โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

20 ปี "บัตรทอง" อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 05 เม.ย. 2564 เวลา 14.15 น. • เผยแพร่ 05 เม.ย. 2564 เวลา 12.53 น.

รุ่งนภา พิมมะศรี : เรื่อง

จากนโยบายที่พรรคไทยรักไทยชูในการหาเสียงเลือกตั้งปี 2544 มาถึงวันนี้ “30 บาทรักษาทุกโรค” หรือ “บัตรทอง” หรือ “ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” หรือ “ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” เดินทางมาครบ 20 ปีแล้ว และเป็น 20 ปีที่คุณภาพชีวิตคนไทยในด้านการเข้าถึงบริการสาธารณสุขดีขึ้นกว่าในอดีตหลายเท่า

กว่าจะได้เริ่มนับ 1 เมื่อปี 2544 แนวคิดหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าผ่าน “ความไม่น่าจะเป็นไปได้” มาได้ และเมื่อเกิดขึ้นมาแล้วก็ยังเจออุปสรรคขวากหนามมารายทาง แต่ก็ยังคงอยู่รอดมาจนถึงปัจจุบัน และพัฒนายกระดับขึ้นมาตลอดทางเช่นกัน

เส้นทาง 20 ปีของโครงการอันเป็นที่รักและหวงแหนของประชาชนผ่านอะไรมาบ้าง “ดีไลฟ์-ประชาชาติธุรกิจ” ได้สรุปเนื้อหาสาระบางส่วนในหนังสือ “ระหว่างบรรทัด” หนังสือบันทึกประวัติศาสตร์มหากาพย์บัตรทอง ที่บันทึกความเป็นมากำเนิดระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าแบบลงลึก โดยข้อมูลจากผู้ที่เป็นคณะทำงานจริง ร้อยเรียงตัวอักษรบรรจุเอาไว้ในหนังสือความยาว 264 หน้า พร้อมกับสรุปความจากเสวนาในงานเปิดตัวหนังสือเล่มนี้ ซึ่งมองไปในอนาคตว่าระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติของเรา (ควร) จะเดินหน้าต่อไปอย่างไร

อดีต.1 : ความฝันและความพยายามของหมอสงวน

ก่อนที่ประเทศไทยจะมีระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ “30 บาทรักษาทุกโรค” เกิดขึ้นในปี 2544 คนไทยต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเอง แต่เนื่องจากคนส่วนใหญ่ในประเทศเรานั้นฐานะยากจน คนจำนวนมากจึงไม่สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาล หรือแม้แต่เดินทางไปโรงพยาบาลได้

ในปี 2518 สมัยรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช มีการจัดตั้งโครงการสงเคราะห์ประชาชนผู้มีรายได้น้อย (บัตร สปน.) ให้สิทธิรักษาพยาบาลฟรีแก่ผู้มีรายได้น้อย ซึ่งถือเป็นคุณูปการต่อผู้ยากไร้ แต่ในขณะเดียวกันก็ซ้ำเติมและลดทอนศักดิ์ศรีของผู้มีรายได้น้อยที่ถือบัตร สปน. ที่ถูกมองเป็นพลเมืองชั้นสอง ถูกตราหน้าว่าเป็นคนไร้ความสามารถที่เอาแต่รอความช่วยเหลือ ถูกมองว่าเป็นภาระ ถูกเลือกปฏิบัติในการให้บริการ ฝั่งโรงพยาบาลเมื่อสงเคราะห์ผู้ป่วยมากขึ้น งบประมาณที่ได้รับจัดสรรมาก็ร่อยหรอลงไป

ภาพชวนเศร้าสลดใจนี้เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นเมื่อมีการปฏิรูประบบสาธารณสุขครั้งใหญ่ เกิด “ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า”

ผู้มีคุณูปการใหญ่หลวงที่ให้กำเนิดระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งต่อมาถูกยกให้เป็น “บิดาแห่งระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” คือ นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ คุณหมอนักกิจกรรมรุ่น “6 ตุลา” ที่เชื่อมั่นอย่างแรงกล้าที่จะสร้างความเสมอภาค-ความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นในสังคมไทย ซึ่งระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นหนทางหนึ่งที่จะสร้างความเสมอภาคได้

