โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุจิตต์ วงษ์เทศ/ละครชาวบ้าน วิจารณ์ท้าวพระยามหากษัตริย์

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 15 ต.ค. 2563 เวลา 08.18 น. • เผยแพร่ 15 ต.ค. 2563 เวลา 08.18 น.
ละครนอกของคณะโขนธรรมศาสตร์ เรื่องสังข์ทอง ตอน “มณฑาลงกระท่อม” ใช้ตัวแสดงเป็นชายทั้งหมด บทเจรจา การแต่งตัวแบบละครในและแต่งฉากให้เหมาะสมกับเป็นละครชาวบ้าน ประกอบการสัมมนาเรื่อง “นาฏศิลป์และดนตรีไทยในชีวิตไทย” จัดโดยสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ พ.ศ.2515 (ในภาพ) เจ้าเงาะชูผักผลไม้ถวายนางมณฑาที่เสด็จไปหาถึงกระท่อมปลายนา (จากหนังสือ ลักษณะไทย เล่ม 3 ธนาคารกรุงเทพ จัดพิมพ์ เมื่อ พ.ศ.2551)

สุจิตต์ วงษ์เทศ

ละครชาวบ้าน

วิจารณ์ท้าวพระยามหากษัตริย์

 

ละครนอกสมัยก่อนทำหน้าที่ผ่อนคลายความตึงเครียดทางสังคมและการเมือง ด้วยการวิจารณ์พระเจ้าแผ่นดินผ่านการละเล่นเสียดสีจักรๆ วงศ์ๆ โดยไม่ถือเป็นความผิด

ละครชาวบ้านมีรากเหง้ามาจากการละเล่นเพลงเรื่องของประชาชนทั่วไป ซึ่งมีลักษณะสำคัญอยู่ที่บทวิวาทหรือโต้ตอบระหว่างหญิงกับชายอันเต็มไปด้วยลีลาประชดประชัน เย้ยหยัน ถากถาง ล้อเลียน และเสียดสีอย่างถึงพริกถึงขิง

ครั้นสมัยกรุงรัตนโกสินทร์มีการฟื้นฟูละครในราชสำนัก นอกจากเล่นตามแบบละครหลวงสมัยอยุธยาแล้ว ยังให้เล่นเรื่องของละครชาตรีด้วย แล้วถูกเรียกต่อมาว่า “ละครนอก” (ไม่พบชื่อนี้สมัยอยุธยา) บททะเลาะวิวาทต่างๆ ก็ตามไปด้วย

“ละครนอก” ชื่อนี้ไม่เคยพบหลักฐานสมัยอยุธยา เพิ่งพบสมัยรัตนโกสินทร์ ผมเสนอหลักฐานต่างๆ ไว้ในหนังสือ โขน, ละคร, ลิเก, หมอลำ, เพลงลูกทุ่ง มาจากไหน? (สำนักพิมพ์นาตาแฮก พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2563) เพียงบอกให้รู้ว่าข้อมูลหลักฐานที่ค้นมาเป็นอย่างนั้น แต่ใครไม่เชื่อก็ไม่จำเป็นต้องเชื่อตามนั้น

 

เย้ยหยันท้าวพระยามหากษัตริย์

ละครนอกมีลักษณะเด่นอย่างหนึ่ง (ในหลายๆ อย่าง) คือเย้ยหยันท้าวพระยามหากษัตริย์หรือเจ้าเมือง (ซึ่งตรงข้ามกับละครในที่ยกย่องท้าวพระยามหากษัตริย์) ดังที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อธิบายไว้ในหนังสือ นาฏศิลป์ไทย (ธนาคารกรุงเทพ จำกัด จัดพิมพ์เป็นอภินันทนาการเนื่องในโอกาส ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช มีอายุครบ 6 รอบ เมื่อ 20 เมษายน 2526 หน้า 18-20) ดังต่อไปนี้

