โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"เกษตร" สหรัฐอ่วม Polar Vortex ถล่มหนัก

ประชาชาติธุรกิจ

เผยแพร่ 09 ก.พ. 2562 เวลา 14.25 น.

ปรากฏการณ์ลมวนขั้วโลกเหนือ หรือ “โพลาร์ วอร์เท็กซ์” (polar vortex) ที่ซัดกระหน่ำหลายพื้นที่ในสหรัฐอเมริกากว่าหนึ่งสัปดาห์ ขณะนี้กำลังทำลายเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะในการเกษตรและปศุสัตว์ ทำให้ธุรกิจหลายรายถูกแช่แข็งชั่วคราว

รายงานของ “รอยเตอร์ส” ระบุว่า หลายมลรัฐในสหรัฐ ตั้งแต่ภาคตะวันตกกลาง ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และพื้นที่ฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือ ประสบภัยหนาวรุนแรงนับตั้งแต่วันที่ 30 ม.ค.ที่ผ่านมา มวลอากาศเย็นจากขั้วโลกเหนือไหลลงมาทางตอนใต้มากกว่าปกติ โดยอุณหภูมิในสหรัฐในบางพื้นที่ในช่วงที่ผ่านมา วัดได้มากถึง -50 องศาเซลเซียส

ทั้งนี้ เกษตรกรหลายรายในรัฐนอร์ทดาโกตาและรัฐไอโอวา รัฐสำคัญในด้านเกษตรและปศุสัตว์ของสหรัฐ กล่าวว่ายังคงเผชิญกับสภาพอากาศที่หนาวเย็น

ฟาร์มเลี้ยงหมูเกินกว่า 50% ไม่สามารถรับมือกับอุณหภูมิที่ลดลงต่ำฉับพลันได้ทัน หมูและไก่หลายร้อยตัวแข็งตายท่ามกลางพายุหิมะ เพราะเครื่องทำความร้อนในฟาร์มไม่เพียงพอ

ขณะที่บริษัท Cargill Inc ผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรรายใหญ่ของสหรัฐ ปิดโรงงานธัญพืชทั้งหมดในมิดเวสต์ เพราะสภาพอากาศหนาวจัด อุณหภูมิติดลบมากที่สุดถึง -40 องศาเซลเซียส

ทั้งระบุด้วยว่า อาจปิดยาวเป็นสัปดาห์จนกว่าอุณหภูมิจะอุ่นขึ้น เพราะอากาศที่หนาวเย็นผิดปกติส่งผลต่อคุณภาพของธัญพืช ส่วนบริษัท Archer-Daniels-Midland (ADM) ผู้ผลิตข้าวโพดรายใหญ่ในสหรัฐ กล่าวถึงต้นทุนจากการขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้น เพราะต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางขนส่งใหม่ ขณะที่โรงงานเก็บเมล็ดพืชในมิดเวสต์ต้องปิดลงชั่วคราว จนกว่าสภาพอากาศจะดีขึ้นเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ บริษัท Tyson Foods Inc จากรัฐอาร์คันซอ หนึ่งในบริษัทแปรรูปเนื้อสัตว์รายใหญ่ ปิดโรงงานเนื้อหมู 2 แห่ง ในเมืองวอเตอร์ลู รัฐไอโอวา ส่วนบริษัท Hormel Foods Corp ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารและเนื้อแช่แข็ง ประกาศปิดไลน์ผลิตชั่วคราวในเมืองออสติน รัฐมินนิโซตา ซึ่งเป็นรัฐที่มีอุตสาหกรรมอาหารมากที่สุดรัฐหนึ่งในสหรัฐ

นายโจอี้ เมเยอร์ เจ้าของฟาร์มปศุสัตว์แห่งหนึ่งในรัฐนอร์ทดาโกตา กล่าวว่า ปรากฏการณ์โพลาร์วอร์เท็กซ์ กำลังทำให้เนื้อสัตว์และสินค้าเกษตรมีราคาสูงขึ้น เพราะสินค้าขาดตลาด แต่ปัญหาคือเกษตรกรไม่สามารถสนองดีมานด์ของผู้บริโภคได้ เพราะได้รับผลกระทบเช่นกัน ขณะที่ต้นทุนในการผลิตที่เพิ่มขึ้นมาจากค่าใช้จ่ายของเครื่องทำความร้อนหลายพันเครื่อง

รายงานระบุว่า ชิคาโกเป็นหนึ่งในเมืองที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในสหรัฐ ขณะนี้ค่าใช้จ่ายด้านความร้อนเพิ่มขึ้น 6-7% ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ เทียบกับปีก่อน ที่เพิ่มขึ้น 1-2%

ทีมวิจัยข้อมูลของ “Accuweather” หน่วยงานพยากรณ์อากาศในสหรัฐคาดการณ์ว่า ความเสียหายจากปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐถึง

14,000 ล้านดอลลาร์ เพราะกระทบในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่การยกเลิกเที่ยวบิน รถไฟ รายได้ของธุรกิจบริการ รวมถึงสินค้าเกษตรและปศุสัตว์ ขณะที่ในทุก ๆ ปีเทศกาลวันปีใหม่ของจีน สหรัฐคือหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจีน แต่สภาพอากาศที่แปรปรวนหนักทำให้รายได้ส่วนนี้หายไป

นายโจ เมเยอร์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Accuweather กล่าวว่า ที่น่าห่วงคือการที่อุณหภูมิในหลายพื้นที่สูงขึ้น ซึ่งคาดว่าจะสูงขึ้นฉับพลันกว่า 60 องศาเซลเซียส ทำให้น้ำแข็งที่ปกคลุมอยู่ในตอนนี้ละลาย ถึงตอนนั้นหลายพื้นที่ของสหรัฐจะเกิดอุทกภัย และตามด้วยอุณหภูมิจะกลับมาลดลงต่ำอีกครั้ง ความแปรปรวนนี้จะเกิดขึ้นตลอดเดือน ก.พ.

“แมคคินเซย์ แอนด์ คอมพานี”

บริษัทให้คำปรึกษาชั้นนำกล่าวว่า นอกจากเศรษฐกิจของสหรัฐจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในช่วงการบริหารประเทศของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะอยู่ในตำแหน่งอีก 2 ปีก่อนหมดวาระลง โดยเฉพาะการเกิดวิกฤตชัตดาวน์ และสงครามการค้ากับจีน สภาพอากาศเลวร้ายก็มีส่วนทำให้เศรษฐกิจของประเทศย่ำแย่ลงอีก

บทเรียนที่เคยได้รับจากปัญหาสภาพอากาศที่หนาวเย็นรุนแรง เคยเกิดขึ้นในสหรัฐแล้วในระหว่างปี 2013-2014 ซึ่งในตอนนั้นเศรษฐกิจสหรัฐหดตัว 2.1% ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2014 แต่หากเทียบกับปรากฏการณ์โพลาร์วอร์เท็กซ์ในครั้งนี้ ยังไม่มีใครตอบได้ว่าผลของความเสียหายจะรุนแรงมากแค่ไหน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...