โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ใช่สิ ฉันมันเลว: ศัพท์ยากและศัพท์พิสดารที่ใช้เรียกคนไม่น่าคบหา

The Momentum

อัพเดต 22 มี.ค. 2564 เวลา 07.15 น. • เผยแพร่ 21 มี.ค. 2564 เวลา 02.34 น. • อธิพงษ์ อมรวงศ์ปีติ

ด้วยความที่ภาษาอังกฤษขึ้นชื่อเป็นภาษาที่มีจำนวนคำมากที่สุดภาษาหนึ่งในโลก แน่นอนว่าเราคงหมุนเวียนทุกคำมาใช้ในชีวิตประจำวันอย่างเท่าเทียมกันไม่ได้เหมือนในภาษาไทยที่เราก็ไม่พูดคำว่าเครื่องราชกกุธภัณฑ์ทุกวัน

จึงไม่แปลกที่จะมีคำบางคำที่ไม่ค่อยมีคนหยิบมาใช้ ถูกทิ้งในมุมมืดของภาษาให้ฝุ่นเกาะ อาจจะเพราะเป็นคำยากที่พูดไปแล้วคนฟังเกาหัวแกรกๆ กันหมด (เช่น การเรียกวันที่ไม่ดีว่าทินศูนย์) หรืออาจจะเป็นคำที่เสื่อมความนิยมจนไม่มีใครใช้แล้ว (เช่น การเรียกส้วมว่าเวจ) แบบที่เราได้เคยนำเสนอไปแล้วบ้าง

ในสัปดาห์นี้ เราจะไปสำรวจคำศัพท์ยากและศัพท์พิสดารในภาษาอังกฤษกันอีกครั้ง แต่เน้นไปที่คำแซ่บๆ ที่นำมาใช้เรียกคนที่ไม่น่าคบค้าสมาคมด้วย

Quidnunc: คนชอบแส่เรื่องชาวบ้าน

หนูๆ ป้าถามหน่อย

ตอนนี้หนูทำงานอยู่บริษัทไหน

ได้เงินเดือนเท่าไหร่เหรอ

แล้วมีแฟนหรือยัง

แฟนหล่อไหม

แล้วแฟนเงินเดือนเท่าไหร่เหรอ

คำนี้มาจากวลีภาษาละติน Quid nunc? แปลว่า What now? ทำนองว่า ไหน มีอะไรเกิดขึ้นอีก ซึ่งน่าจะเป็นประโยคติดปากที่คนที่ชอบเมาท์เรื่องชาวบ้าน

Scambler: คนที่โผล่มากินข้าวฟรีโดยไม่ได้รับเชิญ

ทุกคนต้องมีเพื่อนแบบนี้

ร้อยวันพันปีไม่เคยได้พบหน้า

โผล่หัวมาเฉพาะเวลาที่เขากินข้าวกัน

เพราะหวังได้กินข้าวฟรี

Barmecide: คนที่ให้สัญญาหรูหราแต่น่าผิดหวังเพราะเป็นเรื่องลวง

ตอนเลือกตั้งประกาศนโยบายไว้เสียสวยหรู

ค่าแรงขั้นต่ำ 400-450 บาท

ยกเว้นภาษีพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ 2 ปี

ลดภาษีบุคคลธรรมดา 10 เปอร์เซ็นต์

พอได้รับเลือกตั้งจริง

บอกว่าเป็นเพียงนโยบายที่ใช้หาเสียง

คำนี้มาจากเรื่อง The Story of the Barber’s Sixth Brotherใน The Arabian Night หรือ 1,001 ราตรีเรื่องมีอยู่ว่า ในแบกแดดสมัยก่อนมีตระกูลผู้ครองเมืองนามว่า Barmeki (บางเวอร์ชั่นก็เขียนเป็น Barmecide) วันหนึ่งมีชายขอทานหิวโซเข้ามาขออาหารกับเจ้าชายตระกูลนี้ เจ้าชายจึงเรียกเข้ามาในวังและสัญญาว่าจะจัดข้าวให้กิน ปรากฏว่าพอถึงเวลาจริง เจ้าชายกลับใจมารกลั่นแกล้งชายขอทาน เสิร์ฟให้แต่จานเปล่า ไม่มีข้าวแม้แต่เม็ดเดียว ส่วนตัวเองก็ทำทีเป็นกินอาหารในจินตนาการนั้นอย่างเอร็ดอร่อย 

