ไม่จำเป็นต้องใช้คะแนน SAT และ ACT ในการเข้ามหาวิทยาลัยในอเมริกาอีกต่อไปแล้ว
ในอดีตที่ผ่านมาการสมัครเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา จะต้องสอบวัดระดับทักษะความรู้ ซึ่งในจำนวนนี้ก็คือ SAT และ ACT อันเป็นการวัดระดับความรู้ที่เป็นที่นิยมมากพอๆกัน
ทั้ง SAT (Scholastic Aptitude Test) และ ACT (American College Testing) เป็นการสอบมาตรฐานสำหรับเข้าเรียนต่อปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยในอเมริกาเหมือนกัน
สืบเนื่องจากกลุ่ม University of California เลิกใช้คะแนนสอบเหล่านี้ตั้งแต่ปี 2012 ตามด้วยมหาวิทยาลัยในอเมริกาอีกหลายร้อยแห่ง นอกจากนี้วิกฤติโควิด-19 ยังทำให้การสอบสารพัดสิ่งซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีได้ถูกชะงักงัน
ปัจจุบันมหาวิทยาลัยในอเมริกาจำนวนไม่น้อยที่รับสมัครนักเรียนแบบ Test-Optional ซึ่งจะยื่นคะแนน SAT หรือ ACT หรือไม่ก็ได้ ส่วน Test-Blind ไม่ต้องใช้คะแนนสอบมาตรฐานใดเลย
กฏเกณ์ใหม่เหล่านี้ทำให้การแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยเพิ่มสูงขึ้น จากการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ของสำนักงานที่ปรึกษาการเข้ามหาวิทยาลัยในต่างประเทศแห่งหนึ่ง บอกเราว่า “เด็กที่สมัครเข้า Harvard University ในปีนี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 30 กว่าเปอร์เซ็นต์ เพราะไม่จำเป็นต้องใช้คะแนนแล้ว เด็กจึงกล้าสมัครมากขึ้นเพราะถือเป็นการเสี่ยงดวงเอา”
และยังทำให้นักเรียนลังเลที่จะเลือกว่า ควรเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยในอเมริกาหรืออังกฤษดี แต่อย่างไรก็ดีก็ยังมีเด็กจำนวนหนึ่งที่ยังคงเข้าสอบ SAT และ ACT ต่อไป แต่ทว่าปีนี้ทางมหาวิทยาลัยในอเมริกางดรับพิจารณาคะแนนสอบ SAT II ลงแล้ว
สำหรับเด็กนักเรียนที่กำลังเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัยในปีนี้ แต่ไม่ทราบว่าจะเลือกสอบแบบไหนดี ให้พึงจำไว้ว่าหากถนัดภาษาอังกฤษและวิทยาศาสตร์ ก็ควรเลือกสอบ ACT ให้ได้คะแนนเกิน 44 ขึ้นไป ส่วนเด็กที่เก่งเลขควรเลือกสอบ SAT จะดีกว่า และควรทำคะแนนมากกว่า 1,400 ขึ้นไป
ที่มา : Forbes และ US News