยับยั้งการรุกคืบของเยอรมนี โดยกลยุทธ์นี้ทำสำเร็จมาแล้วในสงครามโลกครั้งที่ 1

หลังจากเยอรมนีเผด็จศึกในโปแลนด์เรียบร้อยแล้ว จึงหันความสนใจมาทางแนวรบด้านอื่น ๆ โดยเยอรมนีส่งกำลังทหารเข้ายึดนอร์เวย์และยึดเดนมาร์ก โดยที่เดนมาร์กแทบจะเปิดประตูให้เยอรมนีเข้ายึดครองโดยไม่มีการต่อต้านใด ๆ

กระทั่งรุ่งอรุณของวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2483 เยอรมนีเปิดฉากโจมตีกลุ่มประเทศต่ำ (เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม ลักเซมเบิร์ก) โดยเครื่องบินเยอรมนีบุกถล่มเบลเยียม ร.อ.วิชาบันทึกว่า แม้รัฐบาลเบลเยียมจะประกาศเป็นกลาง แต่ประชาชนโดยเฉพาะพวกนักศึกษามีใจเอนเอียงไปทางฝ่ายสัมพันธมิตรมานานแล้ว ชาวเบลเยียมเกลียดชังชาวเยอรมันเป็นทุนเดิมเมื่อครั้งสงครามโลกครั้งก่อน และเมื่อฝรั่งเศสประกาศสงครามกับเยอรมนีแล้ว ชาวเบลเยียมก็ดีใจและเข้าข้างฝรั่งเศสในทันที

สถานการณ์ดูไม่น่าไว้วางใจ วันรุ่งขึ้น ร.อ.วิชาได้รับโทรเลขให้ย้ายไปอาศัยที่กรุงปารีส ซึ่งต้องเดินทางไปอย่างทุลักทุเล เพราะประชาชนต่างก็หวาดกลัวภัยสงครามและเริ่มลี้ภัยกันแล้ว ร.อ.วิชาบันทึกเชิงตลกขบขันว่า ขามาโดยสารด้วยรถไฟชั้น 1 อย่างดี แต่ขากลับต้องโดยสารถไฟชั้น 4 ต้องนั่งกับพื้น ไม่เท่านั้นยังเป็นพื้นหน้าห้องน้ำอีกด้วย

ร.อ.วิชา บันทึกว่า“ส่วนในด้านการรบเล่า ไม่เคยปรากฏข่าวดีสำหรับชาวฝรั่งเศสในคำแถลงการณ์ของรัฐบาลเลย ตลอดฤดูหนาวที่ผ่านมา ฝรั่งเศสกับเยอรมันต่างยันกันอยู่ โดยไม่มีฝ่ายใดเข้าตี การที่เยอรมันตรึงกำลังฝรั่งเศสไว้ก็เพราะเตรียมกำลังไว้ใช้ในด้านอื่น ส่วนฝรั่งเศสที่นั่งเฉย ๆ ก็เพราะหาได้พร้อมที่จะรบไม่ ทั้งในตอนต้นสงคราม ทหารฝรั่งเศสก็ไม่มีจิตใจที่จะรบ เพราะไม่เห็นความจำเป็นว่าจะต้องมาตากแดดกรำฝนทนความหนาวหาวิมานอะไร ในเมื่อพลเมืองส่วนมากคอยแต่เสวยสุขอยู่เบื้องหลัง ที่เป็นนิสัยของฝรั่งเศสในศตวรรษนี้ ส่วนมากกลายเป็นนักปรัชญากันไปหมด ยิ่งหลังจากชนะเยอรมันในมหาสงครามโลกครั้งที่ 1 ฝรั่งเศสยิ่งนอนใจ ส่วนมากไม่คำนึงถึงอะไรทั้งสิ้น สำนวนที่ใช้กันจนชินก็คือ ‘Je ménfiche’ แปลว่า ‘ช่างหัวมัน’ แล้วต่างก็มุ่งหาความสุขสบายในทางโลกีย์ ไม่ต่างกับสมัยจักรวรรดิโรมันในยามเสื่อมเท่าใดนัก