แนวคิดของนายแพทย์สงวนถูกมองว่าเป็นการพยายามก่อวิมานขึ้นในความฝัน แต่คุณหมอนักกิจกรรมก็เพียรพยายามก่อวิมานในฝันนี้อย่างไม่ย่อท้อ

ปี 2532 “หมอหงวน” เริ่มทำ “โครงการอยุธยา” เพื่อทดสอบสมมุติฐานของตัวเอง และเป็นการทดลองระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าครั้งสำคัญ โครงการนี้ดำเนินการอยู่ 5 ปี ระหว่างปี 2532-2537 ด้วยเงินสนับสนุนจากประเทศเบลเยียม

แล้วนายแพทย์สงวนตกผลึกได้ข้อสรุปที่สำคัญต่อการวางรากฐานระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ นั่นคือ การเก็บค่ารักษาพยาบาลแบบ “เหมาจ่ายรายโรค” ในอัตรา 70 บาท ให้คนไข้จ่ายครั้งเดียว แล้วคนไข้จะได้รับการรักษาติดตามโรคเดิมต่อไปเรื่อย ๆ จนหายขาด

อดีต.2 : เมื่อเจอคนที่เชื่อว่าฝันนี้เป็นจริงได้ ก้าวแรกจึงเริ่มขึ้น

กลางปี 2543 นายแพทย์สงวน ซึ่งขณะนั้นอยู่ในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานโครงสร้างการปฏิรูประบบบริการสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข เดินสายขายแนวคิด “ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” แก่หลายพรรคการเมือง เพราะคิดว่าการผลักดันผ่านทางการเมืองน่าจะง่ายกว่าการเปลี่ยนแปลงด้วยระบบราชการ

หลักการใหญ่ของแนวคิดระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า คือ รื้อวิธีการจัดสรรงบประมาณ เปลี่ยนจากการจ่ายเงินตามจำนวนเตียงหรือตามขนาดโรงพยาบาล เป็นการจัดสรรแบบเหมาจ่ายรายหัวตามจำนวนประชากร

พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นรัฐบาลในตอนนั้นยอมรับในหลักการว่าเป็นเรื่องดี แต่ติดปัญหางบประมาณไม่เพียงพอ จากนั้นนายแพทย์สงวนยังคงเดินสายขายแนวคิดนี้ต่อพรรคการเมืองอื่น ๆ แล้วมาลงตัวที่พรรคไทยรักไทย

ด้วยสายสัมพันธ์อันดีที่นายแพทย์สงวนมีกับ นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี และ นายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช สมาชิกคนสำคัญของพรรคไทยรักไทย ช่วยให้ประตูพรรคไทยรักไทยเปิดต้อนรับนายแพทย์สงวนอย่างไม่ยาก อย่างไรก็ตาม คนที่ตัดสินใจซื้อไอเดียนี้ คือ ดร.ทักษิณ ชินวัตร

30 บาทรักษาทุกโรค ถูกกดดันให้เร่งดำเนินการอย่างรวดเร็วหลังจากพรรคไทยรักไทยชนะเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาล โดยนายแพทย์สงวนซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นหัวหน้าทีม และมี นายแพทย์มงคล ณ สงขลา ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในขณะนั้นที่สนับสนุนโครงการนี้เต็มที่

ในอีกทางหนึ่ง ก่อนที่พรรคไทยรักไทยจะตกลงปลงใจนั้น นายแพทย์สงวนได้ผลักดันแนวคิดนี้ผ่านการจัดทำ “กฎหมาย” ในภาคประชาชนมาก่อนแล้ว ร่างกฎหมายฉบับนั้นถูกใช้เป็นฐานในการเขียนกฎหมายฉบับร่างรัฐบาล ซึ่งเป็นร่างหลักในการออก พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติในเวลาต่อมา

1 เมษายน 2544 โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค เริ่มดำเนินการใน 6 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ สมุทรสาคร ปทุมธานี ยโสธร นครสวรรค์ พะเยา และยะลา แล้วขยายไปครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศในเวลาไม่ถึง 1 ปี

