โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถกับ "ฐานะและขนบประเพณี" เมื่อทรงศึกษา ณ รัสเซีย

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 13 มิ.ย. 2568 เวลา 08.29 น. • เผยแพร่ 13 มิ.ย. 2568 เวลา 00.13 น.
สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กับ “ฐานะและขนบประเพณี” เมื่อทรงศึกษา ณ รัสเซีย เป็นอย่างไร?

“…การเกิดเป็นเจ้าเป็นสิ่งที่น่าเบื่อหน่ายอย่างยิ่ง เพราะต้องทําอะไรตามขนบธรรมเนียมประเพณี ไม่อาจทําอะไรตามอําเภอใจได้ ไม่ว่าจะพูดหรือทําอะไรก็อยู่ในสายตาคนอื่นตลอดเวลา…”

เป็นข้อความตอนหนึ่งในบันทึกของจอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ (3 มีนาคม 2426 – 13 มิถุนายน 2463) บันทึกขณะที่ทรงกําลังศึกษาวิชาทหารบก ณ ประเทศรัสเซีย ครั้งนั้นทรงพอพระทัยหญิงสาวชาวรัสเซีย แต่เพราะฐานะความเป็นเจ้า ทําให้ไม่สามารถทรงทําตามพระทัยปรารถนาในการคบหากับหญิงสาวชาวรัสเซียเกินกว่าความเป็นเพื่อน ทําให้ทรงรู้สึกเบื่อหน่ายฐานะความเป็นเจ้า

ในความเชื่อของคนสมัยโบราณ เชื่อกันว่าเจ้าคือเทพลงมาจุติ หรือผู้มีบุญลงมาเกิด เพื่อบําเพ็ญบารมีช่วย เหลือผู้คนในโลกมนุษย์ ด้วยเหตุนี้ ชีวิตของเจ้าจึงแตกต่างจากชีวิตของสามัญชน โดยมีกรอบที่เรียกว่ากฎ มณเฑียรบาลเป็นข้อกําหนดให้ทรงประพฤติปฏิบัติพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ การดําเนินพระชนมชีพ การวางพระองค์ ตลอดจนพระจริยวัตรก็ถูกกําหนดไว้ทั้งสิ้น

แม้จะทรงสุขสนุกสบาย จนเทียบกันว่าทรงมีชีวิตดุจเทพเจ้าบนสรวงสวรรค์ แต่ท่ามกลางความสุขสนุกสบายนี้ ผู้ที่เกิดเป็นเจ้าต่างตระหนักดีว่าหน้าที่ของพระองค์นั้นหนักหน่วงกว่าสามัญชนมากมายนัก ดังปรากฏความหนักหน่วงนี้ในพระบรมราโชวาทในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่โปรดพระราชทานพระราชโอรสที่เสด็จไปทรงศึกษาในทวีปยุโรป ความว่า

“…ถ้าจะถือว่าเกิดมาเป็นเจ้านายแล้วจริง ๆ อยู่จนตลอดชีวิตก็สบาย ดังนั้นจะไม่ผิดอันใดกับสัตว์ เดรัจฉานอย่างเลวนัก สัตว์เดรัจฉานนั้นเกิดมากิน ๆ นอน ๆ แล้วก็ตาย แต่สัตว์บางอย่างมีเขามีหนังมีกระดูกเป็นประโยชน์ได้บ้าง แต่ถ้าคนเราประพฤติอย่างสัตว์เดรัจฉานนั้นแล้วจะมีประโยชน์อันใด ยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉานบางพวกไปเสียอีก…”

พระบรมราโชวาทนี้เอง ที่พระราชโอรสและเจ้านายทั้งปวงยึดถือเป็นหลักและแนวทางประพฤติปฏิบัติ ประจําพระองค์ และได้อบรมสั่งสอนกันสืบมา โดยเฉพาะเรื่องเกียรติยศ ศักดิ์ศรี ขนบประเพณี ตลอดจนภาระหน้าที่ของเจ้าที่มีต่อราชวงศ์และบ้านเมือง ซึ่งจะต้องรักษาให้เจริญรุ่งเรืองและมั่นคง

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาแต่การหลั่งไหลเข้ามาของวัฒนธรรมจากชาติทางตะวันตก ซึ่งแตกต่างจากวัฒนธรรมและความเชื่อของชาติทางตะวันออกอย่างสิ้นเชิง

