โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SEAC รีเฟรมธุรกิจ ยกเครื่องตอบโจทย์ Just in Time

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 17 ต.ค. 2563 เวลา 02.13 น. • เผยแพร่ 17 ต.ค. 2563 เวลา 02.13 น.

“ถือเป็นความโชคดีของ SEAC (Southeast Asia Center) หรือศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน ที่เปิดตัว YourNextU มาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2562 ด้วยรูปแบบให้บริการเรียนออนไลน์แบบผสมผสาน (blended learning community) และหลังจากวิกฤตโควิด-19 จากนี้ไป จึงไม่ต้องปรับตัวมากนัก เพราะมีต้นทุนอยู่แล้ว ในขณะที่องค์กรอื่นอาจต้องปรับตัวนำเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้น

แต่ทั้งนี้ก็ใช่ว่าต้นทุนที่มีอยู่แล้วจะดีร้อยเปอร์เซ็นต์ ดังนั้น SEAC จึงต้องมองหาเทรนด์การเรียนรู้ พร้อมกับรีเฟรมธุรกิจแบบติดสปีดเพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการของสมาชิกที่เป็นลูกค้าได้ทันท่วงที”

“อริญญา เถลิงศรี” กรรมการผู้จัดการ SEAC กล่าวในเบื้องต้นพร้อมกับอธิบายต่อว่า หากย้อนกลับไปเมื่อเดือนพฤษภาคม 2562 SEACเปิดตัว YourNextU รูปแบบเรียนออนไลน์ผสมผสานเป็นครั้งแรกผ่านให้บริการ 4 รูปแบบ ได้แก่ onlineที่เน้นการเรียนรู้ผ่านหลักสูตรด้วยวิดีโอคลิป หรือ visual ต่าง ๆ, inline ที่เน้นการเข้าคลาสเวิร์กช็อปเพื่ออบรมในหลักสูตรต่าง ๆ กับวิทยากรที่ผ่านการcertify จากสถาบันฝึกอบรมชั้นนำมาแล้ว จนมาเรียนที่สถาบัน SEAC

“รวมถึง beeline การเรียนรู้แบบการเข้าร่วมสัมมนาหรือกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ข้อมูลจากผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน วิทยากร นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จด้านต่าง ๆ และ frontline คลังการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงข้อมูลการเรียนรู้ได้อย่างไม่จำกัด ไม่ว่าจะเป็นบทความ, หนังสือ หรือวิดีโอคลิป เพื่อสามารถดาวน์โหลดมาเก็บไว้ดูหรืออ่านได้ โดยมีหลักสูตรทั้งหมดมากกว่า 300 หลักสูตรด้วยกัน”

“แต่ทั้งนี้รูปแบบของลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการกว่า 80% ยังเป็นแบบเรียนในห้องเรียน ขณะที่ 20% คือคนที่เรียนผ่านออนไลน์ ดังนั้นเมื่อเกิดโควิด-19 แน่นอนว่าคลาสเรียนในห้องกลายเป็นศูนย์ ฉะนั้นการแก้วิกฤตของเราที่ผ่านมาจึงต้องยกคลาสทั้งหมดไปไว้บนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เรามี ทำให้ลูกค้าเข้ามาเรียนผ่านออนไลน์เพิ่มเป็น 40% และมี 30% เรียนแบบ virtual class นั่นหมายถึงคนยังให้ความสนใจที่จะเรียนรู้อยู่”

“เมื่อดูเทรนด์การเรียนรู้ในต่างประเทศ พบว่าเทคโนโลยีเติบโตเร็วมาก โดยเฉพาะช่วงวิกฤตโควิดมีแพลตฟอร์มใหม่ ๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นวันต่อวัน ขณะที่คนก็เริ่มมองหาการเรียนรู้หลากหลายขึ้นอย่างจีน ในช่วงที่มีการปิดเมืองกว่า 70%ของประชากรในประเทศตื่นตัวในการเรียนรู้ เช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกา 68% ของคนลุกขึ้นมาหาคอร์สพัฒนาทักษะเรียนรู้แบบผสมผสาน แบบที่คนไม่จำเป็นต้องนั่งเรียนออนไลน์อย่างเดียวแล้ว แต่ในวันนี้มีแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ที่รวมรูปแบบการเรียนหลากหลาย ทั้งห้องเรียนเสมือนจริง แบบ webinars ตลอดจนสามารถทำแบบประเมินวัดความเข้าใจออนไลน์ได้”