นอกจากนี้ชาวฝรั่งเศสทั้งชาติยังถูกรัฐสภาต้มเสียสุกโดยโฆษณาว่า ฝรั่งเศสอยู่ในฐานะปลอดภัยยิ่ง ถูกวาทศิลป์ของผู้นำโฆษณาให้ลงทุนสร้างแนวมาจีโนต์อันมหึมาเพื่อจะได้นอนตาหลับ นอกจากนายพลเดอโกลของฝรั่งเศสแล้ว ไม่มีใครสนใจในแง่ของเทคนิคใหม่ ๆ ซึ่งอาจจะแปรรูปยุทธวิธีในสงครามอนาคต แต่แล้วก็ยังกล้าตะโกนกึกก้องในวันสวนสนาม เมื่อวันชาติก่อนสงครามเกิดเพียง 1 ปีว่า ‘La France est plus forte que jamais’ แปลว่า ‘ฝรั่งเศสกําลังเข้มแข็งยิ่งกว่ากาลใด ๆ’ “

ร.อ.วิชายังอธิบายถึงความสำราญของชาวฝรั่งเศสในช่วงสงครามว่า “พอมีศึกเยอรมันก็ประกาศห้ามเต้นรำตามสาธารณสถานโดยสิ้นเชิง เพื่อไม่ให้ทหารในแนวรบท้อใจว่า ชาวเมืองเอาแต่ความสุข ส่วนฝรั่งเศสยังเต้นรำกันสนุกสนานจนปารีสแตก หรืออีก 3 วันจะแพ้ จึงหยุดเต้นรำ”

เนเธอร์แลนด์พยายามต้านเยอรมนีด้วยการเปิดทำนบให้น้ำท่วม แต่เยอรมนีใช้ทหารพลร่มลงในแนวหลัง ยึดสถานที่สำคัญทั้งสนามบินและท่าเรือ สู้รบกันได้เพียง 4 วันเท่านั้น เนเธอร์แลนด์จึงยอมพ่ายแพ้

ในการรบที่เบลเยียม ที่คลองอัลเบิร์ตและป้อมเอเบน-เอเมล ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของเบลเยียมที่ใช้ป้องกันการโจมตีของทหารเยอรมนี จุดนี้อยู่บริเวณพรมแดนติดกับเยอรมนี หากพ่ายแพ้ หนทางก็จะเปิดโล่งสู่กรุงบรัสเซลและพื้นที่อื่น ๆ ง่ายมากขึ้น

ร.อ.วิชา อธิบายว่า ในตอนค่ำ เยอรมนีส่งทหารพลร่มลงบริเวณจุดสำคัญ ๆ เมื่อถึงเวลาเช้าจึงเริ่มทำการโจมตี ทหารเยอรมันเข้าขัดขวางการทำลายสะพานของเบลเยียมที่เหลืออยู่เพียงแห่งเดียว จากนั้นจึงส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดโจมตีป้อมอย่างหนัก จากนั้นทหารเยอรมันก็เข้าปิดล้อมป้อม ทหารพลร่มก็ตามมาอีกเป็นระลอกที่ 2 แล้วร่วมกันโจมตีฝ่ายเบลเยียมอย่างหนักจนทำลายยุทโธปกรณ์ของทหารเบลเยียมไปได้อย่างมาก ทำให้อำนาจการป้องกันของเบลเยียมเริ่มลดลง จนกระทั่งยอมแพ้ในที่สุด

ทหารเบลเยียมจึงล่าถอยออกจากแนวคลองอัลเบิร์ต ทว่าการการโจมตีหลักของทหารเยอรมนีไม่ใช่แนวคลองอัลเบิร์ตและป้อมเอเบน-เอเมล แต่อยู่ที่ด้านป่าอาร์เดน ถัดลงมาทางตอนใต้ของเบลเยียม ซึ่งฝ่ายสัมพันธมิตรไม่คาดคิดว่าการบุกโจมตีหลักจะมาจากป่าแห่งนี้ เนื่องจากภูมิประเทศเต็มไปด้วยป่าทึบ จึงวางกำลังทหารไว้ป้องกันไม่มาก แต่เยอรมนีใช้รถถัง Panzer เป็นหัวหอกในบุกตะลุยโจมตีอย่างรวดเร็ว เป็นการเปิดทางให้ทหารบกและกำลังเสริมผ่านทางป่านี้ได้อย่างสะดวก ดังนั้นจึงแทบจะไร้การต่อต้านจากฝ่ายสัมพันธมิตร

