PPPM หุ้นล่าสุดที่เสี่ยง “เบี้ยวหนี้”
ปัญหาการผิดชำระหนี้ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังมีให้เห็นกันอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นประเด็นที่น่าติดตามของนักลงทุน ที่แสดงให้เห็นว่า ฐานะการเงิน และการดำเนินงานของบริษัทนั้นๆมีความมั่นคงมากน้อยแค่ไหน
ทั้งนี้ประเด็นการผิดชำระหนี้เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นสิ่งเลวร้ายอย่างมาก ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับบริษัทบริษัทจดทะเบียน เพราะการกระทำดังกล่าวนั้น จะกระทบทางลบของการดำเนินธุรกิจ รวมทั้งโครงสร้างฐานะการเงินของบริษัทนั้นเป็นอย่างมาก
โดยก่อนหน้านี้เชื่อว่านักลงทุนยังคงจำกันได้เกี่ยวกับปัญหาผิดชำระหนี้ยังได้เกิดกับ บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ IFEC ที่ปัจจุบันยังมีปัญหารุมเร้ามากมายเหลือเกิน ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่สามารถคลี่คลายปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นภายในบริษัทได้ ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังคงขึ้นเครื่องหมาย SP, NP, NC โดยได้ตรวจสอบข้อมูล มีรายย่อยถือหุ้นอยู่กว่า 27,170 ราย ณ วันที่ 20 เม.ย.2560 ซึ่งข้อมูลล่าสุดพบว่า หุ้นถูกขึ้นเครื่องหมาย SP หรือพักการซื้อขายมาตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค.2561 จนถึงปัจจุบัน
ขณะเดียวกันอีกหนึ่งบริษัทที่เป็นมหากาพย์เช่นกัน ก็คือ บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) หรือ EARTH ที่ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังคงขึ้นเครื่องหมาย SP, NP, NC เช่นกัน ซึ่งจากการตรวจสอบมีผู้ถือหุ้นรายย่อยยังคงติดอยู่กว่า 6,949 ราย ณ วันที่ 15 มี.ค.2560 โดยข้อมูลล่าสุด หุ้นยังคงขึ้นเครื่องหมาย SP ตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค.2561 จนถึงปัจจุบันเช่นกัน
เปิดไทม์ไลน์เบี้ยวหนี้ PPPM ตัวล่าสุด
ทั้งนี้ปัญหาการผิดชำระหนี้กลับมาวนเวียนในอีกครั้ง โดยล่าสุดได้เกิดขึ้นกับ บริษัท พีพี ไพร์ม จำกัด (มหาชน) หรือ PPPM ที่ก่อนหน้านี้ชื่อ บริษัท ไทยลักซ์ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TLUXE ซึ่งไทม์ไลน์น่าสนใจอย่างมาก โดยช่วงเช้าของวันที่ 31 ก.ค. 2562 ได้แจ้งการผิดนัดหุ้นกู้รวม 580 ล้านบาท และเป็นเหตุให้อาจถูกเรียกให้ชำระหนี้กู้อีก 541.60 ล้านบาท รวมเป็นมูลหนี้หุ้นกู้ 1,121.60 ล้านบาทคิดเป็น 34.87% ของสินทรัพย์รวมนั้น ส่งผลให้ช่วงเช้าวันที่ 31 ก.ค.2562 ตลาดหลักทรัพย์ ได้ขึ้นเครื่องหมาย H
หลังจากนั้นในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน PPPM ยังไม่ได้ชี้แจงผลกระทบต่อฐานะการเงินและการดำเนินงานรวมทั้งข้อมูลอื่นๆ ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ สอบถาม เนื่องจากเป็นข้อมูลสำคัญที่กระทบต่อการตัดสินใจลงทุนในหลักทรัพย์ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงยังคงหยุดพักการซื้อขาย โดยขึ้นเครื่องหมาย SP หลักทรัพย์ PPPM ตั้งแต่รอบบ่ายของวันที่ 31 ก.ค.2562 เป็นต้นไป จนกว่าบริษัทจะชี้แจงข้อมูลดังกล่าว
