โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุวรรณภูมิในอาเซียน : โบราณคดี ‘ไม่มีน้ำตา’ แต่ต้องมีมนุษย์และสังคม

MATICHON ONLINE

อัพเดต 20 ต.ค. 2565 เวลา 07.27 น. • เผยแพร่ 20 ต.ค. 2565 เวลา 05.34 น.
โบราณคดีต้องมีมนุษย์และสังคม ถ้าไม่มีก็อยู่นอกความรับรู้ของมนุษย์และสังคม

สรุปจากงานเสวนา “ล้อมวงคุยว่าด้วยตำรา โบราณคดี: อดีต มนุษย์ และสังคม
ณ ห้องประชุม คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ.2565

คุณากร วาณิชย์วิรุฬห์ (นักวิชาการอิสระ)

โบราณคดีกับสังคมร่วมสมัย เป็นบทสั้นๆ แต่ผู้เขียนสามารถสกัดเอาประเด็นและสาระหลักๆ มาได้ และสามารถบอกได้ว่าโจทย์ของโบราณคดีคืออะไร โบราณคดีไปเกี่ยวข้องกับใครต่อใครมากมายมหาศาล

หนังสือเล่มนี้ทำให้ผมได้รู้จักกับงานเขียนที่ผมไม่รู้มาก่อน โดยเฉพาะงานเขียนด้าน ‘มรดก’ ผู้เขียนได้อ้างอิงงานเขียน ซึ่งมีข้อความที่ผมชอบ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงหัวใจของบทนี้ “…มรดกยังไม่ใช่เรื่องไม่ใช่สิ่งเดียวกันกับประวัติศาสตร์และโบราณคดี แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกันและต้องพึ่งพาอาศัยกันและกัน จนไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เพราะประวัติศาสตร์และโบราณคดีคือความรู้เกี่ยวกับอดีตที่มีความซับซ้อนยืดยาวและดำเนินเรื่องไปอย่างราบเรียบ หากไม่มีมรดกการศึกษาอดีตที่ว่าก็คงจะมีน้อยคนนักที่จะสนใจ…”

สะท้อนให้เห็นว่า โบราณคดีถูกเรียกร้องให้มันหันหน้าบางหน้าออกมา engage กับสังคม ซึ่งสิ่งที่โดดเด่นมากในกรณีนี้ก็คือหน้าของความเป็น “มรดก” หรือที่เรียกว่า ทรัพยากรทางโบราณคดี ที่ถูกสังคมให้ค่า และนับวันมันจะกลายเป็นประเด็นที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ในยุคที่ไม่มีศาสตร์ใดสามารถอยู่ได้ด้วยตัวมันเอง หรือคงความเป็นศาสตร์ที่บริสุทธิ์ได้อีกต่อไป เพราะสาธารณชนจะเข้ามาอยากมีส่วนร่วม อาจมาตั้งคำถามกับการตีความและการให้คุณค่าของนักวิชาการ ประโยคจบของหนังสือเล่มนี้คือ “…อนาคตของอดีตอยู่ในมือปัจจุบัน” อดีตจะมีคุณค่าและมีความหมายก็เพราะคำถามของปัจจุบัน คำถามที่เปลี่ยนแปลงในปัจจุบันก็ทำให้คุณค่าของอดีตเปลี่ยนไป อดีตส่วนไหนจะถูกหยิบมาก็อยู่กับการตั้งคำถามของปัจจุบัน

สุภมาศ ดวงสกุล (กองโบราณคดี กรมศิลปากร)

คุณูปการของหนังสือเล่มนี้อีกประการก็คือ เรื่องบางเรื่องที่รู้แต่เพียงผิวเผินเราก็ได้อ่านจากเล่มนี้ จึงเป็นหนังสือที่แนะนำสำหรับนักโบราณคดีและผู้ที่ทำงานทางด้านประวัติศาสตร์-โบราณคดี หรือแม้กระทั่งสายสังคมศาสตร์อื่นๆ เพราะว่ามีการรวบรวมข้อมูลสารพันเกี่ยวกับการศึกษาอดีต

หนังสือเล่มนี้อาจจะไม่ได้ลงลึกถึงเรื่องข้อมูลทางวิชาการและเป็นการปูพื้นฐานที่แน่น การเรียนการสอนโบราณคดีสมัยก่อนจะไม่ค่อยเน้นเรื่องประวัติโบราณคดีโลก หรือเรื่องแนวคิดทฤษฎีมากนัก แต่ปัจจุบันนี้อาจจะเปลี่ยนไปแล้ว หนังสือเล่มนี้ช่วยเปิดมุมมองเกี่ยวกับเรื่องนี้