ถึงตอนนี้ ร.อ.วิชา กล่าวว่า “บรรดาคนไทยในปารีสชักหนาว ๆ ร้อน ๆ” จับกลุ่มพูดคุยเรื่องสงครามกันอย่างใจจดใจจ่อ บางคนก็เริ่มเดินทางกลับประเทศหรือหาลู่ทางไปยังประเทศอื่นบ้างแล้ว จากนั้นได้รับแจ้งจากสถานทูตไทยที่ติดต่อกับรัฐบาลฝรั่งเศสว่า เห็นควรจะให้ ร.อ.วิชาและพรรคพวก ไปพักที่เมืองปัวตีเย (Poitiers) อยู่ทางตอนกลางค่อนไปทางตะวันตกของฝรั่งเศส

กระทั่งกองทัพเยอรมนีทะลวงป่าอาร์เดนมาได้ และในยุทธการที่เซอด็อง (Sedan) ฝ่ายสัมพันธมิตรเสียหายอย่างหนัก ขณะที่ทหารเยอรมนีสามารถยึดสะพานข้ามแม่น้ำเมิซได้ ซึ่งนั่นทำให้การสงครามเปลี่ยนแปลงให้เยอรมนีได้เปรียบมากขึ้นและสามารถรุกคืบไปได้อย่างรวดเร็ว ร.อ.วิชา นิยามถึงแนวมาจีโนต์ที่ฝรั่งเศสมั่นอกมั่นใจว่า “…เงินทองและเวลาที่ชาติฝรั่งเศสทุ่มเทเพื่อสร้างให้เป็นรั้วของประเทศก็ไม่ได้ผลตอบแทนเลย ในที่สุดมาจีโนต์ก็มีค่าเท่ากับกำแพงเมืองจีน…”

แนวมาจีโนต์ (The Majinot Line) นี้คือแนวป้องกันของฝรั่งเศสในส่วนที่ติดต่อกับดินแดนเยอรมนีมาถึงทางตอนใต้ของเบลเยียม แต่แนวสำคัญจะอยู่ด้านตะวันออก บริเวณแม่น้ำไรน์ ซึ่งมีป้อมปราการใต้ดินขนาดใหญ่ 22 แห่งและป้อมปราการขนาดเล็กอีก 36 แห่ง รวมถึงแนวป้องกันอื่น ๆ เช่น เครื่องขัดขวางรถถัง กับดักระเบิด ฯลฯ ฝรั่งเศสมุ่งมั่นว่า แนวมาจีโนต์จะช่วยต้านทานการรุกคืบของเยอรมนีได้นานพอที่จะให้ฝรั่งเศสรวมกำลังพลสำเร็จ ทว่านั่นเป็นแนวคิดก่อนสงครามจะเกิด อย่างไรก็ตาม ในช่วงต้นสงคราม เยอรมนีทุ่มกำลังบุกแนวมาจีโนต์เพื่อหลอกล่อให้ฝ่ายสัมพันธมิตรตายใจ แต่กำลังสำคัญที่ใช้ทะลวงก็คือกองทหารในป่าอาร์เดนนั่นเอง

ยุทธการที่เซอด็องทำให้เกิดความระส่ำระสายต่อฝ่ายสัมพันธมิตร กองทัพเยอรมนีใช้เซอด็องเป็นช่องทางสำคัญในการเคลื่อนทัพขนาดใหญ่เข้าสู่ฝรั่งเศสและตลบหลังกองทัพพันธมิตรในเบลเยียม กองทัพเบลเยียมโดยพระเจ้าเลโอโปลจึงสั่งให้ทหารวางอาวุธและเจรจาสงบศึก เรื่องนี้ทำให้ฝรั่งเศสแค้นเคืองเบลเยียมไม่น้อย เพราะตนก็ช่วยเหลือเบลเยียมในฐานะฝ่ายสัมพันธมิตรด้วยกัน แต่เมื่อเบลเยียมยอมแพ้เช่นนี้ยิ่งทำให้ฝรั่งเศสทรุดหนักขึ้นไปอีก

