โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บ้านบรรทมสินธุ์ ร.6 พระราชทานให้พระยาอนิรุทธเทวา สู่บ้านพิษณุโลก มีเรื่องลี้ลับหรือ?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 05 ก.ย 2568 เวลา 01.42 น. • เผยแพร่ 05 ก.ย 2568 เวลา 01.00 น.
บ้านพิษณุโลก เดิมชื่อ บ้านบรรทมสินธุ์

บ้านบรรทมสินธุ์ บ้านพระราชทานจากรัชกาลที่ 6 แก่พระยาอนิรุทธเทวา สู่บ้านพิษณุโลก มีเรื่องลี้ลับจริงหรือ?

บ้านพิษณุโลก มีเรื่องราวเล่าขานมากมายล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับอาถรรพ์ดำมืด เกี่ยวกับภูตผีปีศาจที่ออกมาเพ่นพ่านยามราตรี

เรื่องเกี่ยวกับม้าทองแดง ที่ว่ากันว่ายามกลางวันจะยืนอย่างสงบนิ่ง หากพอตกกลางคืนจะออกมาวิ่งส่งเสียงร้องดังไปทั่วละแวกแถวนั้น หรือรูปปั้นทรงโรมัน ที่เรียงรายทอดสองข้างทางบ้าน ที่วันดีคืนดีมีชีวิตออกมาเดินเล่น !

แต่นั่นเป็นเพียงเรื่องเล่า ยังไม่มีใครสักคนยืนยันและพิสูจน์ “ศาสตร์อันลี้ลับ” นี้ ปล่อยให้เป็นปริศนาดำมืดค้างคาในใจคนต่อไป

หากสำหรับ พล.อ.เฟื่องเฉลย อนิรุทธเทวา (พ.ศ.2473-2560) ทายาทชายคนเดียวของ พระยาอนิรุทธเทวา เจ้าของบ้านพิษณุโลกดั้งเดิม บ้านหลังนี้คือสถานที่อันอบอุ่น เป็นความทรงจำ เป็นชีวิตอันสดใสแจ่มกระจ่างที่กาลเวลาไม่อาจลบเลือนลงไปได้

ท่านเป็นผู้เดียวที่ยืนยันทุกครั้งว่า “ผีในบ้านพิษณุโลกไม่มีจริง ถ้ามีผมต้องเจอ แต่ผมอยู่มานานแล้วไม่เคยเจอ”

บ้านพิษณุโลก เดิมคือ“บ้านบรรทมสินธุ์” อันเป็น “บ้านพระราชทาน” ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปลูกสร้างขึ้นโดยพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ แล้วพระราชทานให้กับ มหาเสวกเอก พลตรี พระยาอนิรุทธเทวา (ม.ล. ฟื้น พึ่งบุญ) (23 พฤษภาคม 2436 – 11 มกราคม พ.ศ. 2494) บุตรชายของ พระนมทัต (คุณหญิง ประสิทธิ์ศุภการ) ผู้ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ คัดเลือกให้เป็น “แม่นม” ถวายแด่ทูลกระหม่อมโต เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ พระราชโอรสองค์โตในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ

บุตรธิดาของพระนมทัต 3 คน ได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กข้าหลวงเดิม รับใช้ใกล้ชิดใต้เบื้องพระยุคลบาทมาแต่ครั้งเยาว์วัย

ม.ล. เชื้อ พึ่งบุญ ลูกสาวคนโต มีหน้าที่ดูแลเครื่องแต่งกายฉลองพระองค์ของรัชกาลที่ 6 และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นที่ “ท้าวอินทร์สุริยา”

บุตรชายคนรอง ม.ล. เฟื้อ พึ่งบุญ รับราชการในพระองค์ตลอดมา จนกระทั่งได้เลื่อนขึ้นเป็น มหาเสวกเอก พลเอก พลเรือเอก เจ้าพระยารามราฆพ ผู้สำเร็จราชการมหาดเล็กและสมุหราชองครักษ์

