โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ตลท.เปิดข้อมูล 10 ปี ต่างชาติถือครองหุ้นไทย 4.5 ล้านล้านบาท พบ 79 % ลงทุนระยะยาว

การเงินธนาคาร

อัพเดต 27 มี.ค. 2564 เวลา 11.22 น. • เผยแพร่ 27 มี.ค. 2564 เวลา 04.55 น.

“ในช่วง 10ปีทีผ่านมา นักลงทุนต่างประเทศยังให้ความสนใจตลาดหุ้นไทย โดยถือครองหุ้นในระยะยาวผ่านการถือครอง foreign sharesขณะที่ทำกำไรระยะสั้นผ่านการซื้อขาย local shares และ NVDR เพราะมีสภาพคล่องในการซื้อขายสูง”

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยรายงาน เรื่อง "ส่องนักลงทุนต่างประเทศในตลาดหุ้นไทยในรอบ 10 ปี (2554 - 2563)” โดยระบุว่า ณ สิ้นปี 2563นักลงทุนต่างประเทศมีมูลค่าการถือครองหุ้นในตลาดหุ้นไทย (SET และ mai) รวมกว่า 4.49ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 68.2%จากปี 2554 ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับการปรับตัว SET Index ที่เพิ่มขึ้น 35 %และมากกว่าดัชนีผลตอบแทนรวม (Total Return Index: TRI) ของดัชนี SET 50 ที่เพิ่มขึ้น 63 % แม้ว่าในช่วง 10ปีที่ผ่านมา (2554 - 2563) นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิกว่า 850,000ล้านบาทก็ตาม สะท้อนว่า นักลงทุนต่างประเทศยังคงอยู่ในตลาดหุ้นไทย

การขายสุทธิของนักลงทุนต่างประเทศ เป็นการขายเพื่อทำกำไรระยะสั้น โดยขายสุทธิใน local shares สูงถึง 2.3ล้านล้านบาท ขณะที่ ขายสุทธิใน foreign shares ที่เป็นทางเลือกการลงทุนระยะยาวที่ได้ทั้งสิทธิออกเสียง (voting right) และสิทธิประโยชน์ทางการเงิน (financial benefits) เพียง 80,833ล้านบาทเท่านั้น โดยมีสาเหตุหลักคือการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นรายใหญ่จากนักลงทุนต่างประเทศเป็นนักลงทุนไทย

นอกจากนี้ ยังพบว่า นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิสะสมต่อเนื่องใน NVDR ทุกปีตลอดช่วง 10ปี รวมมูลค่าซื้อสุทธิสูงถึง 1.6ล้านล้านบาทเนื่องจาก NVDR ที่เป็นทางเลือกที่นักลงทุนต่างประเทศจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางการเงิน (financial benefits) ครบถ้วน และมีสภาพคล่องในการซื้อขายเช่นเดียวกับ local shares

การเปลี่ยนแปลงราคาหลักทรัพย์ มูลค่าการซื้อขายสุทธิการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นของนักลงทุนกลยุทธ์ การเข้าจดทะเบียนและการเพิกถอนการเป็นบริษัทจดทะเบียน ต่างเป็นปัจจัยที่ผลต่อการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศในตลาดหุ้นไทย

เมื่อใดก็ตามที่นักลงทุนต่างประเทศเป็นผู้ขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย (SET และ mai) มักมีการกล่าวกันว่า “นักลงทุนต่างประเทศออกจากตลาดหุ้นไทย” หรือ “ตลาดหุ้นไทยไม่น่าสนใจในสายตาของนักลงทุนต่างประเทศ” ซึ่งจากข้อเท็จจริงแล้ว การวัดความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทยในสายตาของนักลงทุนต่างประเทศ ไม่สามารถชี้ชัดด้วย “มูลค่าการซื้อขายสุทธิของนักลงทุนต่างประเทศ” เพียงปัจจัยเดียว เพราะมูลค่าและสัดส่วนการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศเป็นผลจากหลายปัจจัย จึงจำเป็นต้องพิจารณาร่วมกับปัจจัยอื่นๆ ด้วย ดังแสดงในภาพที่ 1

 