อดีต.3 : แรงต้านจาก สธ. อุปสรรคที่ สปสช.ต้องเผชิญ

เดือนพฤศจิกายน 2545 พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ผ่านการพิจารณา และมีการตั้ง สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ขึ้นมา เพื่อบริหารโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค และตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่า “ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” จากเดิมที่เรียกว่าระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ต้องรับตำแหน่ง “เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” คนแรก อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยมีทีมงานส่วนใหญ่เป็นคนหัวก้าวหน้าในกระทรวงสาธารณสุข

การดำเนินงานในช่วง 2-3 ปีแรกของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ไม่ได้ลื่นไหลเหมือนในปีแรก หลังจากที่นายแพทย์มงคล ณ สงขลา เกษียณอายุราชการ มีการแต่งตั้งบุคคลที่ไม่เห็นด้วยกับบัตรทองมาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง ส่งผลให้การทำงานร่วมกันของสองฝั่งหยุดชะงัก มีข่าวอยู่บ่อยครั้งว่า แพทย์และบุคลากรสาธารณสุขประท้วงโครงการนี้ เนื่องจากมองว่าเป็นโครงการที่ทำให้ระบบสุขภาพมีปัญหา

ในบรรดาประเด็นความขัดแย้งต่าง ๆ สิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ของสองหน่วยงานร้าวลึกที่สุด คือ กระทรวงรู้สึกว่าถูก สปสช.ช่วงชิงอำนาจไป

จากเดิมที่รัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณให้กระทรวงสาธารณสุขไปบริหารเอง เปลี่ยนเป็นรัฐบาลจัดสรรเงินให้ สปสช. ถือไว้แทน จากนั้น สปสช.จะจัดสรรเงินให้กับโรงพยาบาล พร้อมกับกำหนดว่า โรงพยาบาลต้องจัดบริการให้กับผู้ใช้สิทธิบัตรทองอย่างไรบ้าง ถ้าโรงพยาบาลทำตามจึงจะได้งบประมาณไป

ความขัดแย้งระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและ สปสช.ดำรงอยู่อย่างนั้นเป็น 10 ปี จนกระทั่งทั้ง 2 ฝ่ายอ่อนล้าและประจักษ์ว่า แท้จริงแล้วไม่มีใครมีอำนาจเหนือใคร หากไม่จับมือกัน สุดท้ายจะพังและล่มสลายทั้งคู่

ก่อนเสียชีวิตไม่นาน นายแพทย์สงวนยอมรับว่า ตัดสินใจถูกแล้วที่รับตำแหน่งเลขาธิการ สปสช.ด้วยตัวเอง เพราะการเริ่มต้นระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ต้องอาศัยทั้งสายสัมพันธ์ทางการเมือง การประนีประนอมกับโครงสร้างอำนาจแบบไทย ๆ รวมทั้งต้องทำให้ภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการปกป้องระบบนี้ และผู้นำ สปสช.ก็ต้องสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็งควบคู่ไปด้วย

ปัจจุบัน : “รักษาทุกโรค” แล้วเดินหน้าสู่ “รักษาทุกที่”

ในตอนเริ่มแรก 30 บาทรักษาทุกโรค ไม่สามารถรักษาได้ทุกโรคตามที่หาเสียงไว้ และแนวคิดดั้งเดิมของนายแพทย์สงวนก็ไม่ได้ตั้งใจจะรักษาทุกโรคเช่นกัน เนื่องจากโรคบางโรคมีค่าใช้จ่ายสูง

หลักการของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติตั้งอยู่บนฐานคิดของการสร้างหลักประกันไม่ให้ประชาชนล้มละลายจากค่ารักษาพยาบาลเท่านั้น ในช่วงแรกจึงเป็นเพียงการให้สิทธิประโยชน์พื้นฐาน แต่ในระหว่างทางก็มีการคิดค้นพัฒนาเพื่อปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์อย่างต่อเนื่อง มีการใช้นวัตกรรมการบริหารกองทุนแบบใหม่ ๆ เข้ามาสนับสนุน

ต่อมามีการก่อตั้งกองทุนเฉพาะโรค และการจัดบริการเฉพาะของ สปสช. ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และโรคร้ายแรงเข้าถึงบริการจำนวนมาก และยังช่วยให้โรงพยาบาลให้บริการโดยไม่กังวลเรื่องภาระค่าใช้จ่าย