ม.ล. ฟื้น พึ่งบุญ บุตรชายคนเล็กที่ได้รับพระราชทานบ้านบรรทมสินธุ์นั้น เริ่มรับราชการเป็นมหาดเล็กห้องที่พระบรรทม ซึ่งบางครั้งต้องนอนที่พื้นปลายแท่นพระบรรจถรณ์ เพราะรัชกาลที่ 6 มักทรงเข้าที่บรรทมดึกมากเช่นหลังยามสาม เพราะพระองค์โปรดทรงพระอักษรหรือทรงซ้อมบทละครพระราชนิพนธ์อยู่จนดึก

ต่อมาทรงแต่งตั้งให้เป็น นายสุนทรมโนมัย (มหาดเล็กหุ้มแพร) นายม้าต้นแห่งกรมอัศวราช (กรมม้าหลวงรักษาพระองค์แห่นำตามเสด็จ) แล้วเลื่อนขึ้นเป็นหลวงศักดินายเวร เป็นเจ้าหมื่นศรีสรรักษ์ หัวหน้าห้องที่พระบรรทม เป็นจางวางเอกพระยาอนิรุทธเทวา อธิบดีกรมมหาดเล็กกับผู้บัญชาการกรมมหรสพ (อธิบดีกรมศิลปากรในปัจจุบัน) และเป็นนายพลตรีผู้บัญชาการทหารรักษาวัง ว.ป.ร. กับรองสมุหราชองครักษ์ในรัชกาลที่ 6 แต่เครื่องยศมหาดเล็กชั้นเสวกเอกเทียบเท่าตำแหน่งมหาอำมาตย์เอกในสมัยนั้นด้วย

“บ้านบรรทมสินธุ์”

แรกเริ่ม “บ้านบรรทมสินธุ์” ไม่ได้เป็นดังเช่น “บ้านพิษณุโลก” ที่เราเห็นในปัจจุบัน หากแต่เป็น “บ้านสวน” อันร่มรื่นแถวชานกรุงติดกับกรมอัศวราช (กรมพิธีแห่นำตามเสด็จ) อันเป็นสนามม้าชานเมืองชายพระนคร ปัจจุบันคือราชตฤณมัยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ การคมนาคมไม่สะดวกสบายเหมือนเวลานี้ รถราไม่ยอมไปเพราะเปลี่ยวกลัวโดนจี้ ถนนจึงเป็นที่สำหรับปั่นจักรยานและม้าเดิน

การก่อสร้าง “บ้านบรรทมสินธุ์” ต้องขี่ม้าไปดูสถานที่ และขุดสระใหญ่เอาดินขึ้นมาถมที่ปลูกบ้าน และขนหินบางส่วนจากราชบุรีกับสระบุรีมาเป็นฐานสร้างตึกใหญ่ ซึ่งรัชกาลที่ 6 ทรงเลือกแบบจากฝีมือนายช่างสถาปนิกชาวอิตาลีที่ว่างจากการมาก่อสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคมในสมัยนั้น

การปรับที่ปลูกบ้านเริ่มประมาณ พ.ศ. 2465 ค่อยทำค่อยเป็นไปทีละส่วนในพื้นที่ประมาณ 50 ไร่ และเริ่มปลูก “เรือนคู่ใจ” เป็นบ้านเล็กๆ หลังแรกระหว่างการก่อสร้าง เพื่อเป็นที่อยู่ของพระยาอนิรุทธเทวาและคุณหญิงเฉลาผู้ภริยา

บ้านบรรทมสินธุ์ค่อยทยอยสร้างจนเสร็จสมบูรณ์ทั้งบริเวณเมื่อปี 2468 อันมี “ตึกใหญ่” เป็นประธาน และมีตึกบริวารต่างๆ เช่น “เรือนเย้าใจ” เป็นที่ฝึกซ้อมบทละครพระราชนิพนธ์ และ “ตึกธารกำนัล” ซึ่งเป็นที่ที่รัชกาลที่ 6 เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ และทรงเปลี่ยนฉลองพระองค์ทอดพระเนตรหรือทรงกีฬาต่างๆ กับข้าราชบริพารและชาวต่างประเทศ