ต่อมาเมื่อวันที่ 2 ส.ค.2562 ทาง PPPM ได้ชี้แจงว่า PPPM ยืนยันไม่ผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ ซึ่งได้เปิดตารางหุ้นกู้ รวม 5 ครั้ง มูลค่ารวม 1,121 ล้านบาท โดยหุ้นกู้ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ชำระคืนได้ทันตามกำหนด ส่วนหุ้นกู้ที่เหลือรวม 541.60 ล้านบาท ยังไม่ถึงกำหนดชำระ และมีความมั่นใจว่า จะสามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด
โดยมีรายละเอียดดังนี้ หุ้นกู้ครั้งที่ 1 มูลค่า 260.50 ล้านบาท ครบกำหนดไถ่ถอน ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2562 และชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย วันที่ 2 สิงหาคม 2562 โดยนายทะเบียนหุ้นกู้ ได้ชำระหนี้ให้กับผู้ถือหุ้นกู้ไปบางส่วน เป็นจำนวน 216.8 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ซึ่งบริษัท ได้เข้าไปเจรจาชำระหนี้คืนให้กับนายทะเบียนหุ้นกู้โดยเร่งด่วน ส่วนหุ้นกู้ที่เหลืออีก 43.7 ล้านบาท บริษัท จะชำระดอกเบี้ยและเงินต้นให้กับผู้ถือหุ้นกู้ทุกราย ภายในวันที่ 2 สิงหาคม 2562 โดยแหล่งเงินจะมาจากเงินเพิ่มทุนก่อนหน้านี้
ขณะที่หุ้นกู้ครั้งที่ 2 มูลค่า 319.50 ล้านบาท ครบกำหนดไถ่ถอน วันที่ 2 สิงหาคม 2562 บริษัท จะชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย ภายใน 5 วัน หรือภายในวันที่ 7 สิงหาคม 2562 โดยจะนำเงินที่ได้จากการขายหลักทรัพย์เพื่อค้า เงินทุนหมุนเวียนของกิจการและเงินจากการเพิ่มทุน
ในส่วนหุ้นกู้ที่เหลือรวม 541.60 ล้านบาท ยังไม่ถึงกำหนดการชำระ ประกอบไปด้วยโดยหุ้นกู้ครั้งที่ 3 มูลค่า 134 ล้านบาท ครบกำหนดไถ่ถอน ในวันที่ 3 กันยายน 2562 หุ้นกู้ครั้งที่ 4 มูลค่า 200 ล้านบาท ครบกำหนดไถ่ถอน วันที่ 8 พฤษภาคม 2563 และ และหุ้นกู้ครั้งที่ 5 มูลค่า 207.60 ล้านบาทครบกำหนดไถ่ถอน วันที่ 18 มีนาคม 2564 ส่งผลให้ช่วงบ่ายของวันที่ 2 ส.ค.ทางตลาดหลักทรัพย์จึงได้ปลดเคื่องหมาย SP หลักทรัพย์ของ PPPM
ไทยพาณิชย์สวนกลับทันทียังไม่ได้รับเงินชำระหนี้
อย่างไรก็ตามในวันเดียวกัน (2 ส.ค.2562) นั้น ทางธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะนายทะเบียนหุ้นกู้ได้ชี้แจง ประเด็นดังกล่าวของ PPPMนั้น ไม่เป็นความจริง เนื่องจากในวันที่ 30 ก.ค.2562 ทาง PPPM ไม่ได้นำเงินฝากเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้ไถ่ถอนหุ้นกู้แต่อย่างใด สำหรับเงินที่โอนเข้าบัญชีเงินฝากของผู้ถือหุ้นกู้ไปนั้นเป็นการตัดเงินของธนาคารจากระบบด้วยความผิดพลาด