หลังเดินทางมาเต็ม 2 ทศวรรษ ปัจจุบัน ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติครอบคลุมการรักษาทุกโรคแล้วจริง ๆ สำหรับปี 2564 กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้รับงบประมาณจำนวน 19.5 แสนล้านบาท เพื่อดูแลประชากรผู้มีสิทธิ 46.7 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3,907 ล้านบาท หรือร้อยละ 2.2 จากปี 2563 ที่ได้รับงบประมาณ 19.1 แสนล้านบาท โดยเป็นงบฯเหมาจ่ายรายหัวจำนวน 3,719.23 บาท/ราย เพิ่มขึ้น 119 บาท/ราย หรือร้อยละ 3.31 จากปี 2563

ในงานเปิดตัวหนังสือ “ระหว่างบรรทัด” ณ อาคาร บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ที่ผ่านมาบัตรทองยกระดับมาตลอด จากคำว่า รักษาทุกโรค ซึ่งเดิมรักษาไม่ได้ทุกโรคจริง ได้พัฒนายกระดับจนสามารถรักษาได้ทุกโรคจริง ๆ

ก้าวเดินในทศวรรษที่ 3 ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กำลังยกระดับเป็น “รักษาทุกที่” เพื่อความสะดวกของประชาชนให้รักษาทุกที่ได้อย่างสะดวกจริง ๆ จากเดิมที่ก่อนหน้านี้สามารถรักษาทุกที่ได้กรณีป่วยฉุกเฉิน และรักษาได้เพียง 3 วัน หลังจาก 3 วันต้องทำเรื่องส่งตัวไปยังโรงพยาบาลที่ใช้สิทธิ ซึ่งมีปัญหามากมาย และเป็นความไม่สะดวกสำหรับประชาชน

“ตอนนี้การให้บริการครอบคลุมครบหมดทุกโรคแล้ว เหลือแต่จะทำอย่างไรให้มีสถานพยาบาลมากขึ้น และบริการได้ดีขึ้น มีคุณภาพมากขึ้น” นายอนุทินกล่าว

อนาคต : หลายโจทย์ใหญ่รออยู่

ในงานเดียวกันนี้ นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข นายแพทย์ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นายแพทย์จเด็จ ธรรมธัชอารี รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ทันตแพทย์อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ บรรณาธิการหนังสือระหว่างบรรทัด ร่วมเสวนา “ระหว่างบรรทัด ลัดเลาะเรื่องร้อยระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 2 ทศวรรษ ที่ผลิบานในโมงยามแห่งความหวัง” ซึ่งทุกท่านได้พูดถึงยุคก่อตั้งและการเดินทางของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

นายแพทย์จเด็จ ธรรมธัชอารี รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ซึ่งเป็นว่าที่เลขาธิการคนใหม่ กล่าวว่า สิ่งที่ สปสช.จะทำต่อไปจะทำโดยเรียนรู้จากบทเรียนที่เคยผิดพลาดในอดีต

ที่สำคัญ คือ ในปัจจุบันระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติยังมีจุดอ่อน เช่น ประชาชนยังเข้าไม่ถึงบริการที่จำเป็น สปสช.ในฐานะหน่วยงานที่เติบโตมาบนฐานของการรับรู้ปัญหาความทุกข์ของประชาชนจะต้องเข้าไปดูปัญหาของชาวบ้านมากขึ้น ใกล้ชิดกับชาวบ้านมากขึ้น พยายามปิดจุดอ่อน แล้วเดินไปข้างหน้าโดยมีฝ่ายการเมืองสนับสนุน

ด้านนายแพทย์สุรพงษ์ เห็นด้วยกับนายแพทย์จเด็จที่ว่า “อย่าเรียนรู้จากความสำเร็จ จงเรียนรู้จากความล้มเหลว” และชวนมองอีกมุมว่า อยากให้คิดว่า 20 ปีที่ผ่านมาทำได้แค่นี้หรือ ควรจะทำได้ดีกว่านี้หรือไม่ มีหลายอย่างที่ในตอนเริ่มต้นคิดว่าอยากจะมี อย่างฐานข้อมูลที่ให้รัฐมนตรีสามารถรู้ทุกอย่างได้เพียงแค่คลิกนิ้วมือเดียว ผ่านมา 20 ปีก็ยังไม่เกิดขึ้น ทั้งที่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นจากเมื่อ 20 ปีที่แล้วมาก ทั้งสมาร์ทโฟน แอปพลิเคชั่น โซเชียลมีเดีย ปัญญาประดิษฐ์ ไวไฟ internet of things ฯลฯ