ละครนอกที่ชาวบ้านเขาเล่นดูกันนั้น ท้าวพระยามหากษัตริย์เป็นตัวตลกทั้งสิ้น ไม่มีความดีอะไรเลย ขี้ขลาดตาขาวสารพัด ท้าวสามลในเรื่องสังข์ทองก็เป็นตัวตลก ท้าวเสนากุฏในเรื่องสังข์ศิลป์ชัยก็เป็นตัวตลก ท้าวสันนุราชในเรื่องคาวีก็เป็นตัวตลก ขึ้นชื่อว่าพระเจ้าแผ่นดินแล้วบทละครนอกเขียนให้เป็นตัวตลกหมด

และแม้แต่บทละครนอกซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยก็ได้ทรงพระราชนิพนธ์รักษาลักษณะของละครนอกไว้ครบถ้วน คือท้าวพระยามหากษัตริย์เป็นคนไม่ดี เป็นคนโลเลไม่แน่นอน เป็นคนตลกเลอะเทอะ

แต่คนดีที่เป็นพระเอกจะเป็นชาวบ้าน เช่น ไกรทอง ที่สามารถปราบตะเข้ตะโขงได้ เจ้าเมืองพิจิตรนั้นตะเข้ตัวเดียวก็ปราบไม่ได้ มืออ่อนเท้าอ่อน ส่วนเศรษฐีใหญ่มีเงินมีทองมากมายก็เอาไปใช้ซื้อลูกสาวจากตะเข้ที่มันคาบเอาไปไม่ได้ ต้องหันไปพึ่งไกรทองผู้เป็นวีรบุรุษใหญ่โต เป็นต้น

ท้าวสามนต์ในบทละครพระราชนิพนธ์เรื่องสังข์ทอง ตอนตีคลี เมื่อพระอินทร์ “นิรมิตเหมือนมนุษย์ชาวพารา” ยกกองทัพ “ไปล้อมพาราท้าวสามนต์” อาการของท้าวสามนต์จะมีต่างๆ กันจนน่าหัวร่อดังต่อไปนี้

 

๏ เมื่อนั้น                                               ท้าวสามนต์ราชนเรนทร์สูร

หลับอยู่ไม่รู้เค้ามูล                                   แว่วเสียงสนมทูลก็ตกใจ

ผวาตื่นฟื้นตัวยังมัวเมีย                             งัวเงียโงกหงับหลับไปใหม่

นางมณฑาตื่นก่อนนอนไว                        หลงใหลทะลึ่งลุกปลุกสามี

ท้าวสามนต์ละเมอเพ้อพำ                         คิดว่าผีอำทำอู้อี้

ลุกขึ้นแก้ฝันขันสิ้นที                                เห็นจะดีหรือร้ายช่วยทายดู

นางมณฑาว่าไฮ้อะไรนั่น                          ยังจะมาแก้ฝันกันอยู่

เสียงคนอึงมี่ที่ประตู                                 เป็นอย่างไรไม่รู้เลยพ่อคุณ

ท้าวสามนต์หวาดหวั่นพรั่นพระทัย             เหลียวมาคว้าได้ดาบญี่ปุ่น

งกเงิ่นเดินด่วนซวนซุน                            เมียรุนหลังส่งตรงออกมา

 

บทท้าวสามนต์จะต้องเอะอะมะเทิ่งเลอะๆ เทอะๆ เงอะๆ งะๆ อยู่ตลอดเวลา ดังกลอนบทละครมักจะมีความคล้ายๆ กันว่า

 

๏ เมื่อนั้น                                               ท้าวสามนต์ตัวสั่นพรั่นนักหนา

ทำหน้าเซียวเหลียวดูนางมณฑา                 หูตาบ้องแบวเหมือนแมวคราว

……….

๏ เมื่อนั้น                                               ท้าวสามนต์เสียใจไม่ได้สิบ

พิไรร่ำโศกาจนตาลิบ                                แต่อุบอิบอู้อี้ขยี้ตา

……….