ดังนั้นจึงส่งผลทำให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขึ้นเครื่องหมาย H หลักทรัพย์ของ PPPM และให้ชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมกรณีนายทะเบียนหุ้นกู้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่าข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยว่า มีการชำระหนี้หุ้นกู้โดยนายทะเบียนหุ้นกู้นั้น ไม่เป็นความจริง ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีนัยสำคัญ และอาจมีผลกระทบต่อฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของบริษัท แต่ PPPM ยังไม่ได้ชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมกรณีนายทะเบียนหุ้นกู้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯจึงยังคงหยุดพักการซื้อขาย โดยขึ้นเครื่องหมาย SP หลักทรัพย์ของ PPPM ตั้งแต่รอบบ่ายของวันที่ 5 ส.ค.2562 เป็นต้นไป จนกว่าบริษัทจะชี้แจงข้อมูลดังกล่าว
PPPM โฟนอินชี้แจง
ล่าสุดนายสนทยา น้อยเจริญ ที่ปรึกษาทางการเงินและที่ปรึกษากฎหมาย ในการแก้ไขปัญหาการชำระหนี้หุ้นกู้โดยรวมทั้งหมดของ PPPM จากบริษัท ฟีนิกซ์ แอดไวซอรี่ เซอร์วิสเซส จำกัด ได้ชี้แจงว่าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการชำระหนี้หุ้นกู้ ครั้งที่ 1/2560 จำนวน 260.50 ล้านบาท โดยการชำระหนี้หุ้นกู้ ครั้งที่ 1/2560 จำนวน 216.80 ล้านบาท ซึ่งเหตุการณ์ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะนายทะเบียนหุ้นกู้ ได้โอนเงินและออกเช็คให้กับผู้ถือหุ้นกู้ที่ครบกำหนดไถ่ถอนไปบางส่วนในวันที่ 30 กรกฎาคม 2562 และจากการประชุมกับธนาคารในช่วงเวลาบ่ายของวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า เป็นการตัดเงินของธนาคารจากระบบด้วยความผิดพลาด
ดังนั้นตามหนังสือที่อ้างถึงลำดับที่ 1 เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2562 บริษัทได้เข้าใจโดยสำคัญผิดและแจ้งไปว่า “เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2562 นายทะเบียนหุ้นได้ชำระหนี้ให้กับผู้ถือหุ้นกู้” แต่เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2562 จากหนังสือฉบับที่อ้างถึงลำดับที่ 2 ของนายทะเบียนหุ้นดังกล่าว บริษัททราบว่า “การชำระหนี้หุ้นกู้ลำดับที่ 1 จำนวน 260.50 ล้านบาท เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2562 นายทะเบียนหุ้นกู้ได้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของผู้ถือหุ้นกู้ไปเป็นการตัดเงินของธนาคารจากระบบด้วยความผิดพลาดให้กับผู้ถือหุ้นกู้ไปเป็นเงินจำนวน 216.8 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทยังไม่ทันได้นำเงินฝากเข้าบัญชีเพื่อชาระหนี้ไถ่ถอนหุ้นกู้”
ยืนยันชำระเงินหุ้นกู้ชุด 1 ครบแล้ว
ต่อมาเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2562 ผู้บริหารของบริษัทและผู้บริหารของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะนายทะเบียนหุ้นกู้ได้ประชุมร่วมกันแล้ว ทำให้บริษัททราบโดยชัดแจ้งแล้วว่า การโอนเงินเข้าบัญชีผู้ถือหุ้นกู้เป็นไปตามข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น ดังนั้น ในวันที่ 6 สิงหาคม 2562 คณะกรรมการบริษัท จึงได้มีมติให้ดำเนินการชำระเงินคืนให้นายทะเบียนหุ้นกู้ และบริษัทได้ดำเนินการคืนเงินด้วยวิธีการโอนเงินด้วยระบบบาทเนตเรียบร้อยแล้ว โดยเงินที่นำมาชำระดังกล่าวมาจากการเพิ่มทุนซึ่งกำหนดวันจองซื้อและชำระค่าหุ้นเมื่อวันที่ 1-5 กรกฎาคม 2562 จำนวนประมาณ 250 ล้านบาท และเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท
ส่วนความคืบหน้าในการชำระหุ้นกู้ ทั้งจำนวน 216.80 ล้านบาท และจำนวน 43.70 ล้านบาท โดยเมื่อบริษัทได้ชำระเงินจำนวน 216.80 ล้านบาท คืนให้กับนายทะเบียนหุ้นกู้ดังกล่าว ผู้ถือหุ้นกู้ที่ได้รับเงินเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2562 ก็ไม่ต้องคืนเงินดังกล่าวกลับเข้าบัญชีเพื่อนำส่งคืนให้กับนายทะเบียนหุ้นกู้อีก และถือว่า ผู้ถือหุ้นกู้ที่ได้รับเงินไปเป็นการชำระหนี้หุ้นกู้ในครั้งที่ 1/2560 เรียบร้อยแล้ว
โดยการชำระหนี้หุ้นกู้ จำนวน 43.70 ล้านบาท เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2562 บริษัทได้โอนเงินเข้าบัญชีผู้ถือหุ้นกู้ จำนวนรวม 40 ราย และจัดทำเป็นแคชเชียร์เช็คจำนวน 9 ราย ซึ่งปรากฏว่า มีตัวแทนของผู้จัดจำหน่ายหุ้นกู้ได้ประสานงานว่า ผู้ถือหุ้นกู้จะมารับในวันที่ 5 สิงหาคม 2562 ณ บริษัท ฟีนิกซ์ แอดไวซอรี่ เซอร์วิสเซส จำกัด ซึ่ง ณ วันที่ 5 สิงหาคม 2562 ผู้ถือหุ้นกู้ทั้ง 9 รายได้รับแคชเชียร์เช็คไปครบถ้วนแล้ว โดยเงินที่นำมาชำระดังกล่าวมาจากการเพิ่มทุนและเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท และจากการประสานงานกับนายทะเบียนหุ้นกู้ปรากฏว่า มีผู้ถือหุ้นกู้ 3 ราย ที่ยังไม่ได้รับชำระหนี้ไถ่ถอนหุ้นกู้ บริษัทจึงได้โอนเงินให้กับผู้ถือหุ้นทั้ง 3 รายโดยตรงแล้ว เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2562 ดังนั้นบริษัทขอสรุปว่า หุ้นกู้ ครั้งที่ 1/2560 (TLUXE197A) บริษัทได้ชำระหุ้นกู้ครบถ้วนแล้ว
ขอขยายจ่ายหุ้นกู้ชุด 2
นายสนทยา กล่าวอีกว่า แผนการชำระหนี้หุ้นกู้ ครั้งที่ 2/2561 จำนวน 319.5 ล้านบาท ที่ครบกำหนดไถ่ถอนในวันที่ 2 สิงหาคม 2562 บริษัทจะดำเนินการชำระหนี้ต้นเงิน และดอกเบี้ยในวันที่ 7 สิงหาคม 2562 โดยเงินที่มาชำระดังกล่าวจะมาจากการขายหลักทรัพย์เพื่อค้า, เงินทุนหมุนเวียนของกิจการและเงินจากการเพิ่มทุน แต่เนื่องจากบริษัทได้นำเงินจากการเพิ่มทุนไปชำระหุ้นกู้ข้างต้น และบริษัทยังไม่สามารถขายหลักทรัพย์เพื่อค้าได้ จึงเป็นผลทำให้บริษัทไม่สามารถชำระหนี้ไถ่ถอนหุ้นกู้ ครั้งที่ 2/2561 จำนวน 319.5 ล้านบาทได้
และด้วยผลจากการที่บริษัทมีเงินกู้ที่มีกำหนดระยะเวลาการชำระหนี้คืนในหลายช่วงเวลา รวมทั้งแผนการเพิ่มทุนที่บริษัทได้วางแผนไว้ไม่สำเร็จตามแผน ทำให้การจัดการด้านการเงินของบริษัทในการชำระหนี้คืนดังกล่าวไม่เป็นไปตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ ทำให้บริษัทมีความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงโครงสร้างทางการเงิน และจากเหตุดังกล่าว
