โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จารึกพ่อขุนฯ “แหวกประเพณี” เมื่อสระลอย ลอยมาจม อยู่ใน “ศิลาจารึกหลักที่ 1”

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 02 ก.ย 2565 เวลา 03.27 น. • เผยแพร่ 02 ก.ย 2565 เวลา 01.09 น.
รูปที่ 1 สำเนาศิลาจารึกหลัที่ 1 ด้านที่ 1 มีการวางรูปสระและพยัญชนะอยู่ในบรรทัดเดียวกันทั้งหมด

มีประเด็นที่ถกเถียงกันทางวิชาการประเด็นหนึ่งจนเป็นที่สนใจของคนไทยทุกระดับ คือการถกเถียงเกี่ยวกับหลักหินชิ้นสำคัญ ศิลาจารึกหลักที่ 1 ว่าทำขึ้นในสมัยใดแน่ พ่อขุนรามคำแหงหรือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ข้อถกเถียงต่างๆ ที่ต่างฝ่ายต่างยกหลักฐานขึ้นมาอ้างนั้น ได้ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรในวารสารเล่มนี้ (นิตยสารศิลปวัฒนธรรม) ติดต่อกันมาหลายฉบับและที่พิมพ์เผยแพร่อื่นๆ ก็มีอยู่ไม่น้อย

ผู้เขียนขอเรียนแต่ต้นเลยว่า ไม่เห็นด้วยกับฝ่ายที่เสนอว่าสร้างขึ้นในสมัย ร. 4 ซึ่งเหตุผลต่างๆ นั้นจะไม่เสนอในที่นี้อีก เนื่องจากไม่อาจหาหลักฐานมาคัดค้านมากเกินกว่าที่ฝ่ายค้านซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญได้ยกขึ้นมาคัดค้านไว้หมดแล้ว

แต่หัวเด็ดตีนขาดอย่างไรผู้เขียนก็ไม่เชื่อว่าพ่อขุนรามคำแหงเป็นผู้ทำจารึกหลักนี้ขึ้น เพราะแนวคิดเรื่องว่าตัวอักษรคือสิ่งที่เป็นวิวัฒนาการ อะไรที่อยู่ในสายวิวัฒนาการแล้วย่อมหาต้นมิได้ เท่านี้ก็เพียงพอที่ผู้เขียนจะไม่ยอมรับเรื่องพ่อขุนรามคำแหงทรงเป็นต้นคิดประดิษฐ์ตัวอักษรไทยขึ้นเป็นคนแรก ตามรูปอักษรและอักขรวิธีในศิลาจารึกหลักที่ 1

อักขรวิธีที่ผิดปกติ

ผู้เขียนมีความเห็นว่า ศิลาจารึกหลักที่ 1 น่าจะคิดทำขึ้นด้วยวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งในสมัยสุโขทัย โดยหันไปเอารูปตัวอักษรโบราณที่ไม่นิยมใช้แล้วในสมัยนั้น และพลิกแพลงอักขรวิธีขึ้นให้แปลกไปจากที่ใช้กันในสมัยนั้นเพื่อให้ดูสมจริงกับที่จะเป็นของที่ทำขึ้นในสมัย “เก่า” (คือสมัยพ่อขุนรามคำแหง)

วัตถุประสงค์ที่ทำขึ้น เป็นประเด็นทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจศึกษาประเด็นหนึ่ง ซึ่งควรศึกษากันต่อไปเมื่อได้มีการวิพากษ์วิจารณ์ศิลาจารึกหลักที่ 1 ให้กว้างขวางออกไปอีก (ดังนั้น ประเด็นถกเถียงที่ผ่านมาจึงเท่ากับเป็นก้าวแรกที่หยิบหลักฐานชิ้นนี้ลงมาใช้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ แทนที่จะเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ประดิษฐานอยู่ในพานทองใครแตะต้องไม่ได้เหมือนกับที่แล้วๆ มา)

รูปอักษรที่ไม่นิยมใช้กันแล้วในกรุงสุโขทัยสมัยที่ทำศิลาจารึกหลักที่ 1 คือรูปอักษรที่ใช้ในศิลาจารึกวัดปงสนุก อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ ได้รับการหยิบยืมมาเป็นรูปอักษรที่ใช้ในศิลาจากรึกหลักนี้