หนังสือเล่มนี้เป็นยานหรือเป็นเครื่องมือที่ทำให้นักโบราณคดีไปดำดิ่งหรือขุดที่มาของตัวเรา หมายถึงคนที่ทำงานโบราณคดีทั้งหลายต้องกลับไปมองว่า กว่าองค์ความรู้และแนวคิดในการทำงานทางโบราณคดีพัฒนามาทุกวันนี้ มันผ่านกระบวนการสั่งสมกลั่นกรองมาอย่างไรบ้าง หนังสือก็จะให้คำตอบนี้กับเรา

สิ่งที่ชอบในหนังสือเล่มนี้อีกอย่างก็คือ กลเม็ดในการเขียนคือในขณะที่กล่าวถึงกระบวนการศึกษาทางโบราณคดีต่างๆ ผู้เขียนก็ได้ยกกรณีศึกษาได้อย่างเหมาะสม ซึ่งมีทั้งเคสจากไทยและต่างประเทศ รวมทั้งกรณีศึกษาที่ผู้เขียนได้เดินทางไปชมด้วยตนเอง ซึ่งก็ทำให้หนังสือเล่มนี้มีบุคลิกเฉพาะตัวของผู้เขียนเอง

วิธีการนำเสนอของผู้เขียนน่าสนใจ เพราะนอกจากการยกตัวอย่างประกอบแล้ว เวลาอ่านก็ทำให้จินตนาการถึงงานที่เราทำไปด้วย แต่ผู้เขียนก็มักมีการหักมุมโดยการบอกว่ามันอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิดทั้งหมดก็ได้ คือเป็นการสะกิดบอกว่าอย่าเพิ่งตีความไปไกลนัก

แต่ละบทของหนังสือเล่มนี้ จะมีสรุปใจความสำคัญและคำถามท้ายบท ซึ่งทำให้ผู้อ่านได้ทบทวนสิ่งที่ได้อ่านและทำความเข้าใจมาทั้งหมด

นอกจากนี้ เนื้อหาที่กล่าวถึงเรื่องการประยุกต์ใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่างๆ ผู้เขียนได้กล่าวถึงกระบวนการศึกษาที่มีการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ที่จะให้ข้อมูลเชิงลึก นักโบราณคดีบางคนส่งตัวอย่างไปก็รอผลวิเคราะห์อย่างเดียว โดยอาจไม่ได้สนใจกระบวนการของเทคนิคที่ใช้วิเคราะห์ หนังสือเล่มนี้อธิบายกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่มีขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อนให้เข้าใจได้ง่าย และทำให้เข้าใจว่าทำไมจึงเลือกใช้วิธีนั้นๆ ในการศึกษา หนังสือเล่มนี้ทำให้ฉุกคิดในเรื่องการคัดเลือกตัวอย่างหรือเลือกวิธีการวิเคราะห์ซึ่งมีผลต่อการทำงานเพราะอาจส่งผลต่อการแปลความ ดังนั้นการปฏิบัติงานทางโบราณคดีต้องเพิ่มความระมัดระวัง อีกทั้งต้องย้อนกลับมาดูตัวเองว่าเวลาทำงานเรามีความรอบด้านมากพอหรือยัง

ภีร์ เวณุนันทน์ (คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร)

การอ่านหนังสือเล่มนี้เหมือนทำให้เรากลับมาคุยกับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตั้งคำถามทางโบราณคดีหรือการทำงานโบราณคดี หรือว่านักโบราณคดีทำงานทุกอย่างด้วยความเคยชิน

สิ่งที่อยากจะกล่าวถึงเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ก็คือ พัฒนาการของความรู้โบราณคดีในระดับสากลและในระดับประเทศ กว่าที่ความรู้ทางโบราณคดีจะเป็นแบบที่เห็นทุกวันนี้มันได้ผ่านกระบวนการคิดมาอย่างไรบ้าง

หนังสือเล่มนี้ได้แจกแจงกระบวนการศึกษาของนักโบราณคดี ว่ามีวิธีการทำงานและได้คำตอบมาอธิบายมนุษย์และสังคมในอดีตอย่างไร สิ่งสำคัญของงานโบราณคดีก็คือ การตั้งคำถามของงานศึกษาโบราณคดีที่ดี ซึ่งจะนำไปสู่กระบวนการค้นหาหลักฐานที่เหมาะสม แล้วจากนั้นก็เป็นวิเคราะห์หลักฐานโดยเล่าเรื่องให้เป็นเหตุเป็นผลได้อย่างไร