ดังนั้นคณะกรรมการบริษัทในการประชุมครั้งที่ 16/2562 เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2562 จึงมีมติแจ้งเหตุการณ์การผิดนัดไม่ชำระหนี้หุ้นกู้ ครั้งที่ 2/2561 จำนวน 319.5 ล้านบาท และมีมติกำหนดให้เรียกประชุมผู้ถือหุ้นกู้ในวันที่ 2 กันยายน 2562 เวลา 14.00 น. สถานที่จัดประชุมจะแจ้งให้ทราบต่อไป โดยกำหนดวันปิดสมุดทะเบียนวันที่ 19 สิงหาคม 2562 เวลา 12.00 น. จนกว่าจะประชุมผู้ถือหุ้นกู้แล้วเสร็จ
ยอมจ่ายดอกเบี้ยอีก 22 ล้านบาท
โดยเพื่อขอขยายระยะเวลาการชำระไถ่ถอนเงินต้นหุ้นกู้ดังกล่าว ออกไป 330 วัน นับแต่วันครบกำหนดไถ่ถอน ซึ่งจะครบกำหนดไถ่ถอนวันที่ 2 กรกฎาคม 2563 โดยบริษัทจะชำระดอกเบี้ยปกติของงวดวันที่ 2 สิงหาคม 2562 จำนวนประมาณ 5.711 ล้านบาท ในวันที่ 2 กันยายน 2562 และบริษัทจะขอแก้ไขอัตราดอกเบี้ยปกติจากอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.25 ต่อปี เพิ่มขึ้นอีกอัตราร้อยละ 0.5 ต่อปี เป็นอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.75 ต่อปี
ทั้งนี้บริษัทจะชำระดอกเบี้ยที่จะได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นกู้ในงวดถัดไปในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 จำนวนเงินประมาณ 6.105 ล้านบาท , วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2563 จำนวนเงินประมาณ 6.105 ล้านบาท และวันที่ 2 กรกฎาคม 2563 จำนวนเงิน 10.175 ล้านบาท รวมเป็นดอกเบี้ยที่ชาระทั้งหมดนับแต่วันที่ครบกำหนดชำระ (วันที่ 2 สิงหาคม 2562) ถึงวันที่ 2 กรกฎาคม 2563 เป็นเงินจำนวน 22.385 ล้านบาท
สำหรับการชำระดอกเบี้ยในแต่ละงวดจะชำระในวันที่กำหนดดังกล่าวข้างต้น ซึ่งการชำระหนี้ดังกล่าวมาจากเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท ส่วนการชำระหนี้ดอกเบี้ยและเงินต้นเพื่อไถ่ถอนหุ้นกู้ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2563 บริษัทจะดำเนินการขายทรัพย์สินที่ไม่ได้ใช้ดำเนินการและขายหลักทรัพย์เพื่อค้า
ทั้งนี้ทรัพย์สินที่ติดภาระผูกพันบริษัทจะดำเนินการจัดให้ปลอดภาระผูกพันก่อนแล้วจึงจะดำเนินการขายเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ไถ่ถอนหุ้นกู้ครั้งที่ 2/2561 ในคราวเดียวต่อไป รวมทั้งบริษัทจะขอผ่อนผันยกเว้นอัตราดอกเบี้ยผิดนัดกับผู้ถือหุ้นกู้ในอัตราดอกเบี้ยหุ้นกู้บวกด้วยอัตราร้อยละ 2 ต่อปี ตามข้อกำหนดว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของผู้ออกหุ้นกู้ด้วย สำหรับการชำระดอกเบี้ยทุกงวดและชำระหนี้เงินต้นเพื่อไถ่ถอนหุ้นกู้ดังกล่าว บริษัทจะดำเนินการผ่านนายทะเบียนหุ้นกู้เช่นกัน
ยืนยันหุ้นกู้ชุดที่เหลือกว่า **541 ล้านบาท ไม่ขยายแน่นอน
ในส่วนหุ้นกู้ที่เหลือรวม 541.60 ล้านบาท ยังไม่ถึงกำหนดการชำระ ประกอบไปด้วยโดยหุ้นกู้ครั้งที่ 3 มูลค่า 134 ล้านบาท ครบกำหนดไถ่ถอน ในวันที่ 3 กันยายน 2562 หุ้นกู้ครั้งที่ 4 มูลค่า 200 ล้านบาท ครบกำหนดไถ่ถอน วันที่ 8 พฤษภาคม 2563 และ และหุ้นกู้ครั้งที่ 5 มูลค่า 207.60 ล้านบาทครบกำหนดไถ่ถอน วันที่ 18 มีนาคม 2564 นั้น บริษัทยืนยันว่าจะไม่มีการขยายการชำระอีกอย่างแน่นอน
สิ้นปีนี้คว้าเงินขายโรงไฟฟ้าอีก 1,183.77 ล้านบาท