“ตึกใหญ่” ด้านหน้ามีรูปปั้น“พระนารายณ์บรรทมสินธุ์” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์พระราชทานเป็นเครื่องหมายประจำตระกูลประดิษฐานอยู่บนแท่นศิลาในอ่างน้ำพุหน้าบ้านทำด้วยบรอนซ์ ส่วนม้าทองแดงขนาดเท่าตัวจริงในสนามข้างตึกใหญ่ สั่งซื้อมาจากอิตาลี และพระราชทานให้เป็นอนุสรณ์แห่งความพอพระราชหฤทัยแก่นายสุนทรมโนมัย นายม้าต้นคนแรกที่ขี่ม้าแห่นำตามเสด็จในพระราชพิธีต่างๆ จนกระทั่งได้เลื่อนขึ้นเป็นนายพลเสือป่าม้าหลวงรักษาพระองค์ที่พระยาอนิรุทธเทวา

บ้านบรรทมสินธุ์เมื่อครั้ง พล.อ. เฟื่องเฉลย อนิรุทธเทวา เยาว์วัยและพำนักอาศัยนั้นมีบรรยากาศแตกต่างจากสมัยนี้โดยสิ้นเชิง “เมื่อก่อนจากประตูรั้วใหญ่บ้านบรรทมสินธุ์มองเข้าไปจะแลเห็นกระถางต้นไม้ขนาดยักษ์ใส่ต้นตะโกดัด ถ้าเลี้ยวขวาตามถนนจะไปยัง ‘ตึกธารกำนัล’ และสนามกีฬากับบ้าน 2 ชั้น ถ้าเลี้ยวซ้ายไปตามถนนราดยางจากกระถางต้นไม้ใหญ่จะเป็นทางไปสู่ตึกใหญ่ ซึ่งปลูกต้นสนครื้มตลอดสองข้างทาง มีตุ๊กตาโรมันทั้งรูปคนและรูปสัตว์เรียงรายไปยังถนนวงแหวน

หน้าตึกใหญ่ที่มีรูปปั้นนารายณ์บรรทมสินธุ์บนแท่นศิลาในอ่างน้ำพุ เมื่อก้าวขึ้นบันไดหินอ่อนหน้ามุก เข้าประตูตึกใหญ่เป็นห้องโถง มีเสาหินอ่อนคู่แรกบนพื้นไม้สักแบบปาเก้ต์ มีลวดลายประณีตมันวับ ด้านซ้ายเป็นห้องรับแขกใหญ่ที่วิจิตรบรรจง มีบันไดสองแพร่งประกอบ…

…อ่างหินอ่อนเล็กๆ มีน้ำไหลจากปากหัวสิงห์ที่แกะสลักอย่างงดงาม เดินลงไปสู่ห้องรับแขกที่กว้างสามารถใช้เป็นห้องเต้นรำสำหรับงานราตรีสโมสรได้ มองออกไปด้านหน้าต่างจะเห็นสะพานโรมันที่จะนำไปสู่สระใหญ่และสวนป่าที่มีศาลเทพารักษ์อยู่บนยอดเขาจำลอง จากสะพานพายเรือแคนูแล่นข้ามไปดื่มน้ำชาที่เกาะ สมัยนั้นมีสะพานแขวนที่ข้ามไปแล้วมีเถาวัลย์ มีดอกไม้เต็มไปหมดแล้วมีอนุสาวรีย์เล็กๆ เตี้ยๆ คือสุนัข ตัวโปรดของพ่อผมที่ฝังที่นั่น เดินข้ามสะพานไป ข้างหลังเป็นสวนหย่อม มีเขามอ มีน้ำตกไหลลงมา ในนั้นมีปลาเข็ม ปลากัด ปลากิม…”

ลักษณะเป็นแบบบ้านสวนเหมือน “COUNTRY HOUSE” ของอังกฤษ เพราะรัชกาลที่ 6 ทรงสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด

ส่วนด้านขวาของห้องโถงชั้นแรกเป็นห้องนั่งเล่นหรือรับแขกคุ้นเคย ด้านนี้มองทะลุไปยังสนามหญ้าใหญ่ข้างตึกที่มีม้าทองแดง ซึ่งอาจใช้เป็นที่จัดงานเลี้ยงกลางแจ้งได้หลายร้อยคน การเลี้ยงเป็นแบบค็อกเทลเลี้ยงน้ำชาตอนบ่าย

ส่วนห้องเต้นรำที่ภาพยนตร์เรื่อง “บ้านทรายทอง” เคยถ่ายทำเป็นห้องบอลรูมจุคนได้ 50 คน จากห้องมองเลยจะเห็นตึกธารกำนัลและสนามกีฬา (มีบ่อน้ำริมสนามสำหรับให้ม้ากิน) หลังห้องรับแขกทั้ง 2 ห้องเป็นห้องคนรับใช้สำหรับบริการอาหารและเครื่องดื่มรับแขก

บันไดขึ้นชั้นบนพิสดารมากไม่มีเสารองรับแม้แต่ต้นเดียว บันไดวนขึ้นไปจนถึงชั้น 3 เมื่อเดินขึ้นไปบนตึกใหญ่ชั้น 2 เป็นห้องนอนทั้งสองด้าน ห้องนอนใหญ่ของเจ้าบ้านอยู่ด้านซ้ายซึ่งมองทางหน้าต่างจะเห็นสระน้ำและสวนป่า ห้องทาสีชมพูตามสีวันเกิดของเจ้าของบ้าน และมีที่วางเตียงนอนเป็นรูปครึ่งวงกลมที่หัวนอนเป็นตู้ไม้สักเรียงแถวแกะสลักสำหรับใส่เสื้อผ้าและเปลี่ยนชุดนอน

หน้าต่างเป็นกระจกพิเศษรูปวงกลมขนาดปาก ถ้วยแก้วสีต่างๆ ประกอบเป็นบานหน้าต่างสี่เหลี่ยม เวลาแดดส่องจะเป็นสีรุ้งทำให้เย็นตาและคลายร้อนได้ ม่านหน้าต่างเป็นกํามะหยี่สีฟ้าหม่นตลอดแนววงพระจันทร์ เพดานทุกห้องสูงมากเพื่อให้อากาศถ่ายเท และมีลวดลายแกะสลักตามซุ้มบานประตู ภาพเขียนสีฝุ่นงดงามประดับตามเพดานห้อง

ห้องนอนด้านปีกขวามี 2 ห้อง สำหรับบุตรสาว 2 คน มีห้องน้ำด้านหลังเรียบร้อยทุกห้อง ด้านหลังชั้นสองมีห้องรับประทานอาหารซึ่งมองเห็นตึกเย้าใจ มีสะพานเดินเชื่อมทั้ง 2 ชั้น และมีสระน้ำเล็กๆ ปลูกบัววิคตอเรีย มีตุ๊กตาโรมันสามสาวอยู่กลางบ่อ ส่วนชั้นสามเป็นห้องพระใหญ่ใต้โดมหน้าตึก ด้านหลังเป็นห้องนอนของบุตรชายเจ้าของบ้านทะลุออกไปเป็นดาดฟ้าหลังคาบ้าน มองเห็นวิวสวยได้รอบทิศแบบแพโนราม่าและหลังคามุงกระเบื้องสีแดงมีประตูเล็กๆ เป็นช่องลอดเข้าไปซ่อมแซมหลังคาบ้านได้สะดวก

ตึกใหญ่หลังนี้เป็นที่ถือกำเนิดของบุตรธิดาทั้งสามของพระยาอนิรุทธเทวา และรกฝังไว้ใต้ต้นไม้สวนป่าตามธรรมเนียมโบราณเพื่อความร่มเย็นเป็นสุข