ด้วยเหตุนี้ ชื่อของ Barmecide จึงถูกนำมาใช้เรียกคนที่ให้สัญญากับคนอื่นว่าจะให้โน่นให้นี่ แต่ถึงเวลาจริงก็ไม่ได้ให้อะไร นอกจากนั้น ยังทำให้เกิดสำนวน Barmecidal feast หมายถึง อะไรที่ดูหรูหราแต่น่าผิดหวังเพราะเป็นเรื่องลวง จับต้องไม่ได้

Mawworm: คนมือถือสากปากถือศีล

แสดงตัวเป็นคนใจบุญสุนทาน

โพสต์ภาพเดินจงกรมนั่งวิปัสสนา

ปล่อยปลาปล่อยนกรักสิ่งมีชีวิตทุกชนิด

แต่พอเห็นภาพผู้ชุมนุมโดนเจ้าหน้าที่แทงเข่าใส่

กดหัวเราะสะใจในความเจ็บปวดของเพื่อนมนุษย์

Sycophant: คนขี้ประจบสอพลอ

นายท่านคือที่สุดของที่สุด

หล่อกว่าณเดชน์ พัก ซอ-จุน และคริส เฮมสวอร์ธรวมกัน

ฉลาดกว่าไอน์สไตน์

ปราดเปรื่องกว่าขงจื๊อ

เก่งกีฬากว่าราฟาเอล นาดาล

วาดภาพเก่งกว่าเลโอนาร์โด ดา วินชี

ใจบุญสุนทานยิ่งกว่าแม่ชีเทเรซา

คำนี้จริงๆ มาจากคำว่า sykophantes ในภาษากรีกโบราณ หมายถึง ผู้ที่ว่าร้ายคนอื่น แต่ตัวคำจริงๆ แล้วหมายถึงคนโชว์ลูกมะเดื่อ (มาจาก sykon ที่แปลว่ามะเดื่อ รวมกับกริยา phainein ที่แปลว่าแสดง) ส่วนที่มะเดื่อมาเกี่ยวกับการว่าร้ายคนอื่นได้มีอยู่สองทฤษฎี บ้างก็บอกว่าเป็นในสมัยกรีกโบราณ พ่อค้าแม่ค้าหลายคนลักลอบนำมะเดื่อมาขายที่ตลาดโดยไม่ได้สำแดงกับเจ้าหน้าที่เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียภาษี ก็จะมีคนจำพวกหนึ่งไปฟ้องเจ้าหน้าที่ให้รู้ว่าพ่อค้าแม่ค้าเหล่านี้นำมะเดื่อมาขาย 

คำที่ใช้เรียกคนชี้เป้าลูกมะเดื่อเหล่านี้จึงถูกเอามาใช้ในความหมายว่า คนที่ว่าร้ายคนอื่น แต่อีกสายหนึ่งบอกว่าคำนี้ไม่ได้เกี่ยวกับลูกมะเดื่อจริงๆ เพราะมะเดื่อในที่นี้หมายถึงการใช้มือทำท่าหยาบคายเพื่อด่าคนอื่น (คล้ายๆ ชูนิ้วกลางให้คนอื่นในปัจจุบัน) โดยการกำหมัดแล้วสอดนิ้วโป้งระหว่างนิ้วชี้และนิ้วกลาง อย่างไรก็ตาม พอคำนี้เข้ามาในภาษาอังกฤษ ความหมายก็เปลี่ยนไปจากผู้ที่ว่าร้ายคนอื่นมาเป็นคนขี้ประจบสอพลออย่างที่ใช้ในปัจจุบันนั่นเอง

Fabulist: คนชอบปั้นเรื่อง

อดีตผู้จัดการดารา

ปั้นเรื่องเป็นตุเป็นตะอย่างกับนิทาน

กล่าวหาว่าที่เจ้าบ่าวของอดีตดาราที่ตนดูแล

ว่าแอบซ่อนผู้หญิงไว้อีกคน

ทั้งยังไปเอารูปคนไม่รู้อิโหน่อิเหน่จากในอินเทอร์เน็ต

มาเล่าเสริมเติมแต่งให้ดูน่าเชื่อถือ

แต่งเรื่องเก่งขนาดนี้ ไปเขียนนิยายเถอะจ้ะ

คำนี้รากเดียวกับ fable ที่แปลว่าเรื่องเล่า จะใช้ในความหมายว่าคนที่ประพันธ์หรือเล่านิทานก็ได้ แต่เนื่องจากเรื่องแต่งประเภทนี้ไม่ใช่เรื่องจริง คำว่า fabulist จึงนำมาใช้หมายถึง คนที่ชอบปั้นเรื่องต่างๆ ได้ด้วย