“สิ่งที่ต้องเรียนรู้ก็กลับมาที่เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ที่พูดว่า มันมีปัจจัยทางการเมืองอยู่พอสมควร มีคนที่ตั้งใจอยากจะทำแล้วทำไม่สำเร็จ เพราะการเมืองมีปัญหา ตอนนี้มีคนบอกว่าเราเป็นระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประเทศกำลังพัฒนาที่น่าจะเป็นตัวอย่างของโลกได้ ผมว่าอย่าหยุดความฝันแค่นั้น ความฝันของเราคือจะทำอย่างไรที่จะเป็นระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ดีที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วด้วย ซึ่งผมคิดว่าเป็นไปได้ แต่แทนที่เราจะได้พัฒนา เราต้องมากังวลว่าหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าจะถูกล้มหรือเปล่า แค่คอยประคองก็เอาไม่อยู่แล้ว”

นายแพทย์สุรพงษ์ชี้ว่า ปัญหาของ สปสช. คือ

1.เรื่องไมนด์เซตที่คิดว่าตนเองเป็นเจ้าของเงินแล้วจะสั่งใครทำอะไรก็ได้ ในโลกยุคใหม่ต้องการแพลตฟอร์มที่ทุกคนอยู่ในแพลตฟอร์มแล้ววิน-วินทุกฝ่าย ฉะนั้น สปสช.ต้องคิดว่า จะทำอย่างไรให้ทุกคนที่อยู่ในเครือข่าย ให้โรงพยาบาลทุกโรงพยาบาลมีความสุขในการทำงาน

2.ในอดีตที่ผ่านมา สปสช.คิดว่าจะปฏิรูประบบสาธารณสุขทั้งระบบ ซึ่งนายแพทย์สุรพงษ์แสดงความเห็นว่า ควรหยุดคิดเรื่องนี้แล้วทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดก่อน

“ผมอยากให้ สปสช.เป็น smart organization ตอนนี้ผ่านมา 20 ปีแล้ว ทุกอย่างพร้อมแล้ว ระบบนิเวศพร้อมแล้ว ผมหวังว่า 100 วันแรกของ เลขาฯ สปสช.คนใหม่ เราคงได้เห็นอะไรที่เป็นรากฐานของ smart organization และเราต้องตั้งเป้าหมายที่จะเป็นระบบหลักประกันสุขภาพที่ดีที่สุดในโลก ผมคิดว่ามันไม่เกินความสามารถ เราทำได้แน่ เพราะโครงสร้างเราดีอยู่แล้ว”

นายแพทย์สุรพงษ์กล่าวอีกว่า ก้าวต่อไป กระทรวงสาธารณสุขก็ต้อง disrupt ครั้งใหญ่เช่นกัน กระทรวงสาธารณสุขยังมีปัญหาเรื่องการกระจายอำนาจ ซึ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทายมาก

“วันนี้เรื่องการกระจายอำนาจในระบบสาธารณสุขมีแนวคิดมีทฤษฎีมากมาย แต่ละทฤษฎีก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบองค์การมหาชน หรือกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น หรือจะอะไรก็ตาม มันต้องเริ่มต้นคิดสร้างต้นแบบขึ้นมา สุดท้ายแล้วเรื่องที่ท่านรัฐมนตรีบอกว่าอยากเห็น 30 บาทรักษาทุกที่ การรักษาทุกที่ได้คือคุณภาพจะต้องดี ผมคิดว่าเมื่อมีแพลตฟอร์มที่ดีแล้ว ทุกอย่างจะเกิดการยกระดับครั้งใหญ่ครับ” อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ผู้ร่วมผลักดันระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าฝากโจทย์ใหญ่สำหรับอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...