สู่กรมประสานงานไทย-ญี่ปุ่น

ตระกูล “อนิรุทธเทวา” อยู่ในบ้าน “บรรทมสินธุ์” ด้วยความสงบสนุกรื่นเริงอยู่เย็นเป็นสุขมาหลายปี จนสงครามโลกครั้งที่สองอุบัติขึ้น ญี่ปุ่นยาตราทัพเข้าสู่ประเทศไทยเมื่อปลายปี 2484 เพื่อ “ขอผ่าน” ไปสู้รบกับอังกฤษที่ประเทศพม่าและมลายู และใช้แผนการสถาปนากลุ่มประเทศวงศ์ไพบูลย์อันยิ่งใหญ่แห่งเอเชียร่วมกันขึ้นมา เพื่อขับไล่ฝ่ายประเทศพันธมิตรจักรวรรดินิยมในสมัยนั้น

เนื่องจากความผันผวนทางการเมืองระหว่างประเทศ และสถานการณ์บีบบังคับในตอนนั้น ประกอบกับไทยกำลังสู้รบกับฝรั่งเศส เพื่อเรียกร้องดินแดนคืนจากอินโดจีนจากฝรั่งเศส ญี่ปุ่นจึงยื่นมือเข้ามาไกล่เกลี่ยจนฝรั่งเศสยอมยกดินแดนในบางส่วนในลาวและเขมรคืนให้แก่ไทย แล้วญี่ปุ่นก็เข้ายึดครองอินโดจีนทั้งหมดแทนฝรั่งเศส

รัฐบาลไทยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ยอมเข้าร่วม “วงศ์ไพบูลย์” กับญี่ปุ่นและตกลง “ร่วมรุก ร่วมรบ” เข้าสู่สงครามมหาเอเชียบูรพา ทางฝ่ายพันธมิตรจึงส่งเครื่องบิน บี.24-25 “ป้อมบิน” มาทิ้งระเบิดใส่กรุงเทพฯ บ่อยครั้ง ทำให้กรุงเทพฯ ต้องพรางไฟและติดตั้งไฟฉายยิง ปตอ.ต่อสู้กันเป็นการใหญ่ โรงเรียนปิดเกือบหมด แม้แต่วชิราวุธวิทยาลัยก็ย้ายไปอยู่บางปะอิน อยุธยา และโรงเรียนนายร้อย จปร. ก็ย้ายไปอยู่ที่ “ป่าแดง” จังหวัดเพชรบูรณ์

พระยาอนิรุทธเทวาตัดสินใจพาครอบครัวอพยพทางเรือไปอยู่ที่วัดตำหนักเหนือ เลยปากเกร็ดนนทบุรีไปทางอยุธยา

2485 รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ส่งผู้แทนติดต่อขอเช่าหรือซื้อบ้านบรรทมสินธุ์ซึ่งว่างอยู่ เพราะพระยาอนิรุทธเทวาได้อพยพครอบครัวไปอยู่ต่างจังหวัดหมด เนื่องจากรัฐบาลสมัยนั้นต้องการ “บ้านรับรอง” ที่หรูหราสมเกียรติระดับชาติเพื่อใช้ในราชการสงคราม และเตรียมการไว้ต้อนรับ นายพลโตโจ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซึ่งมีข่าวจะมาเยือนไทย

“พ่อผมในลักษณะว่าทางการต้องการก็ได้แต่ลึกๆ ที่เรานึกอยู่คือถ้าไม่ให้เขาต้องเกณฑ์เหมือนเกณฑ์ทหาร เกณฑ์บ้านสำหรับใช้ในราชการแล้วรับรองแขกต่างประเทศ คิดเช่นนั้นไหนๆ เราต้องคืนให้เขาในสภาพอะไรเราว่าขายดีกว่า ตอนสงครามอพยพไปอยู่ที่อื่น บ้านก็ร้างอยู่แล้ว แต่เราไม่ได้ขายทั้งหมด เราขายเฉพาะซีกทางตัวตึก แต่ทางด้านขวาที่เป็นสโมสรวัฒนธรรมและเป็นสปอร์ตคลับของพ่อผม ของเจ้านายสมัยก่อนเก็บเอาไว้ พ่อผมขาย “บ้านบรรทมสินธุ์” ไปในราคา 500,000 บาท ให้กับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์”