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงต้องทรงเตรียมทั้งพระองค์และบ้านเมือง เพื่อรองรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในรัชสมัยของพระองค์ สิ่งสําคัญที่ทรงต้องเตรียมคือ การพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญทัดเทียมกับอารยประเทศ วิธีการหนึ่งคือการส่งพระราชโอรสที่ทรงมีความสามารถให้เสด็จไปทรงศึกษาวิทยาการสมัยใหม่จากประเทศต่าง ๆ ในยุโรป เพื่อจะได้นําความรู้เหล่านั้นมาพัฒนาบ้านเมือง

พระราชโอรสทุกพระองค์ที่เสด็จไปทรงศึกษาวิชาการยังประเทศในยุโรป ต่างทรงได้รับการอบรมสั่งสอนจากทั้งพระบรมราชชนกชนนี โดยเฉพาะพระบรมราโชวาทที่โปรดพระราชทานพระราชโอรสทุกพระองค์นั้น มีข้อความครอบคลุมทั้งความประพฤติการปฏิบัติพระองค์ของพระราชโอรสอย่างเข้มงวดกวดขันในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการวางพระองค์ให้เหมาะสมแก่พระเกียรติยศ ความรับผิดชอบด้านการศึกษาเพื่อนํามาใช้ประโยชน์ในบ้านเมือง การใช้จ่ายที่ต้องประหยัดตามพระราชทรัพย์ที่ทรงกําหนดพระราชทาน

พระบรมราโชวาทดังกล่าว ถือเป็นกฎเหล็กที่พระราชโอรสทุกพระองค์ต้องทรงปฏิบัติ พระจริยวัตรของพระราชโอรสทุกพระองค์จะอยู่ในสายตาของพระอภิบาล ซึ่งทรงให้ความไว้วางพระราชหฤทัยให้ตามเสด็จไปดูแลถวายความสะดวกสบาย ทรงให้สิทธิพิเศษกับพระอภิบาลในการที่จะกล่าวทัดทานห้าม ปรามพระราชโอรสในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และสามารถที่จะกราบทูลถึงปัญหาต่าง ๆ เกี่ยวกับพระราชโอรสได้โดยตรง

“…ให้ถือเป็นหน้าที่ซึ่งจะต้องตรวจตราระวังความประพฤติของพระบรมโอรสาธิราช สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ พระเจ้าลูกยาเธอ เพื่อจะไม่ได้ตกไปในทางความประพฤติชั่ว…” และ “…เมื่อเห็นอย่างไรให้พูดมาตรง ๆ จึงจะนับว่าเป็นผู้ใหญ่ใจจงรักภักดีแท้…”

ด้วยเหตุนี้ การประพฤติปฏิบัติพระองค์ของพระราชโอรสทุกพระองค์จึงไม่พ้นจากพระเนตรพระกรรณ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ เป็นพระราชโอรสพระองค์หนึ่งที่เป็นความหวังของพระบรมราชชนกชนนี เพราะเป็นพระราชโอรสที่มีพระสติปัญญาฉลาดเฉลียว พระจริยวัตรงดงาม และยังทรงอยู่ในฐานะรัชทายาทพระองค์ที่ 2 ต่อจากสมเด็จฯ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ พระเชษฐา จึงยิ่งต้องทรงประพฤติปฏิบัติ พระองค์ตามกรอบขนบประเพณีอย่างเคร่งครัด

รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดไว้วางพระราชหฤทัยให้พระราชโอรสพระองค์นี้เสด็จไปทรงศึกษาวิชาการทหารบกที่ รัสเซีย ซึ่งขณะนั้นเป็นประเทศมหามิตรของสยาม มีพระยามหิบาลบริรักษ์ทําหน้าที่พระอภิบาล พระอภิบาลจึงต้องเอาใจใส่สอดส่องวัตรปฏิบัติของพระราชโอรสพระองค์นี้อย่างเข้มงวด เพื่อมิให้ “ตกไปในทางความประพฤติชั่ว”

ในขณะที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้าทรงกําลังอยู่ในวัยหนุ่ม สูงส่งพรั่งพร้อมด้วยฐานะเกียรติยศชาติตระกูล ทําให้ทรงเป็นที่สนใจหมายปองของหญิงสาวในวงสังคมราชสํานักรัสเซีย และแน่นอนที่จะต้องมีสตรีบางนางอยู่ในความสนพระทัยของเจ้าชายหนุ่ม ดังปรากฏข้อความในบันทึกประจําวันของพระองค์กล่าวนามหญิง สาวไว้หลายคน เช่น นาตาชา ซึ่งน่าจะเป็นเพื่อนร่วมเรียน เพราะครั้งที่ทรงสอบวิชากฎหมายพระธรรมนูญศาลทหารได้คะแนนสูงสุด ทรงบันทึกไว้ว่า “…ฉันไม่มีทางที่จะได้คะแนนต่ำไปกว่านี้ เพราะนาตาชาบอกว่า จะคิดถึงฉันตลอดเวลาระหว่างที่เรียนวิชานี้…”