ในบทที่ 6 ว่าด้วยการศึกษาหลักฐาน มีการอธิบายกระบวนการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ โดยการย่อยซับซ้อนของเทคนิคทางวิทยาศาสตร์ให้เข้าใจได้ง่าย แม้แต่สำหรับคนที่ไม่ได้มีพื้นความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ หนังสือเล่มนี้นำเสนอในส่วนนี้ได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ และผู้อ่านสามารถค้นคว้าต่อจากแหล่งอ้างอิงเองได้

บทที่ 7 วิชาโบราณคดีศึกษาเรื่องอะไร โบราณคดีไม่ได้ศึกษาหรือเกี่ยวข้องเฉพาะกับอดีตเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับปัจจุบันด้วย โบราณคดีคือสิ่งที่เชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบันทำให้คนรู้ว่าตัวเองเป็นใครมีที่มาอย่างไร โบราณคดีสนทนากับคนอื่นตลอดเวลา โบราณคดีพูดถึงคนซึ่งมีอยู่มากมายหลากหลาย

ดังนั้นโบราณคดีต้องคุยกับเศรษฐศาสตร์ มานุษยวิทยา และวิทยาศาสตร์ รวมทั้งคนทั่วไป เพราะโบราณคดีคือเรื่องของทุกคน โบราณคดีไม่ใช่เรื่องของคณะโบราณคดี ทุกคนมีอดีตหรือความทรงจำของตัวเอง ทำอย่างไรให้วิชาการโบราณคดีสามารถสนทนากับคนทั่วไปที่มีความทรงจำของตัวเองด้วย โดยที่เราไม่หักหาญน้ำใจกัน ดังนั้นโบราณคดีไม่ได้เป็นการสร้างมรดกเพื่อการท่องเที่ยวอย่างเดียว แต่มันเป็นเครื่องมือในการสร้างที่ทางให้กับคนในสังคม หนังสือเล่มนี้มีการตั้งข้อสังเกตและทำให้เราหยุดคิด เช่น เรื่องระบบสามยุค ที่ผู้เขียนได้เคยเขียนบทความไว้ หรือหลายเรื่องที่นักโบราณคดีทำเป็นอาจิณแต่ไม่เคยหยุดคิดกับมัน

ผู้ร่วมเสวนา (จากซ้ายไปขวา) ดร.อุดมลักษณ์ ฮุ่นตระกูล คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, คุณากร วาณิชย์วิรุฬห์ (นักวิชาการอิสระ), สุภมาศ ดวงสกุล (กองโบราณคดี กรมศิลปากร) และ ดร.ภีร์ เวณุนันทน์ (คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร) ในงานเสวนา “ล้อมวงคุยว่าด้วยตำรา โบราณคดี: อดีต มนุษย์ และสังคม” ณ ห้องประชุม คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ.2565 (14.00-16.30 น.)

ห้องเสวนาที่ห้องประชุมชั้น 4 คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

โบราณคดีไทย ถูกผูกขาดโดยรัฐ

ปฐมฤกษ์ เกตุทัต
[อดีตอาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์]

โบราณคดี: อดีต มนุษย์และสังคม โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พจนก กาญจนจันทร มีโครงสร้างประกอบด้วยเนื้อหาสำคัญของวิชาโบราณคดีสำหรับนักศึกษาและผู้สนใจในโบราณคดีทั่วไป มีทั้งบทนิยามและความหมายของโบราณคดีซึ่งถกเถียงกันในหมู่นักโบราณคดีไม่รู้จบ ประวัติความเป็นมาของโบราณคดีทั้งในไทยและต่างประเทศ กระบวนการศึกษาและวิจัย งานเทคนิคภาคสนามว่าด้วยการสำรวจ ขุดค้น รวมทั้งการวิเคราะหลักฐานที่นำไปสู่กระบวนการวิเคราะห์หลักฐานหลากหลายประเภท นำไปสังเคราะห์ตามประเด็นศึกษา ที่อาจารย์นำเสนออย่างหลากหลายซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่สำคัญในปัจจุบัน

สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นว่าเป็นจุดเด่นของหนังสือเล่มนี้ คือ สองบทที่ว่าด้วยประวัติโบราณคดี เพราะหนังสือหรือตำราที่กล่าวถึงประวัติวิชาโบราณคดีส่วนมากเน้นการค้นพบหลักฐานชิ้นสำคัญหรือแหล่งที่มีชื่อเสียงและรู้จักกันโดยทั่วไป