ปัจจัยที่มีผลต่อการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศ

การเปลี่ยนแปลงของราคาหลักทรัพย์ (Price Effects)

เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลกระทบต่อมูลค่าการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศ เนื่องจาก70% ของมูลค่าการถือครองหุ้นฯ เป็นหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในกลุ่ม SET50 ส่งผลให้มูลค่าการถือครองหุ้นโดยนักลงทุนต่างประเทศเปลี่ยนแปลงในทิศทางเดียวกันกับการเคลื่อนไหวของ SET50 Index

การซื้อขายสุทธิของนักลงทุนต่างประเทศ (net trading position: net sold / net bought)

“มูลค่ารวมของการซื้อขายสุทธิของนักลงทุนต่างประเทศ”สะท้อนถึงการซื้อหรือขายหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศในตลาดหุ้นในช่วงเวลาหนึ่งๆ(flow)ไม่สามารถอธิบายสถานะของนักลงทุนต่างประเทศ(portfolio)ในตลาดหุ้นไทยหากไม่พิจารณารายละเอียดกลุ่มหลักทรัพย์ตามสิทธิการออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น(foreign share / local share / NVDR) เนื่องจากพฤติกรรมการซื้อขายและพฤติกรรมการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศมีความแตกต่างกันตามกลุ่มหลักทรัพย์ฯ ดังแสดงในภาพที่ 2

 

 

การเข้าจดทะเบียนใหม่ในตลาดหุ้นไทย (new listing companies)

การที่บริษัทเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้น ส่งผลให้จำนวนหุ้นจดทะเบียนโดยรวม(total listed shares)เพิ่มขึ้น และบริษัทจดทะเบียนเหล่านี้ส่วนใหญ่จะยังไม่เป็นที่รู้จักของนักลงทุนต่างประเทศหรือเป็นบริษัทที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (market capitalization) ไม่สูงมากนักซึ่งไม่เป็นไปตามเงื่อนไขการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศ

ดังนั้น บริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่จะมีสัดส่วนการถือครองหุ้นโดยนักลงทุนต่างประเทศในระดับต่ำ และอาจส่งผลให้สัดส่วนมูลค่าการถือครองหุ้นโดยนักลงทุนต่างประเทศต่อมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมทั้งตลาดลดลง (decrease in percentage of foreign holding value)และในทางกลับกัน หากบริษัทจดทะเบียนนั้นเป็นบริษัทในเครือของบริษัทต่างประเทศหรือเป็นที่รู้จักของนักลงทุนต่างประเทศ(well known)  อาจส่งผลให้สัดส่วนมูลค่าการถือครองหุ้นโดยนักลงทุนต่างประเทศต่อมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคารวมทั้งตลาดเพิ่มขึ้นได้

จากข้อมูลการเข้าจดทะเบียนของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยในช่วงปี 2554 - 2563 จำนวน 275 บริษัท พบว่า มีสัดส่วนการถือครอง foreign shares ณ สิ้นวันซื้อขายวันแรก(first trading date) เฉลี่ยอยู่ที่ 6.83% เท่านั้น โดยบริษัทจดทะเบียนที่มีสัดส่วนฯ สูงสุด มีสัดส่วนอยู่ที่ 75.21% และต่ำสุดพบว่า17 บริษัทจดทะเบียนที่ไม่มีการถือครอง foreign share (สัดส่วนการถือครอง foreign shares ณ สิ้นวันแรกอยู่ที่ 0%)

 

การเพิกถอนบริษัทจดทะเบียนออกจากตลาด (delisted companies)

เมื่อบริษัทจดทะเบียนนั้นๆ เพิกถอนออกจากตลาด มูลค่าหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนนั้น จะไม่ปรากฎในระบบของตลาดหลักทรัพย์ฯส่งผลให้มูลค่าการถือครองหุ้นโดยรวมของนักลงทุนต่างประเทศลดลง ดังนั้นหากบริษัทจดทะเบียนมีสัดส่วนมูลค่าการถือครองหุ้นโดยนักลงทุนต่างประเทศในสัดส่วนที่สูงและเพิกถอนออกจากตลาด จะส่งผลให้มูลค่าการถือครองหุ้นโดยรวมลดลง และสัดส่วนมูลค่าการถือครองหุ้นโดยนักลงทุนต่างประเทศลดลง

จากข้อมูลการเพิกถอนการเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยในช่วงปี 2554 - 2563 จำนวน 23 บริษัท พบว่า มีสัดส่วนการถือครอง foreign shares ณ สิ้นวันซื้อขายวันสุดท้าย (last trading date) เฉลี่ยอยู่ที่ 21.53% โดยบริษัทจดทะเบียนที่มีสัดส่วนฯ สูงสุดที่ 83.32% และต่ำสุดอยู่ที่ 0.37%

 กิจกรรม Corporate Action /การใช้สิทธิ์ต่างๆ

กิจกรรม Corporate Action ต่างๆ ของบริษัทจดทะเบียนที่ส่งผลต่อจำนวนหุ้นจดทะเบียน อาทิ การเปลี่ยนแปลงทุนจดทะเบียน การเปลี่ยนแปลงพาร์ การให้สิทธิการซื้อขายหุ้น การแปลงสภาพจากใบสำคัญแสดงสิทธิเป็นหุ้นสามัญ การให้หุ้นปันผล เป็นต้น ล้วนส่งผลให้สัดส่วนของการถือครองหุ้นโดยนักลงทุนแต่ละประเภทเปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งการถือครองหุ้นโดยนักลงทุนต่างประเทศด้วย

มูลค่าการถือครองหุ้นโดยนักลงทุนต่างประเทศในตลาดหุ้นไทยในช่วง10 ปีที่ผ่านมา (2554 - 2563) ปรับขึ้นลงตามการเปลี่ยนแปลงราคาหลักทรัพย์เป็นสำคัญ ส่วนการขายสุทธิมีผลกระทบต่อมูลค่าการถือครองหุ้นค่อนข้างน้อย

จากการศึกษา“มูลค่าการถือครองหุ้นโดยนักลงทุนต่างประเทศในตลาดหุ้นไทย” ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2554 - 2563) พบว่า ณ สิ้นปี 2563 นักลงทุนต่างประเทศมีมูลค่าถือครองหุ้นในตลาดหุ้นไทยอยู่ที่4.49 ล้านล้านบาท คิดเป็น 28.67% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (ตามภาพที่ 3)และเมื่อเทียบกับปีฐาน (2554)ที่มีมูลค่าการถือครองหุ้นอยู่ที่ 2.67ล้านล้านบาท พบว่า มูลค่าการถือครองหุ้น ณ สิ้นปี 2563 เพิ่มขึ้น68.18% ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับการปรับตัว SET Index ที่เพิ่มขึ้น34.97% และมากกว่าการเพิ่มขึ้นของดัชนีผลตอบแทนรวม (Total Return Index: TRI) ของดัชนีSET50 เล็กน้อย โดย TRIของ SET50เพิ่มขึ้น 63.02%

จากการศึกษาพบว่า การเปลี่ยนแปลงมูลค่าการถือครองหุ้นโดยนักลงทุนต่างประเทศในแต่ละปีเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันกับการเปลี่ยนแปลงของ SET Index อาทิ

        - ณ สิ้นเดือนเมษายน 2557 มูลค่าการถือครองหุ้นโดยนักลงทุนต่างประเทศลดลง 10.9% จากปีก่อนหน้า ขณะที่ SET Index ลดลง 11.4%

        - ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2563 มูลค่าการถือครองหุ้นโดยนักลงทุนต่างประเทศลดลง  19.7% ขณะที่ SET Index ลดลง 19.1%

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาจำนวนหุ้น (volume) Foreign shares และจำนวนหุ้น NVDR รวมในตลาดทั้งหมด พบว่าจำนวนหุ้นเพิ่มขึ้นมากกว่า 200,000 ล้านหุ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาผ่านกิจกรรมต่างๆ ของบริษัทจดทะเบียนตามที่กล่าวแล้วในหัวข้อปัจจัยที่มีผลต่อการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศ

เมื่อพิจารณาผลกระทบของมูลค่าการซื้อขายสุทธิของนักลงทุนต่างประเทศ พบว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย 850,000 ล้านบาท สวนทางกับมูลค่าการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศที่ปรับเพิ่มขึ้นถึง 68.18%ซึ่งจากข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่า“การซื้อขายสุทธิของนักลงทุนต่างประเทศไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ถึงภาพรวมการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศ”

นักลงทุนต่างประเทศให้ความสำคัญกับการถือครอง foreign shares เพื่อลงทุนระยะยาว ไม่นำมาซื้อขาย ขณะที่ซื้อขายทำกำไรระยะสั้นผ่าน local shares และ NVDR

“ความมั่งคั่งวัดจากการสินทรัพย์ที่ถือครอง ขณะที่สภาพคล่องวัดจากการซื้อขาย” ซึ่งการศึกษานี้พิจารณาการถือครองหุ้นและการซื้อขายหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศโดยแบ่งกลุ่มหลักทรัพย์ตามสิทธิการออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น(voting right) ตามภาพที่ 2

จากข้อมูลการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศ (ภาพที่ 4) พบว่า การถือครองหุ้นส่วนใหญ่ของนักลงทุนต่างประเทศเป็นการถือครองหุ้นเพื่อลงทุนในระยะยาว โดยเฉลี่ย 79.14% ของมูลค่าการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศเป็น foreign shares ขณะที่ 20.82% เป็น NVDR และมีเพียง 0.04%  เป็นlocal shares

จากข้อมูลการซื้อขายหลักทรัพย์ของนักลงทุนต่างประเทศ (ภาพที่ 5) พบว่า การซื้อขายหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ของนักลงทุนต่างประเทศเป็นการซื้อขายทำกำไรระยะสั้นผ่าน local shares และ NVDR โดยสัดส่วนมูลค่าการซื้อขาย localshares โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 50.11% ของมูลค่าการซื้อขายรวม และซื้อขาย NVDR 42.24% ขณะที่ มีการซื้อขาย foreign shares เพียง 7.65% เท่านั้น

 

โดยสรุป นักลงทุนต่างประเทศส่วนใหญ่ลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้นไทยโดยถือครอง foreign shares เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ครบถ้วนและเป็นไปตามเงื่อนไขการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศที่กำหนดให้ลงทุนได้ในเฉพาะหลักทรัพย์ที่มีสิทธิในการออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น(voting right) เท่านั้น และด้วยข้อจำกัดของเพดานการถือครองหุ้น(foreign ownership limit: FOL) ทำให้จำนวน foreign shares ของบริษัทจดทะเบียนแต่ละบริษัทมีอยู่อย่างจำกัด ทำให้นักลงทุนต่างประเทศที่ลงทุนระยะยาวในบริษัทจดทะเบียนไทยจึงถือครอง foreign sharesโดยไม่นำมาซื้อขาย เห็นได้อย่างชัดเจนจากสัดส่วนมูลค่าการซื้อขาย foreign shares ซึ่งอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับ local shares และ NVDR

ขณะเดียวกัน นักลงทุนต่างประเทศซื้อขาย local shares และ NVDR ในสัดส่วนที่สูง ทั้งนี้เพื่อทำกำไรระยะสั้นจากสภาพคล่องในการซื้อขายในตลาดที่ local shares และ NVDR มีสภาพคล่องสูงกว่า foreign share

 ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิเพื่อทำกำไรระยะสั้นในตลาดหุ้นไทย ไม่ได้ออกจากตลาด

จากประโยคที่กล่าวว่า“นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยเป็นมูลค่าสูงแสดงว่านักลงทุนต่างประเทศออกจากตลาดหุ้นไทย” ในการศึกษานี้ ผู้วิจัยทำการวิเคราะห์ข้อมูลจาก “มูลค่าซื้อขายสุทธิของนักลงทุนต่างประเทศในตลาดหุ้นไทย โดยจำแนกกลุ่มหลักทรัพย์ตามสิทธิในการออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น (voting right)” พบว่า

ในช่วงปี 2554 - 2563 นักลงทุนต่างประเทศซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นไทยรวมกว่า 68.7 ล้านล้านบาท โดยเป็นผู้ขายสุทธิ ด้วยมูลค่า 857,613 ล้านบาท

จากมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ของนักลงทุนต่างประเทศในตลาดหุ้นไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (ตารางที่ 1) พบว่า นักลงทุนต่างประเทศซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นไทยรวมกว่า 68.72 ล้านล้านบาท โดยซื้อหลักทรัพย์รวม 33.93 ล้านล้านบาท และขายหลักทรัพย์รวม 34.79 ล้านล้านบาท ดังนั้น นักลงทุนต่างประเทศมีสถานะเป็นผู้ขายสุทธิรวม 857,613 ล้านบาท

 

 

เมื่อพิจาณามูลค่าการซื้อขายสุทธิของนักลงทุนต่างประเทศในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่า นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิ  2 ปีจาก 10 ปี คือ ในปี 2555 และปี 2559 ขณะที่อีก 8 ปีที่เหลือ นักลงทุนต่างประเทศเป็นผู้ขายสุทธิ โดยปี 2561 นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยสูงสุด ด้วยมูลค่าขายสุทธิ 287,696 ล้านบาท และล่าสุดในปี 2563 นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 263,148 ล้านบาท ถือว่าเป็นมูลค่าขายสุทธิสูงเป็นอันดับ 2 ในช่วง 10 ปี

ในช่วงปี 2554 - 2563 นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิเพื่อทำกำไรระยะสั้น โดยขายสุทธิใน local shares จำนวน 2.38 ล้านล้านบาท และขายสุทธิใน foreign shares 80,833 ล้านบาท ขณะที่ซื้อสุทธิ NVDR ทุกปีตลอดช่วง 10 ปีที่ทำการศึกษารวมสูงถึง 1.60 ล้านล้านบาท

แม้ว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยกว่า 857,613 ล้านบาท แต่เมื่อพิจารณารายละเอียดจากกลุ่มหลักทรัพย์ที่จำแนกตามสิทธิในการออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น (voting right)ในภาพที่ 6 พบข้อมูลที่น่าสนใจ ดังนี้

 

        - นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ เพื่อทำกำไรระยะสั้นเป็นส่วนใหญ่ โดยขายสุทธิในกลุ่ม local shares สูงถึง 2,376,644 ล้านบาท

        - ในทางกลับกัน นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิใน NVDR ต่อเนื่องตลอดทั้ง 10 ปี ด้วยมูลค่าซื้อสุทธิรวม 1,599,863 ล้านบาท

        - ขณะที่ นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิใน foreign shares รวม 80,833 ล้านบาทที่สำคัญจากการเปลี่ยนแปลงการถือครองหุ้นของนักลงทุนรายใหญ่ อาทิ ในปี 2556 มีการขายสุทธิสูงสุด 22,201 ล้านบาท สาเหตุสำคัญจากการเปลี่ยนแปลงการถือครองหุ้นของนักลงทุนรายใหญ่ โดยนักลงทุนรายใหญ่ที่เป็นนิติบุคคลต่างประเทศขายหุ้นให้บริษัทจดทะเบียนไทย

จากมูลค่าการซื้อขายสุทธิของนักลงทุนต่างประเทศในแต่ละปี พบว่าในปีที่นักลงทุนต่างประเทศมีสถานะเป็นผู้ขายสุทธิ พบว่าเป็นผลจากการขายสุทธิ เพื่อทำกำไรใน local shares และในปีที่นักลงทุนต่างประเทศมีสถานะเป็นผู้ซื้อสุทธิ ส่วนใหญ่เป็นผลจากซื้อสุทธิเพื่อลงทุนระยะสั้น และได้รับสิทธิประโยชน์การเงินใน NVDR

“นักลงทุนต่างประเทศออกจากตลาดหุ้นไทย” ข้อความนี้เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน (myths)

ดังนั้น จากการศึกษาตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้นอาจสรุปได้ว่า“นักลงทุนต่างประเทศยังคงอยู่ตลาดหุ้นไทยสังเกตได้จากการถือครอง foreign shares และให้ความสนใจเกี่ยวกับสภาพคล่องในการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นไทย โดยการซื้อขาย local shares และ NVDR”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...