แต่ในเรื่องอักขรวิธีในศิลาจารึกหลักที่ 1 เป็นปัญหาที่ผู้เขียนพยายามหาคำตอบ ว่าผู้ทำศิลาจารึกหลักที่ 1 ไปได้ความคิดเช่นนี้มาจากไหน

อักขรวิธีที่แปลกประหลาดในศิลาจารึกหลักที่ 1 คือการวางรูปสระ พยัญชนะอยู่ในบรรทัดเดียวกันไม่ว่าจะเป็นรูปสระอี หรือสระอิ ฯ ที่อยู่ข้างบน หรือสระอุ สระอู ที่อยู่ข้างล่าง ต่างก็ได้รับการนำมาเรียงไว้ในบรรทัดเดียวกันกับตัวพยัญชนะหมด

การวางรูปพยัญชนะไว้ในบรรทัดเดียวกันนี้ มิใช่อักขรวิธีของไทยตามแบบแผนที่รู้จักกันมาแต่ไหนแต่ไร หรือแบบอักขรวิธีของเพื่อนบ้านใกล้เคียงร่วมสมัยกับชาติใดทั้งสิ้น

แม้แต่ศิลาจารึกวัดปงสนุก อำเภอวังชิ้น ที่มีรูปอักษรคล้ายคลึงกับรูปอักษรในศิลาจารึกหลักที่ 1 มากที่สุด ก็ยังวางรูปสระไว้ข้างบน ข้างล่าง ข้างหน้า ข้างหลัง ของตัวพยัญชนะตามปกติ

จะมีก็แต่อักขรวิธีตามแบบอักษรโรมัน (หนังสือฝรั่ง) เท่านั้นที่มีการวางพยัญชนะและสระไว้ในบรรทัดเดียวกัน

ด้วยเหตุนี้จึงเพิ่มข้อกังขาให้แก่ผู้สนใจศึกษาบางท่านว่า ศิลาจารึกหลักนี้น่าจะทำขึ้นในสมัยหลังมากๆ โดยผู้รู้ที่รู้อักขรวิธีแบบอักษรโรมัน

สำหรับผู้เขียนนั้น แม้จะเห็นอักขรวิธีของศิลาจารึกหลักที่ 1 ว่า แปลกประหลาดผ่าเหล่าผ่ากอไปจากอักขรวิธีที่ใช้กันในเอเชียอาคเนย์แต่ยังเห็นว่าสาระสำคัญในศิลาจารึกหลักที่ว่า มีความสอดคล้องกับแนวคิดบางประการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สุโขทัยที่ผู้เขียนศึกษาอยู่ ดังนั้นในการนำศิลาจารึกหลักที่ 1 มาเป็นหลักฐานอ้างอิงจึงทำด้วยความระมัดระวังอยู่เสมอมา มิให้ออกนอกกรอบจากที่อาจนำมาใช้เป็นหลักฐานได้

แต่เพิ่งพยายามหาหลักฐานมาอธิบายในคราวนี้เอง เมื่อการถกเถียงเรื่องศิลาจารึกหลักที่ 1 ทวีความดุเดือดยิ่งขึ้น

แหล่งของข้อมูลประเภทนี้อยู่ที่หอวชิรญาณ หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร

ผู้ที่คอยต้อนรับและให้ข้อมูลแก่ผู้ใฝ่ใจศึกษา คือคุณเทิม มีเต็ม ผู้เชี่ยวชาญอ่านอักษรโบราณประจำอยู่ที่นั่น

แบบอย่างตัวอักษรที่เป็นลายมือคัดลอก หรือข้อมูลบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่ในศิลาจารึกที่ได้รับการยกขึ้นมาเป็นข้อมูลในประเด็นถกเถียงกันทางวิชาการครั้งนี้ ผู้เขียนทราบว่าได้รับการอนุเคราะห์จากหอวชิรญาณนี้ ซึ่งทั้งฝ่ายเสนอและฝ่ายค้านบางท่านย่อมทราบดีอยู่แก่ใจ