หนังสือหรือตำราที่กล่าวถึงประวัติเชิงพัฒนาการหาได้ไม่ง่ายนักเมื่อเทียบกับหนังสือที่กล่าวถึงวิธีการทำงานเทคนิคภาคสนาม แนวคิด แนวทางการวิจัย หรือประเด็นเฉพาะเรื่อง การเรียบเรียงประวัติเชิงพัฒนาการเป็นเรื่องยาก ต้องค้นและอ่านหนังสือ จำนวนมหาศาลเพื่อเรียงตามลำดับเวลา เน้นช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงและต้องเข้าใจเพดานความรู้และแนวคิดในแต่ละช่วงเวลา ที่สำคัญคือรู้ชื่อหนังสือหรือบทความแต่หาอ่านไม่ได้

เพดานความคิดและเนื้อหาประวัติโบราณคดีที่อาจารย์พจนกนำเสนอย้อนกลับไกลไปกว่า ค.ศ.1840 ซึ่งแต่เดิมถือว่าเป็นช่วงต้นของการกำเนิดโบราณคดี ผู้เขียนประวัติโบราณคดีน้อยคนจะกล่าวถึง “โบราณวิทยา” (Antiquarian) ซึ่งผมเห็นว่าเป็นต้นตอแห่งศาสตร์ทั้งหลายที่ศึกษาอดีตของมนุษย์ ไม่เฉพาะแต่วิชาโบราณคดี ย้อนเวลากลับไปนานกว่าที่เราเคยเข้าใจ

ปัจจุบันประวัติโบราณคดีแนวประวัติศาสตร์นิพนธ์โบราณคดี (Historiography of Archaeology) ได้กลายเป็นสาขาวิชาไปแล้วอย่างน้อยตั้งแต่ช่วง ค.ศ.2000 ที่มิใช่เป็นเพียงเนื้อหาเล็กๆ ส่วนหนึ่งของรายวิชาโบราณคดีเบื้องต้นอีกต่อไป และเห็นได้ว่าตั้งแต่ ค.ศ.2000 เป็นต้นมา ได้มีการจัดสัมมนาทางวิชาการว่าด้วยหัวข้อนี้มากมายหลายครั้ง รวมทั้งการเสวนาออนไลน์อีกนับครั้งไม่ถ้วน

ตั้งแต่บทที่ 4 ถึงบทที่ 6 เป็นส่วนที่ว่าด้วยวิธีการศึกษาทางโบราณคดี ซึ่งอาจารย์เรียบเรียงได้รวบรัดครอบคลุมด้วยภาษาที่เข้าใจได้ง่าย ในหนังสือตำราโบราณคดีทั่วไปมักเน้นเนื้อหาในส่วนงานเทคนิคและวิธีการทำงานภาคสนามอย่างมาก ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อและปวดหัวเป็นอย่างมากสำหรับผู้ที่ไม่ใช่นักศึกษาโบราณคดี

การอ่านตำราสอนว่ายน้ำไม่อาจทำให้เราว่ายน้ำเป็นฉันใด การอ่านเทคนิคภาคสนามอย่างเดียวก็ไม่อาจบรรลุถึงเป้าหมายทางโบราณคดีได้ฉันนั้น อีกทั้งเทคนิควิธีการมีมากมายและเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ตามวิธีคิด และเครื่องมืออุปกรณ์ที่ทันสมัยมากขึ้นทุกวัน ตรงกันข้าม ผมกลับเห็นว่าความถนัดคุ้นชินในการทำงานสนามและการเลือกใช้เครื่องมือและเทคนิควิธีการให้เหมาะตามสถานการณ์เป็นไปตามกลวิธีวิจัย (research strategy) ต่างหากที่เป็นสิ่งสำคัญ และสิ่งที่ขาดไม่ได้คือการลงมือปฏิบัติและใช้เวลาฝึกฝนสร้างประสบการณ์อย่างต่อเนื่องของแต่ละคน

สิ่งที่ยังขาดอย่างมากในงานโบราณคดีไทย คือ การสอนและอบรมเรื่องการวางแผนการวิจัยหรือระเบียบวิธีวิจัย (research methodology) และการวิเคราะห์หลักฐานที่เป็นวัตถุซึ่งได้จากงานสนาม

เรายังขาดทั้งการสอน ผู้สอน เครื่องมือและห้องปฏิบัติการที่เหมาะสม ตราบใดที่งานโบราณคดีไทยยังถูกผูกขาดโดยรัฐ ผ่านทางหลักสูตร เนื้อหารายวิชา และโครงการวิจัย โดยมีทุนศึกษาวิจัย ฝึกงาน และงบประมาณ เป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุม

*โบราณคดี อดีต มนุษย์ และสังคม โดย พจนก กาญจนจันทร ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ศยาม พ.ศ.2565 ราคา 430 บาท*

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...