Solipsist: คนที่เห็นแก่ตัวสุดขั้ว

สิ่งเดียวฉันรับรู้ได้ว่ามีอยู่จริงในจักรวาลก็คือตัวฉัน

ดังนั้นฉันไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงความต้องการหรือความเดือดร้อนของคนอื่น

ไม่ว่าจะชาวบ้านบางกลอย

คนอื่นถือว่าไม่มีตัวตน

ชาวบ้านบางกลอยจะกลับบ้านไม่ได้ก็ช่าง

ผู้ถูกจับกุมในคดีม.112 จะโดนขังแดนเดียวกับนักโทษประหาร

ทั้งที่ยังไม่ได้ไต่สวนก็ช่าง

ใครจะตายก็ช่างมัน

ให้ฉันสบายเป็นใช้ได้

คำนี้มาจากชื่อแนวคิดทางปรัชญาที่เรียกว่า solipsism ซึ่งเชื่อว่าเรารับรู้ได้แต่ตัวตนของเรา ดังนั้น จึงมีแต่เพียงตัวเราเท่านั้นที่มีอยู่จริง ประกอบขึ้นจากคำละตินว่า solus ที่แปลว่า โดดเดี่ยว และ ipse แปลว่า ตัวตน เดิมทีคำนี้ใช้แต่ในเชิงปรัชญาเท่านั้น แต่ภายหลังเริ่มนำมาใช้หมายถึงภาวะเห็นแก่ตัวชนิดที่ไม่เห็นหัวคนอื่น สนใจแต่ความต้องการของตน

Supercilian: คนที่ชอบดูแคลนผู้อื่น

หัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลที่ชื่นชอบนาฬิกาเป็นชีวิตจิตใจ

ดูแคลนผู้สื่อข่าวว่ามีคุณสมบัติสู้คนในพรรคตนที่ถูกถามถึงอยู่ไม่ได้

จึงโพล่งถามผู้สื่อข่าวไปว่าจบมาจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งใช่ไหม

มองคนไม่เท่ากัน เหยียดยันการศึกษา

คำนี้เป็นคำโบราณที่ปัจจุบันไม่ใช้แล้ว ทุกวันนี้ใช้แต่คำว่า supercilious เป็นคุณศัพท์หมายถึงดูถูกดูแคลนผู้อื่น คิดว่าตนเองสูงส่งกว่า มีที่มาจากคำว่า supercilium ในภาษาละติน แปลว่าคิ้ว ส่วนที่คิ้วมาเกี่ยวกับการดูแคลนคนอื่นได้ก็เพราะการเลิกคิ้วก็เป็นกริยาอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าเรารู้สึกสูงส่งกว่าคนอีกคนนั่นเอง

Snollygoster: คนกลับกลอกไร้หลักการ

ให้คำสัญญาไว้เป็นเหมาะเป็นมั่น

ว่าพรรคตนจะผลักดันการแก้รัฐธรรมนูญ

ตามประสงค์ของประชาชน

พอถึงเวลาลงมติจริง

กลับวอล์กเอาต์ยกพรรคไม่ยอมลงคะแนน

คำนี้ปกติมักใช้กับนักการเมือง

 

 

บรรณานุกรม

http://oed.com/

American Heritage Dictionary of the English Language

Bowler, Peter. The Superior Person’s Little Book of Words. Hawthorn Press: Perth, 1987.

Bowler, Peter. The Superior Person’s Second Book of Weird & Wondrous Words. David R. Godine Publisher: New Hampshire, 1992.

Bramwell, David. The Mellifluous Book of Hard Words. Page One: Singapore, 2008.

Byrne, Josefa Heifetz. Mrs. Byrne’s Dictionary of Unusual, Obscure, and Preposterous Words. Twelfth Printing: New Jersey, 1974.

Elster, Charles Harrington. There’s a Word for it: A Grandiloquent Guide to Life. Pocket Books: New York, 2005.

Forsyth, Mark. The Horologicon: A Day’s Jaunt Through the Lost Words of the English Language. Icon Books: London, 2012.

Gates, Michael. The Word I’m Thinking of: A Devilish Dictionary of Difficult Words. Zabriskie Street Press, 2013.

Gillard, Joe. The Little Books of Lost Words. Ten Speed Press: New York, 2019.

Kacirk, Jeff. The Best of Forgotten English: Vanishing Vocabulary and Folklore. Sellers Publishing: South Portland, 2016.

Nurnberg, Maxwell. I Always Look up the Word “Egregious.”Barnes & Noble Books: New York, 1981.

Piercy, Joseph. A Word a Day: 365 Words to Augment Your Vocabulary. Michael O’ Mara Books: London, 2019.

Poole, Steven. A Word for Every Day of the Year. Quercus: London, 2019.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...