กุญแจไขปัญหาจากหอวชิรญาณ

ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการวางรูปพยัญชนะและสระไว้ในบรรทัดเดียวกันของศิลาจารึกหลักที่ 1 เป็นปัญหาที่ผู้เขียนได้พาไปสู่หอวชิรญาณเพื่อขอความอนุเคราะห์ว่า นอกจากอักขรวิธีที่ใช้ในอักษรโรมันแล้ว จะมีอักษรอะไรอื่นที่ไหนที่มีการเอารูปสระที่ควรจะอยู่ข้างบนหรือข้างล่างรูปพยัญชนะ มาไว้บนบรรทัดเดียวกันกับพยัญชนะ

ต่อไปนี้คือข้อมูลที่คุณเทิม มีเต็มได้หยิบออกมาให้ดูเป็นตัวอย่างเท่าที่จะนึกได้

รูปที่ 1 คือภาพถ่ายสำเนาศิลาจารึกหลักที่ 1 ด้านที่ 1 ศิลาจารึกหลักนี้มีการวางรูปสระและพยัญชนะอยู่ในบรรทัดเดียวกันทั้งหมด (ที่เป็นปัญหา)

ในบรรทัดที่ 1 คุณเทิม มีเต็ม ได้ขีดเส้นใต้รูปสระอี จากชื่อศรีอีนทราทีตย และขีดเส้นใต้รูปสระอืจากประโยคที่ว่า แม่ชื่อนางเสือง

เป็นตัวอย่างให้เห็นหน้าตาของสระอีและสระอืที่วางอยู่ในบรรทัดเดียวกันกับพยัญชนะของศิลาจารึกหลักที่ 1 ว่า

สระอี มีหน้าตาเป็นวงกลมและมีเส้นตั้งผ่ากลางวงกลม

สระอื มีหน้าตาเป็นวงกลมและมีวงกลมเล็กซ้อนอยู่ข้างใน

รูปที่ 2 คือภาพถ่ายสำเนาศิลาจารึกหลักที่ 3 ตั้งแต่บรรทัดที่ 36-40 ของด้านที่ 1 ซึ่งพระมหาธรรมราชาลิไทผู้เป็นหลานปู่ของพ่อขุนรามคำแหงทรงโปรดให้จารึกขึ้นเมื่อหลัง พ.ศ. 1900 แล้ว

ศิลาจารึกหลักนี้มีอักขรวิธีแบบแผนที่ยึดถือกันมาของไทย คือ รูปสระควรจะอยู่ข้างบนก็เขียนไว้ข้างบน รูปสระที่ควรอยู่ข้างล่างก็เขียนไว้ข้างล่าง หรือข้างหน้าข้างหลังเป็นปกติ

แต่ในบรรทัดที่ 38 คุณเทิม มีเต็ม ได้ขีดเส้นใต้คำว่า อืน ซึ่งอ่านตามความเข้าใจปัจจุบันว่า อื่น

คำๆ นี้กลับเอารูปสระอื มาไว้ข้างหน้าพยัญชนะ น ในบรรทัดเดียวกัน

และหน้าตาของสระอื ก็เหมือนกันกับสระอืในศิลาจารึกหลักที่ 1 คือมีวงกลมเล็กซ้อนในวงกลมใหญ่

รูปที่ 3 คือภาพถ่ายศิลาจารึกหลักที่ 3 เช่นกัน แต่เป็นด้านที่ 2 ระหว่างบรรทัดที่ 40-42 ซึ่งด้านนี้เช่นกันที่มีอักขรวิธีตามแบบแผนของไทยโดยตลอด

แต่มีอยู่ที่หนึ่งในบรรทัดที่ 41 คุณเทิม มีเต็ม ได้ขีดเส้นใต้คำว่า อีง

คำๆ นี้เอารูปสระอีมาไว้ข้างหน้าพยัญชนะ ง ในบรรทัดเดียวกัน

และหน้าตาของสระอี ก็เหมือนักนกับรูปสระอีในศิลาจารึกหลักที่ 1 คือเป็นรูปวงกลม มีเส้นตั้งขีดแบ่งกลางวงกลม

รูปที่ 4 คือภาพถ่ายศิลาจารึกวัดพระยืน จังหวัดลำพูน ระหว่างบรรทัดที่ 12-17 ศิลาจารึกหลักนี้เป็นเรื่องการเผยแพร่พุทธศาสนาของพระสุมนะเถร ที่พระมหาธรรมราชาลิไทส่งขึ้นไปเมื่อ พ.ศ. 1912 และจารึกขึ้นเมื่อประมาณช่วง 2-3 ปีหลังจากที่ขึ้นไปนั้น