และทรงบันทึกถึง มาชิลเด คเซสซินสกายา (Mathilde Kchessinskaya) นางระบําปลายเท้า ซึ่งทรงใฝ่พระทัยหลงใหล เพราะความงาม ความร่าเริงแจ่มใสมีชีวิตชีวา นางจึงเป็นที่หมายปองของชายหนุ่มในสังคมชั้นสูงของรัสเซีย โดยเฉพาะในหมู่พระบรมวงศานุวงศ์หนุ่ม ๆ ทําให้เกิดการแข่งขันที่จะพิชิตหัวใจของหญิงสาว เจ้าชายสยามเป็นชายหนุ่มคนหนึ่งที่อยู่ร่วมในการแข่งขันนั้นด้วย ปรากฏหลักฐานในบันทึกรายวันที่ทรงบันทึกเกี่ยวกับหญิงสาวผู้นี้ครั้งที่เสด็จไปชมการแสดงของเธอว่า

“…โชคร้ายที แกรนด์ดุคแชร์จเสด็จไปชมการแสดงด้วย และ ค. ก็ทําท่าทางให้รู้ว่าพระองค์เสด็จอยู่ในที่นั้นด้วยการไม่โค้งมาที่ฉันตรง ๆ เพียงแต่สบสายตากับฉันเท่านั้น และหันไปโค้งให้กับผู้ชมอื่น ๆ ความคิดที่ว่าแกรนด์ดุคทรงหึงฉันเป็นเรื่องน่าหัวเราะสิ้นดี แต่ฉันก็ยอมรับว่าฉันรักในตัวเธออยู่เหมือนกัน เพราะเธอช่างเป็นหญิงสาวที่มีเสน่ห์ น่ารัก น่าชื่นชม ทําให้ฉันเบิกบานชุ่มชื่นใจได้อย่างน่ามหัศจรรย์…”

การทุ่มเทหลงใหลในตัวหญิงสาวนางระบําปลายเท้าคนนี้ เป็นเรื่องสําคัญเรื่องหนึ่งที่พระอภิบาลเฝ้ามอง ดูและทูลถวายรายงานถึงพระเนตรพระกรรณ ดังที่ทรงบันทึกไว้ว่า“…พระยาสุริยานุวัตร (อัครราชทูตสยามประจํากรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก) ได้เขียนจดหมายไปกราบบังคมทูลฟ้องทูลกระหม่อมพ่อเรื่องความสัมพันธ์ของฉันกับ ค. ทั้งนี้เพื่อจะได้มีเหตุผลในการสอดส่องควบคุมฉันอย่างเข้มงวดมากขึ้น และเพื่อที่จะให้ฉันมีอิสระเสรีน้อยลง…” และในที่สุดก็ทรงบันทึกว่า“…ฉันคิดว่าถึงเวลาเสียทีที่ฉันควรต้องเลิกติดต่อกับเธอในเมื่อเรื่องนี้รู้ไปถึงกรุงเทพฯ แล้ว…”

ปัญหาต่าง ๆ โดยเฉพาะปัญหาหัวใจที่เกิดตกหลุมรักหญิงสาวชาวรัสเซีย ซึ่งพร้อมที่จะประสาน สัมพันธ์รักกับเจ้าชายหนุ่ม แต่ต้องทรงถอนพระทัยกลับมาครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะสํานึกสําคัญถึงฐานะและขนบประเพณีที่เป็นเสมือนกําแพงใหญ่กั้นขวางหัวใจปรารถนาของพระองค์ จากพระอารมณ์และความรู้สึกในช่วงเวลานั้น จึงไม่น่าที่จะแปลกใจกับบันทึกแสดงถึงความเบื่อหน่ายในฐานันดรที่สูงส่งว่า “…การเกิดเป็นเจ้าเป็นสิ่งที่น่าเบื่อหน่ายอย่างยิ่ง…”

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 14 พฤศจิกายน 2562

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถกับ “ฐานะและขนบประเพณี” เมื่อทรงศึกษา ณ รัสเซีย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...