โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เอกนิติรับมือ สู้ศึกน้ำมันเขียว

MATICHON ONLINE

อัพเดต 11 ก.ย 2565 เวลา 00.38 น. • เผยแพร่ 11 ก.ย 2565 เวลา 00.38 น.

เอกนิติรับมือ สู้ศึกน้ำมันเขียว

จากปัญหาราคาน้ำมันดิบโลกที่พุ่งขึ้นอย่างก้าวกระโดด ความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มสูงหลังการแพร่ระบาดโควิด ประกอบกับปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ หรือความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครน อีกทั้งปัจจัยเงินบาทอ่อนค่า จนเข้าใกล้ 37 บาทต่อเหรียญสหรัฐแล้วในวันนี้ จึงส่งผลกระทบต่อราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศไทยทรงตัวอยู่ในระดับสูง

ซึ่งทำให้ประชาชนเดือดร้อน เพราะเป็นต้นทุนโดยตรงจากค่าเดินทางและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น ประชาชนต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันสูงขึ้นๆ เมื่อประเทศไทยไม่สามารถผลิตน้ำมันได้เพียงพอกับความต้องการใช้ภายในประเทศ ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเป็นหลัก ทำให้ต้องอ้างอิงราคาตลาดโลกเป็นฐานราคาในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และถึงแม้ราคาน้ำมันโลกจะลดลงมาแล้ว แต่ราคาขายปลีกในไทยยังคงทรงตัวในระดับที่สูงตามเดิม

เนื่องจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังต้องการสภาพคล่องในการบริหารสถานะกองทุน หลังจากที่ต้นปีที่ผ่านมา รัฐบาลใช้กลไกของกองทุนน้ำมันในการดูแลและตรึงราคาน้ำมัน จนปัจจุบันติดลบกว่าแสนล้านบาท แต่กองทุนก็ยังหาแหล่งเงินกู้จากที่อื่นได้ โดยธรรมชาติเมื่อสินค้าที่ต้องใช้มี ราคาแพง ก็ต้องแสวงหาสินค้าราคาถูก และมาพร้อมกับวิธีการต่างๆ นานา!

ดังนั้น หลายฝ่ายอาจเห็นราคาน้ำมันเพื่อนบ้านที่ราคาถูกกว่ามาก หากเปรียบเทียบจริงราคาขายปลีกน้ำมันของไทย ทั้ง เบนซิน และดีเซล ยังไม่ได้แพงสุดในหมู่ประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนบางประเทศที่เห็นว่าราคาน้ำมันถูกกว่าไทยมากนั้น อาทิ มาเลเซีย ที่ราคาน้ำมันประมาณ 16 บาทต่อลิตร และบรูไน ที่ราคาขายน้ำมันดีเซลเพียง 7-8 บาทต่อลิตร เนื่องจากประเทศเหล่านี้ผลิตน้ำมันใช้เอง จึงไม่มีการจัดเก็บภาษีน้ำมัน หรือมีวิธีบริหารจัดการกองทุนน้ำมันที่ต่างกัน

ดังนั้นโครงสร้างของราคาน้ำมันจึงต่างกัน ทั้งนี้ จากราคาน้ำมันที่แตกต่างกันอย่างมาก และไทยก็ประสบกับปัญหาราคาน้ำมัน จึงต้องยอมรับว่า ได้ทำให้กระบวนการลักลอบน้ำมันจากเพื่อนบ้านที่ราคาถูก และน้ำมันอื่นๆ ที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายเข้าสู่แผ่นดินไทยมากขึ้น เพื่อสนองความต้องการของผู้ใช้บางคนที่ต้องการใช้น้ำมันเถื่อนราคาถูก ทดแทนน้ำมันถูกกฎหมายที่ราคาแพงมากในช่วงนี้