ในสัญญาซื้อขายมีการบันทึกไว้ชัดเจนว่า “สิ่งใดที่เป็นของพระราชทานและเคารพนับถือนั้น เมื่อเจ้าของต้องการขนย้ายไปในโอกาสอันสะดวกก็ได้”

“บ้านบรรทมสินธุ์” ถูกใช้เป็นที่ทำการ “กรมประสานงานไทย-ญี่ปุ่น” รัฐบาลเปลี่ยนชื่อตึกใหญ่เป็นตึก “ไทยพันธมิตร” และเปลี่ยนชื่อ “บ้านบรรทมสินธุ์” เป็น “บ้านพิษณุโลก” ตามชื่อถนนแทนในที่สุด

ส่วนบริเวณบ้านที่เหลืออีกซีกคือด้านที่เป็นโรงพยาบาลมิชชันในปัจจุบันนั้น พระยาอนิรุทธเทวาขายให้แพทย์ฝรั่งไปหลังสงครามสงบในราคาหลายล้านบาท

นับจากนั้น “บ้านบรรทมสินธุ์” หรือชื่อใหม่ “บ้านพิษณุโลก” ก็ไม่ใช่เป็น “บ้านบรรทมสินธุ์” อันเคยเป็นบ้านสวนที่สงบร่มรื่นอีกต่อไปแล้วในความคิดคำนึงของ พล.อ.เฟื่องเฉลย อนิรุทธเทวา เพราะ “ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปบ้านถูกทิ้งร้างเป็นสิบๆ ปีปราศจากคนสนใจจะเข้ามาดูแลซ่อมแซม แต่ได้มีการทุ่มงบประมาณ 10 ล้านบาท ในสมัย พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ เพื่อบูรณะซ่อมแซมบ้านพิษณุโลกให้เป็นที่พำนักของนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็คือ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ นั้นเอง”

“บ้านพิษณุโลก”

หากทว่าสภาพของ “บ้านพิษณุโลก” เปลี่ยนแปลงจนเกือบจะเหมือนคนแปลกหน้าสำหรับผู้คนที่รู้จัก “บ้านบรรทมสินธุ์” อันสร้างความสะเทือนใจให้กับสายตระกูล “อนิรุทธเทวา” ยิ่งนัก “ผมเสียใจหลายอย่าง คนได้บ้านไปเหมือนวานรได้แก้ว ทิ้งของระเกะระกะไปหมด ตุ๊กตารูปกวนอูเตียวหุย ตุ๊กตาหินนักรบจีนขนาดเท่าตัวคนใช้ถ่วงเรือสำเภาเรียงรายตามทางเข้าเต็มไปหมด ตอนนี้เหลืออยู่ 3-5 ตัว มันดำดินไปไหนหมด ผมไม่ทราบ…

…ในสนามเคยมีเก๋งจีนหรือซุ้ยเกาะแต่เดี๋ยวนี้ไม่มี รูปปั้นนารายณ์บรรทมสินธุ์สมัยก่อนเป็นบรอนซ์แล้วมีดอกบัว มีน้ำพุ แต่เดียวนี้ไม่ใช่บรอนซ์เป็นนารายณ์บรรทมสินธุ์ขนาดเท่าของเดิม แต่เป็นปูนปลาสเตอร์ทาสี ม้าทองแดงรักษากันอย่างไรไม่ทราบปล่อยให้ทะลุเป็นรูกลวงโบ๋สนิมกิน แต่ช่วงสงครามอะไรเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น…

ของที่ยังเหลือเป็นของใหญ่ที่ยกลำบาก ที่รักษาอยู่มีกระถางต้นไม้ใบสีเขียวข้างเตียงนอนห้องสีชมพู เป็นหยกตั้งแต่ต้นจนถึงกิ่งไปถึงดอกสูงประมาณศอกเศษ เป็นของขวัญที่รัชกาลที่ 6 พระราชทานให้วันสมรสของพ่อกับแม่ผม เมื่อวันซ่อม “บ้านพิษณุโลก” ปรากฏว่าใบหายไป ให้สันติบาลสืบอยู่ตั้งนานกว่าจะพบว่าไปอยู่ที่โรงรับจำนำ