ในบรรทัดที่ 15 คุณเทิม มีเต็ม ได้ขีดเส้นใต้คำว่า อีน และ คำว่า อีก ซึ่งทั้งสองคำมีรูปสระอี เขียนอยู่ในบรรทัดเดียวกันกับพยัญชนะ คือ วางอยู่ข้างหน้าพยัญชนะ น และ ก

หน้าตาของรูปสระอีในศิลาจารึกนี้ ก็คล้ายกันกับรูปสระอีในศิลาจารึกหลักที่ 1 คือเป็นรูปวงกลม และมีเส้นตั้งขีดกลางวงกลมแต่ต่างกันเล็กน้อยที่ศิลาจารึกวัดพระยืนจะขีดเส้นตั้งกลางวงกลมเลยเส้นรอบวงขึ้นไปข้างบน โดยเริ่มขีดจากประมาณเหนือเส้นรอบวงด้านล่างข้างในขึ้นไปเล็กน้อย

รูปสระลอยคือลูกกุญแจ

จากหลักฐานที่คุณเทิม มีเต็ม ชี้ให้ผู้เขียนนำไปคิดต่อ (เหมือนกับที่เคยชี้ให้นักวิชาการหลายท่านไปแล้ว) ผู้เขียนจึงขอสรุปหลักฐานนี้ว่า

ในสมัยของพระมหาธรรมราชาลิไท (พ.ศ. 1890-1913, 4) ถึงแม้ว่าการเขียนลายลักษณ์อักษรจะมีอักขรวิธีเหมือนกับอักขรวิธีตามปกติของไทย คือรูปสระใดอยู่ข้างบน ข้างล่าง ข้างหน้า ข้างหลัง ก็ไว้ตามนั้นอย่างที่รู้จักกัน ยังมีการเขียนรูปสระอีกแบบหนึ่งซึ่งเป็นวิธีการเขียนสืบต่อจากวิธีการเขียนอักษรโบราณจากอินเดียคือการวางรูปสระไว้ข้างหน้าพยัญชนะในบรรทัดเดียวกันในกรณีที่เป็นสระลอย ซึ่งตามหลักฐานที่นำมาเสนอ ได้พบการใช้สระลอยสองรูป คือสระอีและสระอื

สระลอยคือรูปสระที่ใช้วางข้างหน้าพยัญชนะเมื่อคำ นั้น พยางค์แรกออกเสียงสระ เช่น อาทิตย์ อุทัย อริน อินทรีย์ ฯลฯ

สำหรับอักขรวิธีของไทยปัจจุบันไม่ใช้รูปสระลอย แต่ใช้ตัวพยัญชนะ อ ผสมกับรูปสระ เช่น

อ ผสมรูปสระ -า อ่านว่า อา

อ ผสมรูปสระ -ิ อ่านว่า อิ

อ ผสมรูปสระ -ุ อ่านว่า อุ ฯลฯ

หรือถ้าเป็นสระ -ะ เสียงสั้นก็ใช้ตัวพยัญชนะ อ ตัวเดียวนำหน้า เช่น อริน อ่านว่า อะริน ซึ่งในกรณีหลังนี้อาจจะถือว่าตัวพยัญชนะ อ ที่นำหน้านี้คือรูปสระลอยสระ -ะ ที่หลงเหลือมาจนทุกวันนี้ก็ได้

แต่อักขรวิธีของแขกซึ่งเป็นต้นแบบของรูปอักษรในเอเชียอาคเนย์นั้น จะมีรูปสระลอยโดยเฉพาะ ไม่ใช่ตัวพยัญชนะ อ มาผสมแบบไทย

ดังนั้น คำที่ยกมากล่าวข้างต้นถ้าเขียนตามอักขรวิธีของแขก ไม่ว่าจะเป็นอักษรเทวนาครี อักษรปัลลวะ ฯลฯ ก็จะเขียนได้ดังนี้