ดังนั้น เพื่อสกัดและป้องปราม กรมสรรพากร ที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีน้ำมัน กรมศุลการ เกี่ยวข้องกับการดูแลเรื่องนำเข้า-ส่งออก ขณะที่หน่วยงานตำรวจ ต้องจับตาและเข้มงวดเรื่องการลักลอบนำเข้าน้ำมันอยู่ต่อเนื่อง โดยรายงานข่าวด้านการจับกุมและปราบปรามน้ำมันเถื่อนในปี 2565 นั้น ยังไม่พบกรณีใหญ่ ที่มีมูลค่าสูง แต่พบแนวโน้มพฤติกรรมที่เข้าข่ายบ้าง โดยเฉพาะในจังหวัดภาคใต้ ที่ติดกับประเทศมาเลเซีย ที่ชาวเบตง นำรถยนต์ส่วนตัวไปเติมน้ำมันดีเซลที่มาเลเซีย หรือที่ จ.สงขลา มีการนำน้ำมันถื่อน ไม่เสียภาษี มาแบ่งใส่ขวดหรือใส่แกลลอนขายให้กับชาวบ้าน เป็นต้น

อีกกรณีสำคัญ คือ การเกิดขึ้นของกระบวนการลักลอบขนน้ำมันเขียวมาขายบนบก ซึ่งแท้จริงแล้ว น้ำมันเขียว คือน้ำมันที่ถูกต้องตามกฎหมาย ที่รัฐบาลจัดทำน้ำมันดีเซลที่เติมสารสีเขียว เพื่อให้แยกแยะจากน้ำมันบนฝั่งได้ และได้รับการยกเว้นภาษีสรรพสามิต ทำให้มีราคาถูกกว่าน้ำมันดีเซลบนบกมากกว่าลิตรละ 6 บาท เพื่อลดภาระต้นทุนผู้ประกอบการทำประมงให้กับชาวประมงพาณิชย์ ตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา

จากรายงานล่าสุด เรือประมงมากกว่า 2,000 ลำ แจ้งยุติการทำประมงจากการประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ จากที่เข้าร่วมในช่วงโครงการมากกว่า 10,000 ลำ แต่จำนวนการใช้น้ำมันเขียวในโครงการ กลับไม่ได้ลดลง ซึ่งทางตำรวจได้ตั้งข้อสงสัยกับกรณีนี้ จึงเข้าไปตรวจสอบ พบว่า มีเรือที่ไม่มีคุณสมบัติตามประกาศกรมศุลกากร แต่สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ออกรหัสและรับรองให้เติมน้ำมันเขียว ถึง 791 ลำ มีทั้งเรือประมงพาณิชย์ไม่มีทะเบียนเรือ เรือประมงไม่มีใบอนุญาตประมง เรือจากกรมประมง เรือประมงที่แจ้งจมหรือทำลายไปแล้ว เรือประมงที่เปลี่ยนเป็นเรือบรรทุกสินค้า เรือลากจูง และเรือประมงพื้นบ้านที่มีขนาดถังน้ำมันตั้งแต่ 1,500-10,000 ลิตร ซึ่งเกินกว่าขนาดตัวเรือที่สามารถบรรทุกได้

เมื่อนำรายชื่อเรือพร้อมรหัสเติมน้ำมันเขียวจากสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ไปสอบยันกับข้อมูลการเติมน้ำมันเขียวที่ตำรวจน้ำได้ รับจากเรือสถานีบริการ (Tanker) พบว่ามีเรือประมงที่ใช้รหัสของเรือประมงที่ขาดคุณสมบัติไปเติมน้ำมันเขียวหลายลำ และยังพบว่ามีเรือประมงอีก 599 ลำ ใช้รหัสเติมน้ำมันไม่ตรงกับรหัสที่สมาคมออกให้และรับรองเข้ามาเติม น้ำมันเขียวด้วย ทำให้จำนวนเรือที่เกี่ยวข้องในการกระทำผิดเติมน้ำมันเขียว มีถึง 1,390 ลำ

