ตลท.เปิดข้อมูล 10 ปี ต่างชาติถือครองหุ้นไทย 4.5 ล้านล้านบาท พบ 79 % ลงทุนระยะยาว
“ในช่วง 10ปีทีผ่านมา นักลงทุนต่างประเทศยังให้ความสนใจตลาดหุ้นไทย โดยถือครองหุ้นในระยะยาวผ่านการถือครอง foreign sharesขณะที่ทำกำไรระยะสั้นผ่านการซื้อขาย local shares และ NVDR เพราะมีสภาพคล่องในการซื้อขายสูง”
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยรายงาน เรื่อง "ส่องนักลงทุนต่างประเทศในตลาดหุ้นไทยในรอบ 10 ปี (2554 - 2563)” โดยระบุว่า ณ สิ้นปี 2563นักลงทุนต่างประเทศมีมูลค่าการถือครองหุ้นในตลาดหุ้นไทย (SET และ mai) รวมกว่า 4.49ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 68.2%จากปี 2554 ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับการปรับตัว SET Index ที่เพิ่มขึ้น 35 %และมากกว่าดัชนีผลตอบแทนรวม (Total Return Index: TRI) ของดัชนี SET 50 ที่เพิ่มขึ้น 63 % แม้ว่าในช่วง 10ปีที่ผ่านมา (2554 - 2563) นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิกว่า 850,000ล้านบาทก็ตาม สะท้อนว่า นักลงทุนต่างประเทศยังคงอยู่ในตลาดหุ้นไทย
การขายสุทธิของนักลงทุนต่างประเทศ เป็นการขายเพื่อทำกำไรระยะสั้น โดยขายสุทธิใน local shares สูงถึง 2.3ล้านล้านบาท ขณะที่ ขายสุทธิใน foreign shares ที่เป็นทางเลือกการลงทุนระยะยาวที่ได้ทั้งสิทธิออกเสียง (voting right) และสิทธิประโยชน์ทางการเงิน (financial benefits) เพียง 80,833ล้านบาทเท่านั้น โดยมีสาเหตุหลักคือการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นรายใหญ่จากนักลงทุนต่างประเทศเป็นนักลงทุนไทย
นอกจากนี้ ยังพบว่า นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิสะสมต่อเนื่องใน NVDR ทุกปีตลอดช่วง 10ปี รวมมูลค่าซื้อสุทธิสูงถึง 1.6ล้านล้านบาทเนื่องจาก NVDR ที่เป็นทางเลือกที่นักลงทุนต่างประเทศจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางการเงิน (financial benefits) ครบถ้วน และมีสภาพคล่องในการซื้อขายเช่นเดียวกับ local shares
การเปลี่ยนแปลงราคาหลักทรัพย์ มูลค่าการซื้อขายสุทธิการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นของนักลงทุนกลยุทธ์ การเข้าจดทะเบียนและการเพิกถอนการเป็นบริษัทจดทะเบียน ต่างเป็นปัจจัยที่ผลต่อการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศในตลาดหุ้นไทย
เมื่อใดก็ตามที่นักลงทุนต่างประเทศเป็นผู้ขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย (SET และ mai) มักมีการกล่าวกันว่า “นักลงทุนต่างประเทศออกจากตลาดหุ้นไทย” หรือ “ตลาดหุ้นไทยไม่น่าสนใจในสายตาของนักลงทุนต่างประเทศ” ซึ่งจากข้อเท็จจริงแล้ว การวัดความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทยในสายตาของนักลงทุนต่างประเทศ ไม่สามารถชี้ชัดด้วย “มูลค่าการซื้อขายสุทธิของนักลงทุนต่างประเทศ” เพียงปัจจัยเดียว เพราะมูลค่าและสัดส่วนการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศเป็นผลจากหลายปัจจัย จึงจำเป็นต้องพิจารณาร่วมกับปัจจัยอื่นๆ ด้วย ดังแสดงในภาพที่ 1
ปัจจัยที่มีผลต่อการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศ
การเปลี่ยนแปลงของราคาหลักทรัพย์ (Price Effects)
เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลกระทบต่อมูลค่าการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศ เนื่องจาก70% ของมูลค่าการถือครองหุ้นฯ เป็นหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในกลุ่ม SET50 ส่งผลให้มูลค่าการถือครองหุ้นโดยนักลงทุนต่างประเทศเปลี่ยนแปลงในทิศทางเดียวกันกับการเคลื่อนไหวของ SET50 Index
การซื้อขายสุทธิของนักลงทุนต่างประเทศ (net trading position: net sold / net bought)
“มูลค่ารวมของการซื้อขายสุทธิของนักลงทุนต่างประเทศ”สะท้อนถึงการซื้อหรือขายหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศในตลาดหุ้นในช่วงเวลาหนึ่งๆ(flow)ไม่สามารถอธิบายสถานะของนักลงทุนต่างประเทศ(portfolio)ในตลาดหุ้นไทยหากไม่พิจารณารายละเอียดกลุ่มหลักทรัพย์ตามสิทธิการออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น(foreign share / local share / NVDR) เนื่องจากพฤติกรรมการซื้อขายและพฤติกรรมการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศมีความแตกต่างกันตามกลุ่มหลักทรัพย์ฯ ดังแสดงในภาพที่ 2
การเข้าจดทะเบียนใหม่ในตลาดหุ้นไทย (new listing companies)
การที่บริษัทเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้น ส่งผลให้จำนวนหุ้นจดทะเบียนโดยรวม(total listed shares)เพิ่มขึ้น และบริษัทจดทะเบียนเหล่านี้ส่วนใหญ่จะยังไม่เป็นที่รู้จักของนักลงทุนต่างประเทศหรือเป็นบริษัทที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (market capitalization) ไม่สูงมากนักซึ่งไม่เป็นไปตามเงื่อนไขการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศ
ดังนั้น บริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่จะมีสัดส่วนการถือครองหุ้นโดยนักลงทุนต่างประเทศในระดับต่ำ และอาจส่งผลให้สัดส่วนมูลค่าการถือครองหุ้นโดยนักลงทุนต่างประเทศต่อมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมทั้งตลาดลดลง (decrease in percentage of foreign holding value)และในทางกลับกัน หากบริษัทจดทะเบียนนั้นเป็นบริษัทในเครือของบริษัทต่างประเทศหรือเป็นที่รู้จักของนักลงทุนต่างประเทศ(well known) อาจส่งผลให้สัดส่วนมูลค่าการถือครองหุ้นโดยนักลงทุนต่างประเทศต่อมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคารวมทั้งตลาดเพิ่มขึ้นได้
จากข้อมูลการเข้าจดทะเบียนของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยในช่วงปี 2554 - 2563 จำนวน 275 บริษัท พบว่า มีสัดส่วนการถือครอง foreign shares ณ สิ้นวันซื้อขายวันแรก(first trading date) เฉลี่ยอยู่ที่ 6.83% เท่านั้น โดยบริษัทจดทะเบียนที่มีสัดส่วนฯ สูงสุด มีสัดส่วนอยู่ที่ 75.21% และต่ำสุดพบว่า17 บริษัทจดทะเบียนที่ไม่มีการถือครอง foreign share (สัดส่วนการถือครอง foreign shares ณ สิ้นวันแรกอยู่ที่ 0%)
การเพิกถอนบริษัทจดทะเบียนออกจากตลาด (delisted companies)
เมื่อบริษัทจดทะเบียนนั้นๆ เพิกถอนออกจากตลาด มูลค่าหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนนั้น จะไม่ปรากฎในระบบของตลาดหลักทรัพย์ฯส่งผลให้มูลค่าการถือครองหุ้นโดยรวมของนักลงทุนต่างประเทศลดลง ดังนั้นหากบริษัทจดทะเบียนมีสัดส่วนมูลค่าการถือครองหุ้นโดยนักลงทุนต่างประเทศในสัดส่วนที่สูงและเพิกถอนออกจากตลาด จะส่งผลให้มูลค่าการถือครองหุ้นโดยรวมลดลง และสัดส่วนมูลค่าการถือครองหุ้นโดยนักลงทุนต่างประเทศลดลง
จากข้อมูลการเพิกถอนการเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยในช่วงปี 2554 - 2563 จำนวน 23 บริษัท พบว่า มีสัดส่วนการถือครอง foreign shares ณ สิ้นวันซื้อขายวันสุดท้าย (last trading date) เฉลี่ยอยู่ที่ 21.53% โดยบริษัทจดทะเบียนที่มีสัดส่วนฯ สูงสุดที่ 83.32% และต่ำสุดอยู่ที่ 0.37%
กิจกรรม Corporate Action /การใช้สิทธิ์ต่างๆ
กิจกรรม Corporate Action ต่างๆ ของบริษัทจดทะเบียนที่ส่งผลต่อจำนวนหุ้นจดทะเบียน อาทิ การเปลี่ยนแปลงทุนจดทะเบียน การเปลี่ยนแปลงพาร์ การให้สิทธิการซื้อขายหุ้น การแปลงสภาพจากใบสำคัญแสดงสิทธิเป็นหุ้นสามัญ การให้หุ้นปันผล เป็นต้น ล้วนส่งผลให้สัดส่วนของการถือครองหุ้นโดยนักลงทุนแต่ละประเภทเปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งการถือครองหุ้นโดยนักลงทุนต่างประเทศด้วย
มูลค่าการถือครองหุ้นโดยนักลงทุนต่างประเทศในตลาดหุ้นไทยในช่วง10 ปีที่ผ่านมา (2554 - 2563) ปรับขึ้นลงตามการเปลี่ยนแปลงราคาหลักทรัพย์เป็นสำคัญ ส่วนการขายสุทธิมีผลกระทบต่อมูลค่าการถือครองหุ้นค่อนข้างน้อย
จากการศึกษา“มูลค่าการถือครองหุ้นโดยนักลงทุนต่างประเทศในตลาดหุ้นไทย” ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2554 - 2563) พบว่า ณ สิ้นปี 2563 นักลงทุนต่างประเทศมีมูลค่าถือครองหุ้นในตลาดหุ้นไทยอยู่ที่4.49 ล้านล้านบาท คิดเป็น 28.67% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (ตามภาพที่ 3)และเมื่อเทียบกับปีฐาน (2554)ที่มีมูลค่าการถือครองหุ้นอยู่ที่ 2.67ล้านล้านบาท พบว่า มูลค่าการถือครองหุ้น ณ สิ้นปี 2563 เพิ่มขึ้น68.18% ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับการปรับตัว SET Index ที่เพิ่มขึ้น34.97% และมากกว่าการเพิ่มขึ้นของดัชนีผลตอบแทนรวม (Total Return Index: TRI) ของดัชนีSET50 เล็กน้อย โดย TRIของ SET50เพิ่มขึ้น 63.02%
จากการศึกษาพบว่า การเปลี่ยนแปลงมูลค่าการถือครองหุ้นโดยนักลงทุนต่างประเทศในแต่ละปีเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันกับการเปลี่ยนแปลงของ SET Index อาทิ
- ณ สิ้นเดือนเมษายน 2557 มูลค่าการถือครองหุ้นโดยนักลงทุนต่างประเทศลดลง 10.9% จากปีก่อนหน้า ขณะที่ SET Index ลดลง 11.4%
- ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2563 มูลค่าการถือครองหุ้นโดยนักลงทุนต่างประเทศลดลง 19.7% ขณะที่ SET Index ลดลง 19.1%
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาจำนวนหุ้น (volume) Foreign shares และจำนวนหุ้น NVDR รวมในตลาดทั้งหมด พบว่าจำนวนหุ้นเพิ่มขึ้นมากกว่า 200,000 ล้านหุ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาผ่านกิจกรรมต่างๆ ของบริษัทจดทะเบียนตามที่กล่าวแล้วในหัวข้อปัจจัยที่มีผลต่อการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศ
เมื่อพิจารณาผลกระทบของมูลค่าการซื้อขายสุทธิของนักลงทุนต่างประเทศ พบว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย 850,000 ล้านบาท สวนทางกับมูลค่าการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศที่ปรับเพิ่มขึ้นถึง 68.18%ซึ่งจากข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่า“การซื้อขายสุทธิของนักลงทุนต่างประเทศไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ถึงภาพรวมการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศ”