…แต่ผมดีใจนะที่คนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าของบ้านโบราณหลังนี้ และบูรณะซ่อมแซมของที่เป็นเพชรไปอยู่ในโคลนตมเมื่อเอาขึ้นมาขัด ขัดอย่างไรก็ยังเป็นเพชร”

หากแม้ว่าจะบูรณะหลายครั้งและมีข่าวว่านายกรัฐมนตรีจะเข้าไปอยู่ หาก พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ขนข้าวขนของไปได้คืนเดียวก็ต้องย้ายกลับมาพำนักยังบ้านสี่เสาเหมือนเดิม และปี (2536) ก็ยืนยันจากทำเนียบรัฐบาลว่า นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีจะเข้าไปอยู่อย่างเป็นทางการ กระนั้นจนบัดนี้นายกรัฐมนตรีเพียงใช้บ้านอาถรรพ์เป็นสำนักงานในเวลากลางวันเท่านั้น

(หาก) นายชวน หลีกภัย ยังสงสัยยิ่งนักว่าเหตุใดชื่อบ้านบรรทมสินธุ์จึงกลายมาเป็น “บ้านพิษณุโลก” ถึงขนาดขอพบเจ้าของบ้านเดิมก่อนย้ายสำนักงานเข้าไปอยู่ และถามคำถามนี้กับ พล.อ. เฟื่องเฉลย ซึ่งคำตอบที่ได้รับคือ “ต้องย้อนกลับไปถามจอมพล ป. พิบูลสงคราม” เพราะถ้าถามคนในตระกูล “อนิรุทธเทวา” แล้วคงไม่มีใครอยากเปลี่ยนชื่อบ้านเพราะเป็นชื่อพระราชทาน และนารายณ์บรรทมสินธุ์เป็นสัญลักษณ์ประจำตระกูลที่คนในบ้านทุกคนนับถือบูชา

บางทีนายกฯ อาจเปลี่ยนชื่อบ้านกลับไปเป็นบ้านบรรทมสินธุ์เช่นเดิมก็ได้ อันอาจเป็นการลบอาถรรพ์ที่เล่าลือกันลง เพราะมีคนตั้งข้อสังเกตว่าที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากคำว่า “พิษ” มีความหมายอันไม่ดี

ที่จริงคำว่า “พิษณุโลก” แผลงมาจาก “วิษณุโลก” หมายถึงโลกของพระวิษณุ (พระนารายณ์) ก็คือสรวงสวรรค์นั้นเอง

ปราสาท “นครวัด” ในสมัยเขมรแรกตั้งเดิมชื่อ “วิษณุโลก” ต่อมาสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงรับแบบแผนมาตั้งชื่อเมืองสองแควว่า “พิษณุโลก” เพื่อให้เป็นมงคลต่อพระองค์

สมัยรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชโอรส – ธิดาหลายพระองค์ จึงทรงขนานพระนามตามชื่อเมืองในพระราชอาณาจักร เช่น กรมขุนพิษณุโลกประชานาถ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ฯลฯ

หลังจากนั้นเมื่อมีการตัดถนนก็เอาชื่อเมืองต่างๆ มาตั้งชื่อถนน เช่น ถนนพิษณุโลก ถนนนครสวรรค์ ฯลฯ เมื่อบ้านบรรทมสินธุ์ตั้งอยู่ถนนพิษณุโลก จึงเปลี่ยนชื่อบ้านตามถนนว่า “บ้านพิษณุโลก”…

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาจากบทความ “ฟื้นอดีต ‘บ้านบรรทมสินธุ์’ ลบอาถรรพ์ ‘พิษ’ ณุโลก” เขียนโดย อินทิรา ใจอ่อนน้อม ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับสิงหาคม 2536

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 29 มกราคม 2563

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : บ้านบรรทมสินธุ์ ร.6 พระราชทานให้พระยาอนิรุทธเทวา สู่บ้านพิษณุโลก มีเรื่องลี้ลับหรือ?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...