เมื่อเยอรมนีทะลวงเข้ามาในฝรั่งเศสได้ก็ตีโอบกลับขึ้นไปทางเหนือ ถึงตรงนี้ทหารฝ่ายสัมพันธมิตรก็ถูกล้อมไว้หมดทุกด้าน ก่อนจะถูกบีบจนมุมที่ดันเคิร์ก ร.อ.วิชา อธิบายว่า เยอรมนีผสานการรบจากกองทัพบกและกองทัพอากาศอย่างดี คือให้เครื่องบินทิ้งระเบิดถล่มเปิดทางให้รถถังและทหารบก โดยการทิ้งระเบิดแต่ละครั้งก็มักติดไซเรนที่หางลูกระเบิด เมื่อระเบิดถูกปล่อยลงมาก็มีเสียงครวญครางทำการข่มขวัญศัตรู จากนั้นจึงตามด้วยเสียงระเบิดดังสนั่น ทหารเยอรมนีและแผนการรบนี้ได้รับการฝึกซ้อมมาเป็นอย่างดี ประกอบกับอาวุธที่แข็งแกร่งก็ยิ่งทำให้กองทัพเยอรมนีเอาชนะฝ่ายพันธมิตรได้รวดเร็ว

ร.อ.วิชาบันทึกว่า “รอบ ๆ เมืองปัวติเอ้และเมืองอื่น ๆ แทบทั้งสิ้นของฝรั่งเศสจะหาปตอ. สักกระบอกก็ไม่ได้ นี่แหละผลของการไม่เตรียมตัวไว้แต่ยามสงบ เมื่อเยอรมันเข้ายึดปารีสได้ ขวัญของชาวฝรั่งเศสก็นับว่าไม่เหลือหรอแล้ว ยึดปารีสได้ก็เหมือนยึดฝรั่งเศสได้…”

“จอมพลเปแตง เสือเก่าครั้งมหาสงครามครั้งที่ 1 ตระหนักว่าหากขืนสู้ต่อไปก็จะถึงแก่หายนะทั้งประเทศ จึงเจรจาขอสงบศึกกับเยอรมัน แบ่งประเทศฝรั่งเศสให้อยู่ในความยึดครองของเยอรมันส่วนหนึ่ง รัฐบาลฝรั่งเศสเองไปตั้งที่วิชีในเขตอิสระ เนื่องจากฮิตเลอร์ต้องการล้างแค้นที่ปราชัยในสงครามครั้งก่อน จึงให้มีการเซ็นสัญญาสงบศึกกันที่ป่ากองเปียน (Compiegne) ในรถบรรทุกคนโดยสาร ซึ่งเป็นที่เยอรมันเคยเซ็นสัญญาขอสงบศึกต่อสัมพันธมิตรคราวมหาสงครามครั้งแรก เสร็จแล้วฮิตเลอร์จึงสั่งให้ลากรถคันที่เซ็นสัญญานั้นไปไว้ให้ประชาชนชาวเยอรมันดูที่สวนสัตว์กลางเมืองเบอรดิน”

ต่อมาเมื่อเหตุการณ์เริ่มสงบ รัฐบาลไทยจึงมีคำสั่งต่อนักเรียนไทยในฝรั่งเศสแตกต่างกันไป บ้างกลับเมืองไทย บ้างไปเรียนต่อที่อเมริกา แคนาดา สวิสเซอร์แลนด์ อิตาลี หรือเยอรมนี ซึ่ง ร.อ.วิชาได้ไปเรียนต่อที่เยอรมนี

เรื่องราวของ ร.อ.วิชาที่ได้ร่ำเรียนวิชาทหารในยุคนาซีจะเป็นอย่างไรต่อนั้น ติดตามในตอนต่อ ๆ ไป

 

อ้างอิง :

หนังสือ คนไทยในกองทัพนาซี เขียนโดย ร.อ.วิชา ฐิตวัฒน์ พิมพ์ครั้งที่ 3

https://www.britannica.com/event/World-War-II/The-invasion-of-the-Low-Countries-and-France

https://www.history.com/topics/world-war-ii/maginot-line

เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 14 กุมภาพันธ์ 2563

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...