“อริญญา” กล่าวต่อว่า สำหรับประเทศไทย ในธุรกิจการเรียนรู้ถือว่าเราช้าพอสมควร แม้แต่ SEAC ที่มองเห็นเทรนด์มาตั้งแต่ปี 2562 เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ก็ยังไม่ทัน หากเปรียบเทียบกับรถแข่ง ถือว่าแซงประเทศไทยไปไกลพอสมควร ดังนั้นจึงทำให้เราต้องเร่งปรับbusiness model เพื่อให้ธุรกิจเดินหน้า ด้วยการผนึกกำลังพนักงานของเราทุกคนให้ทำงานแบบ agile ทั้งยังแบ่งกลุ่มย่อยออกเป็นหลายกลุ่มเพื่อสำรวจความต้องการของลูกค้า เทรนด์ต่าง ๆ เพื่อเป็นแนวทางดำเนินธุรกิจ จนกระทั่งพบเทรนด์การเรียนรู้ที่เกิดขึ้น 3 เรื่อง ได้แก่

หนึ่ง พฤติกรรมของลูกค้าสะท้อนภาพความต้องการเรียนรู้แบบ“just intime learning” เพื่อนำไปใช้แบบ just in time หรือรูปแบบการเรียนรู้ที่เรียนวันนี้ใช้วันถัดไป หรือเรียนตอนนี้ คืนนี้ เอาไปใช้พรุ่งนี้ได้เลย ด้วยการมุ่งเน้น how-to ที่ตอบสนอง emergent needs ของคนที่ต้องเผชิญกับรูปแบบธุรกิจ การบริการ และการทำงานที่เปลี่ยนไปได้ทันที โดยเฉพาะโควิด-19 ไม่มีใครอยากใช้เวลาเรียนรู้นานถึง 3-4 เดือน เพราะเสียเวลา

สอง การเรียนรู้ที่มุ่งเน้นเป้าหมาย (purpose-driven) เมื่อคนมองเห็นความไม่แน่นอน และเริ่มมองไปไกลขึ้นว่า หากอยากจะทำอาชีพนี้ต่อ มีเป้าหมายด้านการทำงานแบบนี้ ต้องทรานส์ฟอร์มตัวเองอย่างไร ต้องอัพเกรดทักษะไหนบ้าง เพื่อไปต่อในโลกใหม่ ซึ่ง SEAC มีลูกค้ากลุ่มนี้ 40% เช่น คนที่อยู่ในธุรกิจโรงแรม ท่องเที่ยว ฯลฯ

สาม การเรียนรู้แบบผสมผสาน (truly blended) หลายคนกลัวว่าตนเองจะตกงานและสูญเสียรายได้ จึงมองหาการเรียนรู้ที่มีมิติมากกว่าในอดีต ไม่จำเป็นต้องเรียนแค่ในห้องเรียน

“อริญญา” กล่าวต่อว่า เทรนด์เหล่านี้เป็นโจทย์ที่ SEAC นำมารีเฟรมธุรกิจ เราวางตัวเองเป็นผู้เล่นหลักใน education technology (EdTech) ecosystem ที่นำเอาเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับการเรียนการสอนของเรามากขึ้น ผสมผสานกับการเรียนการสอนแบบเรียนในห้อง โดยวางกลยุทธ์และโรดแมปในการรุกตลาดการเรียนรู้ผ่าน 3 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ 1.องค์กร – เน้นการให้คำปรึกษาและโซลูชั่นที่มีบริบทเฉพาะตัว เหมาะสมกับแต่ละองค์กร 2.กลุ่มคนทำงาน – ด้วยการเดินหน้ารีสกิลและอัพสกิลทั้งเรื่องของวิธีคิด (mindset) และทักษะที่จำเป็น (skillset) ผ่าน YourNextU รูปแบบสมัครสมาชิก และ 3.ขยายธุรกิจสู่กลุ่มเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะสถาบันการศึกษา

“ที่ผ่านมาเราร่วมมือกับสถาบันการศึกษาหลายแห่ง เช่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.), คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น รวมทั้งองค์กร Research University Network (RUN) เพื่อศึกษาและวิจัยแนวทางในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยใช้ YourNextU เป็นตัวนำร่องเพื่อรีสกิล อัพสกิล เติมเต็มทักษะสำคัญ ๆ อย่าง essential skills ในการใช้ชีวิต และส่วนหนึ่งดำเนินการผ่าน GenEd (general education) เพื่อสร้างคุณภาพของเยาวชนไทยให้ปรับตัวต่อยุคปัจจุบันทันท่วงที ไม่ว่าเยาวชนไทยจะวางแผนดำเนินธุรกิจของตัวเอง ทั้งสตาร์ตอัพ, เอสเอ็มอี,การรับช่วงต่อจากธุรกิจครอบครัว หรือการเข้าทำงานในองค์กรต่าง ๆ”

“ทั้งนี้ มีจำนวนนักศึกษาเข้ามาเรียนกับเราบ้างแล้วหลักพันคน และกำลังอยู่ในขั้นระหว่างการศึกษา พัฒนาหลักสูตรเรียนรู้ ซึ่งต้องออกแบบให้ตอบโจทย์ทั้งนักศึกษาและองค์กร ว่าองค์กรแต่ละแห่งต้องการคนแบบไหนเข้ามาทำงานด้วย ขณะที่นักศึกษาต้องมีทักษะอย่างไรที่จะทำมาตอบโจทย์องค์กร ซึ่งคาดว่าเร็ว ๆ นี้จะมีการร่วมมือกับอีกหลากหลายสถาบันทั่วประเทศ”

ถึงตรงนี้ “นิภัทรา ตั้งพจน์ทวีผล” Executive Director SEAC กล่าวเสริมว่า SEAC มีการปรับเปลี่ยนแผนอยู่ตลอดเวลา แต่จากนี้ภาพหลักคือเราต้องอัพลิสต์เทคโนโลยีของเราให้เป็นเวอร์ชั่น 2.0 แม้ว่าต้องยกเครื่องใหม่ โดยเน้นให้มีความเข้มข้นขึ้นทั้งคอนเทนต์และรูปแบบเทคโนโลยี ยิ่งเฉพาะแพลตฟอร์มต้องทำให้ต่างจากที่มีมาแล้ว โดยจะเน้นศึกษาจากความต้องการลูกค้าและสายอาชีพต่าง ๆ ว่าควรต้องมีสกิลด้านไหนบ้าง

“ยกตัวอย่าง ผู้เรียนที่เป็นนักการตลาดอาจต้องมีสกิลที่มากกว่าการขาย และขายแบบใหม่ที่ไม่ให้เหมือนเดิม โดยทิศทางธุรกิจจะสำรวจแต่ละอาชีพ ว่าต้องมี essential skills แบบไหนบ้าง ที่สำคัญคือต้องหาแนวทาง ว่าทำอย่างไรให้สมาชิกอยากจะเรียนรู้กับเราต่อ และไม่เสียดายเงินที่เสียเข้ามา ทั้งยังต้องส่งเสริมให้ลูกค้าเรียนผสมผสานได้ ไม่จำกัดว่าต้องเรียนจบในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว อยากเรียนออนไลน์ตอนไหนก็ได้ รวมถึงการเน้นหลักสูตรแบบ just in time”

“โดยปกติกว่า 60% หลักสูตรของเราเป็นแบบ just in time อยู่แล้ว แต่ต้องปรับให้มีความสั้น กระชับ ตรงจุดมากขึ้น และจะมีการเชิญผู้เชี่ยวชาญมาร่วมแลกเปลี่ยนเนื้อหา เพื่อให้เข้าถึงคนกลุ่มใหม่มากขึ้น ที่สำคัญจะต้องเปิดคลาสให้มากขึ้น เช่น จากเปิด 5 วันอาจจะเพิ่มเป็น 7 วัน เพื่อเจาะกลุ่มคนให้หลากหลาย และไม่เฉพาะคนทำงานที่อยู่ในองค์กรธุรกิจเท่านั้น แต่ต้องครอบคลุมให้ถึงกลุ่มนักศึกษาและข้าราชการมากขึ้น ซึ่งภายในปี 2564 คาดว่าจะเห็นภาพเหล่านี้ชัดเจนมากขึ้น”

ซึ่งนับเป็นหลักสูตรที่น่าสนใจทีเดียว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...