นักลงทุนต่างประเทศให้ความสำคัญกับการถือครอง foreign shares เพื่อลงทุนระยะยาว ไม่นำมาซื้อขาย ขณะที่ซื้อขายทำกำไรระยะสั้นผ่าน local shares และ NVDR
“ความมั่งคั่งวัดจากการสินทรัพย์ที่ถือครอง ขณะที่สภาพคล่องวัดจากการซื้อขาย” ซึ่งการศึกษานี้พิจารณาการถือครองหุ้นและการซื้อขายหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศโดยแบ่งกลุ่มหลักทรัพย์ตามสิทธิการออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น(voting right) ตามภาพที่ 2
จากข้อมูลการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศ (ภาพที่ 4) พบว่า การถือครองหุ้นส่วนใหญ่ของนักลงทุนต่างประเทศเป็นการถือครองหุ้นเพื่อลงทุนในระยะยาว โดยเฉลี่ย 79.14% ของมูลค่าการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศเป็น foreign shares ขณะที่ 20.82% เป็น NVDR และมีเพียง 0.04% เป็นlocal shares
จากข้อมูลการซื้อขายหลักทรัพย์ของนักลงทุนต่างประเทศ (ภาพที่ 5) พบว่า การซื้อขายหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ของนักลงทุนต่างประเทศเป็นการซื้อขายทำกำไรระยะสั้นผ่าน local shares และ NVDR โดยสัดส่วนมูลค่าการซื้อขาย localshares โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 50.11% ของมูลค่าการซื้อขายรวม และซื้อขาย NVDR 42.24% ขณะที่ มีการซื้อขาย foreign shares เพียง 7.65% เท่านั้น
โดยสรุป นักลงทุนต่างประเทศส่วนใหญ่ลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้นไทยโดยถือครอง foreign shares เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ครบถ้วนและเป็นไปตามเงื่อนไขการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศที่กำหนดให้ลงทุนได้ในเฉพาะหลักทรัพย์ที่มีสิทธิในการออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น(voting right) เท่านั้น และด้วยข้อจำกัดของเพดานการถือครองหุ้น(foreign ownership limit: FOL) ทำให้จำนวน foreign shares ของบริษัทจดทะเบียนแต่ละบริษัทมีอยู่อย่างจำกัด ทำให้นักลงทุนต่างประเทศที่ลงทุนระยะยาวในบริษัทจดทะเบียนไทยจึงถือครอง foreign sharesโดยไม่นำมาซื้อขาย เห็นได้อย่างชัดเจนจากสัดส่วนมูลค่าการซื้อขาย foreign shares ซึ่งอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับ local shares และ NVDR
ขณะเดียวกัน นักลงทุนต่างประเทศซื้อขาย local shares และ NVDR ในสัดส่วนที่สูง ทั้งนี้เพื่อทำกำไรระยะสั้นจากสภาพคล่องในการซื้อขายในตลาดที่ local shares และ NVDR มีสภาพคล่องสูงกว่า foreign share
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิเพื่อทำกำไรระยะสั้นในตลาดหุ้นไทย ไม่ได้ออกจากตลาด
จากประโยคที่กล่าวว่า“นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยเป็นมูลค่าสูงแสดงว่านักลงทุนต่างประเทศออกจากตลาดหุ้นไทย” ในการศึกษานี้ ผู้วิจัยทำการวิเคราะห์ข้อมูลจาก “มูลค่าซื้อขายสุทธิของนักลงทุนต่างประเทศในตลาดหุ้นไทย โดยจำแนกกลุ่มหลักทรัพย์ตามสิทธิในการออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น (voting right)” พบว่า
ในช่วงปี 2554 - 2563 นักลงทุนต่างประเทศซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นไทยรวมกว่า 68.7 ล้านล้านบาท โดยเป็นผู้ขายสุทธิ ด้วยมูลค่า 857,613 ล้านบาท
จากมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ของนักลงทุนต่างประเทศในตลาดหุ้นไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (ตารางที่ 1) พบว่า นักลงทุนต่างประเทศซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นไทยรวมกว่า 68.72 ล้านล้านบาท โดยซื้อหลักทรัพย์รวม 33.93 ล้านล้านบาท และขายหลักทรัพย์รวม 34.79 ล้านล้านบาท ดังนั้น นักลงทุนต่างประเทศมีสถานะเป็นผู้ขายสุทธิรวม 857,613 ล้านบาท
เมื่อพิจาณามูลค่าการซื้อขายสุทธิของนักลงทุนต่างประเทศในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่า นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิ 2 ปีจาก 10 ปี คือ ในปี 2555 และปี 2559 ขณะที่อีก 8 ปีที่เหลือ นักลงทุนต่างประเทศเป็นผู้ขายสุทธิ โดยปี 2561 นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยสูงสุด ด้วยมูลค่าขายสุทธิ 287,696 ล้านบาท และล่าสุดในปี 2563 นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 263,148 ล้านบาท ถือว่าเป็นมูลค่าขายสุทธิสูงเป็นอันดับ 2 ในช่วง 10 ปี
ในช่วงปี 2554 - 2563 นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิเพื่อทำกำไรระยะสั้น โดยขายสุทธิใน local shares จำนวน 2.38 ล้านล้านบาท และขายสุทธิใน foreign shares 80,833 ล้านบาท ขณะที่ซื้อสุทธิ NVDR ทุกปีตลอดช่วง 10 ปีที่ทำการศึกษารวมสูงถึง 1.60 ล้านล้านบาท
แม้ว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยกว่า 857,613 ล้านบาท แต่เมื่อพิจารณารายละเอียดจากกลุ่มหลักทรัพย์ที่จำแนกตามสิทธิในการออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น (voting right)ในภาพที่ 6 พบข้อมูลที่น่าสนใจ ดังนี้
- นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ เพื่อทำกำไรระยะสั้นเป็นส่วนใหญ่ โดยขายสุทธิในกลุ่ม local shares สูงถึง 2,376,644 ล้านบาท
- ในทางกลับกัน นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิใน NVDR ต่อเนื่องตลอดทั้ง 10 ปี ด้วยมูลค่าซื้อสุทธิรวม 1,599,863 ล้านบาท
- ขณะที่ นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิใน foreign shares รวม 80,833 ล้านบาทที่สำคัญจากการเปลี่ยนแปลงการถือครองหุ้นของนักลงทุนรายใหญ่ อาทิ ในปี 2556 มีการขายสุทธิสูงสุด 22,201 ล้านบาท สาเหตุสำคัญจากการเปลี่ยนแปลงการถือครองหุ้นของนักลงทุนรายใหญ่ โดยนักลงทุนรายใหญ่ที่เป็นนิติบุคคลต่างประเทศขายหุ้นให้บริษัทจดทะเบียนไทย
จากมูลค่าการซื้อขายสุทธิของนักลงทุนต่างประเทศในแต่ละปี พบว่าในปีที่นักลงทุนต่างประเทศมีสถานะเป็นผู้ขายสุทธิ พบว่าเป็นผลจากการขายสุทธิ เพื่อทำกำไรใน local shares และในปีที่นักลงทุนต่างประเทศมีสถานะเป็นผู้ซื้อสุทธิ ส่วนใหญ่เป็นผลจากซื้อสุทธิเพื่อลงทุนระยะสั้น และได้รับสิทธิประโยชน์การเงินใน NVDR
“นักลงทุนต่างประเทศออกจากตลาดหุ้นไทย” ข้อความนี้เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน (myths)
ดังนั้น จากการศึกษาตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้นอาจสรุปได้ว่า“นักลงทุนต่างประเทศยังคงอยู่ตลาดหุ้นไทยสังเกตได้จากการถือครอง foreign shares และให้ความสนใจเกี่ยวกับสภาพคล่องในการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นไทย โดยการซื้อขาย local shares และ NVDR”