เรายังจะขายหลักทรัพย์เพื่อค้าและขายสินทรัพย์ที่ไม่ได้ใช้ดำเนินกิจการ และได้เคยทำบันทึกข้อตกลงเบื้องต้นในการจำหน่ายโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ ในประเทศญี่ปุ่น ทั้งหมด 15 ยูนิต มูลค่ารวมของโรงไฟฟ้าประมาณ 4,800 ล้านเยนซึ่งได้รับเงินมัดจำมาแล้ว 2 งวด เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2561 จำนวน 200 ล้านเยน (ประมาณ 59.98 ล้านบาท) และต่อมา เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2562 บริษัทได้รับเงินมัดจำเพิ่มเติมจำนวน 400 ล้านเยน (ประมาณ 116.28 ล้านบาท) ทำให้บริษัทได้รับเงินมัดจำมาแล้วรวมจำนวน 600 ล้านเยน (หรือประมาณ 176.26 ล้านบาท)
ทั้งนี้ทางผู้ซื้อได้เจรจากับบริษัทเพื่อขอขยายอายุข้อตกลงเบื้องต้นในการจำหน่ายโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพไม่เกินธันวาคม 2562 ในมูลค่าส่วนที่เหลือที่จะได้รับชำระเงินอีกประมาณ 4,200 ล้านเยน (หรือประมาณ 1,183.77 ล้านบาท) รวมทั้งนำเงินจากเงินทุนหมุนเวียนและสภาพคล่องของกิจการมาชำระไถ่ถอนหุ้นกู้ต่อไป
“เราสื่อสารให้เห็นภาพรวมของบริษัท เพื่อเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุน โดยหวังใช้การประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อเปิดเผยกลยุทธ์ของบริษัทในลำดับถัดไป ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเราได้แจ้งต่อ ก.ล.ต.ตั้งแต่วันแรก เมื่อเกิดเหตุ และได้คุยกับตลาดหลักทรัพย์ฯมาตลอดเช่นกัน นอกจากนี้ยืนยันว่าหุ้นกู้อีก 3 ชุดที่เหลือ จะไม่ขยายการชำระแน่นอน ส่วนการเพิ่มทุนอีกครั้งนั้น เราไม่ปิดโอกาส ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ขณะที่ปัจจุบันบริษัท มีหนี้เงินกู้ระยะสั้นและระยะยาวรวมเป็นเงินจำนวน 927 ล้านบาท ซึ่งชำระเร็วสุดปลายปี 2563 ดังนั้นจึงไม่น่าจะมีปัญหาอะไรอีก”นายสนทยา กล่าว
“ปัญหาการผิดชำระหนี้ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯมีให้เห็นบ่อยครั้ง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า นับเป็นสิ่งเลวร้ายอย่างมาก ต่อความน่าเชื่อถือของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งปัญหาดังกล่าวนั้น ถือเป็นบทเรียนอันเลวร้ายของนักลงทุนที่ไม่อาจลืมเลือน ได้แต่หวังว่าปัญหาเหล่านี้คงจะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต”
*ผิดนัดชำระหนี้ไม่กระทบภาพรวม *
นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย มองว่า กรณีการผิดนัดชำระหุ้นกู้เกิดขึ้นเป็นปัญหาเฉพาะกรณีกับบริษัท คล้ายๆกรณีที่เกิดกับ IFEC กับ EARTH สิ่งที่ต้องติดตามคือ หุ้นกู้ตัวต่อไปจะชำระได้หรือไม่ ส่วนกรณีนี้จะกระทบกับภาพรวมตราสารหนี้หรือไม่นั้น เชื่อว่า จะเป็นเฉพาะวงแคบไม่ลุกลามเป็นโดมิโน่
อย่างไรก็ตามสมาคมตราสารหนี้มองว่า หุ้นกู้แบบไม่มีเรทติ้งยังลงทุนได้ แต่นักลงทุนต้องทราบถึงความเสี่ยง และต้องพื้นฐานของบริษัทและเข้าใจกับหุ้นกู้ หลีกเลี่ยงการลงทุนในบริษัทที่น่าสงสัย ทำการบ้านก่อนการลงทุน อย่าดูแต่ผลตอบแทน เท่านั้น