การกระทำผิดส่งผลกระทบต่อการเก็บภาษีของรัฐที่ควรจะได้รับปีละ 4,270 ล้านบาท สำหรับเรือประมงที่ไม่ได้รับอนุญาต แต่เข้าไปเติมน้ำมันเขียวนั้น มีโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 189 ขนถ่ายน้ำมันในเขตต่อเนื่องโดยไม่มีคุณสมบัติ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือปรับเป็นเงินสองเท่าของราคาน้ำมันที่อยู่ในเรือ หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากมีพฤติกรรมลักลอบขนส่งน้ำมันเขียวขึ้นบกนั้น เข้าข่ายกระทำความผิดพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 มาตรา 203 ฐานนำน้ำมันที่ยังไม่เสียภาษีสรรพสามิตเข้ามาในราชอาณาจักร มีโทษปรับสองถึงสิบเท่าของภาษี

เมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา กรมสรรพสามิต นำคณะสื่อมวลชน ศึกษาดูงานระบบควบคุมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจำหน่ายน้ำมันดีเซลสำหรับชาวประมงในเขตต่อเนื่องของราชอาณาจักร (น้ำมันเขียว) คือ ระบบมาตรวัด (Flow Meter) และระบบสำแดงข้อมูลตัวตนอัตโนมัติ (Automatic Identification System : AIS) ในเขตพื้นที่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมาใช้ในการตรวจสอบควบคุมกำกับดูแลการจำหน่ายน้ำมันเขียว ตั้งแต่ต้นทางโรงกลั่นน้ำมันไปยังเรือบรรทุกน้ำมันต่อไปยังเรือแทงเกอร์ในเขตต่อเนื่อง ตลอดไปจนถึงเรือประมง

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพสามิต เผยว่า กรมสรรพสามิต ได้นำเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งเป็นระบบสำแดงอัตโนมัติผ่านดาวเทียม ติดตั้งที่เรือแทงเกอร์ หรือเรือจำหน่ายน้ำมันดีเซล (น้ำมันเขียว) กลางทะเลสำหรับจำหน่ายให้เรือประมงที่ได้รับใบอนุญาตเท่านั้น สำหรับน้ำมันเขียว กรมสรรพสามิตได้ยกเว้นการจัดเก็บภาษีเพื่อช่วยเหลือเรือ ประมงชายฝั่ง ทำให้ราคาน้ำมันเขียวถูกกว่าราคาน้ำมันดีเซลบนบก ประมาณ 10 บาท/ลิตร โดยแต่ละปีกรมจะสูญเสียรายได้จากเว้นภาษีดังกล่าวประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อปี จากน้ำมันเขียวที่ใช้ประมาณ 600 ล้านลิตรต่อปี

ซึ่งเรื่องนี้ ที่ผ่านมาแม้จะมีการควบคุมการจำหน่ายน้ำมันเขียว โดย 3 หน่วยงาน คือสรรพสามิต สรรพากร และตำรวจน้ำ แต่เนื่องจากการทำบัญชีซื้อขายจะทำโดยผู้ควบคุมเรือแทงเกอร์ ซึ่งเสี่ยงต่อการรั่วไหล เพราะกรมตรวจสอบพบว่า ปริมาณความต้องการน้ำมันของเรือประมงที่มีใบอนุญาตให้ซื้อได้นั้น น้อยกว่าปริมาณที่เรือแทงเกอร์ขายได้ถึง 20-30% ซึ่งส่วนต่างที่หายไป เนื่องจากขายให้เรือประมงที่ไม่ได้รับใบอนุญาตเพื่อนำไปขายต่อบนบก

อธิบดีเอกนิติยังให้ความมั่นใจว่า เมื่อกรมใช้ระบบและติดตั้งอุปกรณ์ที่เรือแทงเกอร์ โดยใช้สัญญาควบคุมดาวเทียม และส่งข้อมูลมายังศูนย์ควบคุมที่กรุงเทพฯ โดยศูนย์จะสามารถรู้ได้แบบเรียลไทม์ว่า มีเรือประมงเข้าใกล้เรือแทงเกอร์จำนวนกี่ลำ เวลาไหน รวมถึงปริมาณน้ำมันเขียว ที่ถูกถ่ายออกจากเรือแทงเกอร์ หากปริมาณผิดปกติ กรมจะส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบและดำเนินการลงโทษทันที

เป็นอีกภารกิจที่ต้องรับมือ ในยามที่เรื่องพลังงานกลายเป็นวิกฤตเช่นในขณะนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...