(รูปสระลอย อะ) ริน อ่านว่า อะริน

(รูปสระลอย อุ) ทัย อ่านว่า อุทัย

(รูปสระลอย อิ) นทรีย์ อ่านว่า อินทรีย์ ฯลฯ

จากหลักฐานที่ยกมาแสดงในรูปที่ 2, 3 และ 4 คือการใช้สระลอยในอักขรวิธีของไทย ซึ่งยังหลงเหลือตกทอดมาจากอักขรวิธีของแขกและยังใช้อยู่ในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท รูปสระลอยอื่นๆ ควรจะมีจนครบเท่าที่จำเป็นจะต้องใช้ แต่ที่เหลือเป็นหลักฐานที่ค้นพบได้ขณะนี้ มีสองรูปสระลอยคือ สระอีและสระอื ซึ่งมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับ สระอี และสระอื ในศิลาจารึกหลักที่ 1

เมื่อเป็นเช่นนี้จึงอาจอธิบายได้ว่า การที่ศิลาจารึกหลักที่ 1 เอารูปสระมาอยู่ในบรรทัดเดียวกันกับตัวพยัญชนะนั้น เป็นการแผลงเอารูปสระลอยของไทยมาใช้นั่นเอง แต่มิได้มาใช้ในฐานะเป็นสระลอยอย่างเดียว หากแต่ว่านำมาใช้ผสมกับพยัญชนะไปทุกคำ เหมือนกับเป็นรูปสระธรรมดาทั่วไป (เลยต้องเอามาไว้บรรทัดเดียวกันกับพยัญชนะตามตำแหน่งการวางรูปสระลอย)

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ศิลาจารึกหลักที่ 1 คือที่ที่รวบรวมรูปสระลอยของไทยที่มีใช้อยู่ทุกตัวเอามาไว้ด้วยกันนั่นเอง

ถึงจะแผลงไปหน่อย คนก็ยังอ่านออก

ที่กล่าวมาทั้งหมด เป็นการแสดงหลักฐานเพื่อสร้างคำตอบให้แก่คำถามที่ว่า การวางรูปสระพยัญชนะไว้ในบรรทัดเดียวกันของศิลาจารึกหลักที่ 1 นั้น ไปได้แนวคิดมาจากไหน ถ้ามิใช่ได้แนวคิดมาจากอักษรฝรั่ง

และเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็สามารถที่จะอธิบายได้อีกว่า ผู้ทำศิลาจารึกหลักที่ 1 สามารถบรรลุวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่งของตนได้เพราะผู้รู้ในสมัยนั้น (สมัยสุโขทัย) ย่อมสามารถที่จะอ่านศิลาจารึกหลักนี้ออก

แต่อย่าเพิ่งสรุปว่าศิลาจารึกหลักที่ 1 ประดิษฐ์ขึ้นโดยพ่อขุนรามคำแหง เพราะในคำอธิบายเกี่ยวกับการยืมรูปสระลอยมาใช้ในบทความนี้ก็เป็นการปฏิเสธในตัวแล้ว ว่าการทำเช่นนั้นมิได้เป็นวิวัฒนาการของอักขรวิธี แต่เป็นการ “แหวกประเพณี” อย่างหนึ่ง

รวมทั้งเหตุผลอื่นๆ ที่จะไม่ขอกล่าวในที่นี้ เพราะมีผู้กล่าวในที่อื่นแล้ว ถึงเหตุผลที่ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าไม่ใช่ศิลาจารึกที่พ่อขุนรามคำแหงทรงทำขึ้น (เช่น ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร)

แต่จะทำเมื่อใด ด้วยวัตถุประสงค์อย่างไร และท่ามกลางสถานการณ์อย่างไรนั้น ผู้เขียนมีความเห็นว่าน่าจะเป็นประเด็นถกเถียงกันได้สนุกและได้ประโยชน์กว่าที่จะมาอุดปากปิดความคิดคนอื่นมิให้คิดว่าทำในสมัยรัชกาลที่ 4 และเจตนยัดเยียดความงมงายให้คนอื่นว่าทำโดยพ่อขุนรามคำแหงเหมือนกับที่ตนเองที่ยังคงงมงายอยู่ว่าพ่อขุนรามคำแหงเคยไปเมืองจีน 2 ครั้ง

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่**

ที่มา :

วรรณกรรมการเมือง เรื่อง “อานุภาพพ่อขุนอุปถัมภ์” ศึกศิลาจารึก ที่พ่อขุนรามคำแหงไม่ได้แต่งยุคสุโขทัย (หมายเหตุ บทความเรื่องนี้เคยตีพิมพ์แล้วในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 10 ฉบับที่ 7 พฤษภาคม 2532)

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ กันยายน 2559

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...