๏ เมื่อนั้น                                               ท้าวสามนต์ร้องรับให้ดีพ่อ

ตบมืออือเออชะเง้อคอ                              เห็นลูกเขยเป็นต่อหัวร่อคัก

ลุกขึ้นโลดเต้นเขม้นมุ่ง                             พลัดผลุงลงมาขาแทบหัก

มึนเมื่อยเหนื่อยบอบหอบฮัก                     พิงพนักนั่งโยกตะโพกเพลีย

ฉวยคนโทถมยามาดื่มน้ำ                          หกคว่ำสำลักแล้วบ้วนเสีย

หยิบบุหรี่จุดไฟไหม้ลามเลีย                      วัดถูกจมูกเมียไม่รู้ตัว

 

นี่แหละละครนอกสมัยโบราณทำหน้าที่เสียดสีจักรๆ วงศ์ๆ เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดทางสังคมโดยไม่ถือเป็นความผิด แต่ในทางตรงข้ามกลับได้รับยกย่องว่าเล่นดีวิเศษสนุกสนานทำให้ลืมทุกข์ยากจากปัญหาปากท้อง

 

จำอวดละคร ประท้วงขึ้นภาษีผักบุ้ง

สมัยอยุธยา จำอวดละครชาวบ้านเล่นเสียดสีสถานการณ์บ้านเมืองขณะนั้น เช่น ข้าราชการเก็บภาษีขูดรีดราษฎร เป็นต้น

แม้จะเกิดละครของหลวงแล้ว แต่ละครของชาวบ้านก็ไม่ได้ถูกตัดขาดให้ต้องอยู่โดดเดี่ยว เพราะราชสำนักมักเรียกละครชาวบ้านให้ไปเล่นในวังเป็นครั้งคราว มีคำบอกเล่าว่านายแทนกับนายมี เป็นตัวจำอวดละครได้เล่นแทรกประท้วงเรื่องขึ้นภาษีผักบุ้ง

ในรัชกาลพระเจ้าเอกทัศ นายสังมหาดเล็กชาวบ้านคูจามรับผูกภาษี กดราคาซื้อผักบุ้งแต่ถูกๆ แล้วขายขึ้นราคา ราษฎรที่เคยขายซื้อผักบุ้งมาแต่ก่อนก็ได้ความเดือดร้อน พากันไปร้องทุกข์ต่อข้าราชการผู้ใหญ่ก็ไม่มีใครนำความขึ้นกราบทูลฯ ด้วยนายสังอ้างว่าทำภาษีเก็บเงินเข้าพระคลังหลวง

ครั้นอยู่มาพระเจ้าเอกทัศมีรับสั่งให้หาละครเข้าไปเล่น จะทอดพระเนตรแก้รำคาญพระราชหฤทัย นายแทนกับนายมีเป็นตัวจำอวดละครที่เข้าไปเล่นนั้นมีตอนหนึ่งพูดว่า “จะเอาเงินมาแต่ไหน จนจะตาย แต่เก็บผักบุ้งขายยังมีภาษี” ว่าอย่างนี้ถึงสองหนสามหน พระเจ้าเอกทัศได้ทรงฟังก็หลากพระทัย จึงโปรดให้ไต่ถามจำอวดทั้งสองคนนั้น ครั้นทรงทราบความตามที่เป็นมาก็ทรงพระพิโรธ มีรับสั่งให้เสนาบดีชำระเร่งเงินคืนให้ราษฎร ส่วนตัวนายสังนั้นเดิมมีรับสั่งจะให้เอาไปประหารชีวิตเสีย ต่อมาค่อยคลายพระพิโรธ จึงโปรดให้งดโทษประหารชีวิตไว้

นายแทนกับนายมีที่ว่าเป็น “จำอวด” ก็คือตัวตลกละครชาวบ้าน

 

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...