วิถีแห่งกลยุทธ์ : สัมพันธ์ ซับซ้อน ระหว่างถังไท่จง เว่ยเจิง ‘วิกฤต’ คือโอกาส
เจินกวนศก 6 (ค.ศ.632) ถังไท่จงฮ่องเต้ตรัสแก่เหล่าเสนาอำมาตย์ว่า
“ย้อนมองจักรพรรดิในอดีตกาล มีเจริญก็มีเสื่อม เปรียบดังอรุณรุ่งกับพลบค่ำ ฉะนั้น
ทั้งนี้ ล้วนเป็นเพราะพระองค์เหล่านั้นถูกปิดบังพระเนตรพระกรรณ ไม่ทราบข้อดีข้อเสียที่เกิดจากนโยบายบริหารราชการแผ่นดินในยุคนั้นๆ
คนซื่อตรง ภักดีไม่กล้าทูลถวายคำทัดทาน
คนถ่อยละโมบกลับมีโอกาสประจบสอพลอจนเพลิน จักรพรรดิมองไม่เห็นข้อบกพร่องและความผิดพลาดของตน จึงค่อยๆ ก้าวสู่ความเสื่อม
ข้าฯประทับอยู่ในวังลึก ไม่อาจรับรู้เรื่องราวบนแผ่นดินทั้งหมด
จึงมอบหมายให้ท่านทั้งหลายช่วยทำความเข้าใจสภาพที่แท้จริง ทำหน้าที่ต่างพระเนตร พระกรรณ จงอย่าได้ประมาทเลินเล่อ หลงคิดว่าแผ่นดินสงบสุขไร้เรื่องราว
ในคัมภีร์ซั่งซูมีความตอนหนึ่งว่า ‘ที่ควรถนอมรักมิใช่จักรพรรดิ ที่ควรเกลียดชังมิใช่ราษฎร’
จักรพรรดิทรงบำเพ็ญขัตติยธรรม ราษฎรก็จะอุ้มชูเป็นประมุขของชาติ หากทรงไม่บำเพ็ญขัตติยธรรม ราษฎรก็จะทอดทิ้ง
นี่เป็นเรื่องน่ากลัวยิ่ง”
เว่ยเจิงกราบทูลว่า “จักรพรรดิจำนวนมากต้องสิ้นชาติวายชนม์ เพราะยามปลอดภัยลืมภยันตราย ยามสงบสุขลืมความวุ่นวาย
จึงไม่อาจครองแผ่นดินได้ยืนนาน
เวลานี้ ฝ่าบาททรงบริหารราชการแผ่นดินจนราชอาณาจักรร่มเย็นมีสันติสุข หากฝ่าบาทใส่พระทัยวิถีแห่งการปกครอง
บริหารราชการแผ่นดินด้วยความระมัดระวัง
ดุจประทับริมหน้าผา หรือเสด็จพระราชดำเนินบนน้ำแข็งบางแล้วไซร้
แผ่นดินก็จะสงบสุข สถาพร สำนวนโบราณว่า ‘จักรพรรดิคือเรือ ราษฎรคือน้ำ น้ำลอยเรือได้ก็จมเรือได้’
ฝ่าบาททรงเห็นว่าราษฎรน่ากลัว ซึ่งความจริงก็เป็นเช่นนั้น”
หนังสือชุดเรียนรู้ประวัติศาสตร์จีน “100 ขุนนางประเสริฐ” อัน กนกพร นุ่มทอง แปลมาจากต้นฉบับภาษาจีนของ “เฉินเหวยจวิ้น”
ระบุว่า
ต้นราชวงศ์ถังเป็นยุคซึ่งมีมนตรีประเสริฐมากทั้งบุ๋นและบู๊ ในกลุ่มขุนนางเหล่านี้มีนักการเมืองที่โดดเด่นผู้หนึ่ง
นาม “เว่ยเจิง” (ค.ศ.580-643)
มีชื่อรองว่า เสวียนเฉิง บรรพบุรุษเป็นชาวชวีหยาง (อำเภอจิ้น มณฑลเหอเป่ย) ต่อมาย้ายมาอยู่เน่ยหวง เมืองเซียงโจว (ปัจจุบันอยู่ในมณฑลเหอหนาน)
เป็นสกุลปัญญาชนมาหลายชั่วอายุคน
ปลายราชวงศ์สุยเกิดกบฏชาวนาทุกหย่อมย่าน เว่ยเจิงทำงานเอกสารในค่ายกบฏหว่ากัง ตามหลี่มี ผู้นำค่ายเข้ากับหลี่หยวน
สังกัดอยู่กับรัชทายาท “หลี่เจี้ยนเฉิง” มีหน้าที่ดูแลเอกสาร
ตรวจสอบข้อเท็จจริงผ่าน “เจินกวนเจิ้งเย่า ยอดกุศโลบาย” อัน อธิคม สวัสดิญาณ แปลและเรียบเรียงจากบทรจนาของ “อู๋จิง”
ระบุสอดรับกันในด้าน “รากฐาน”
แต่ที่พิสดารคือ ปลายฤดูอู่เต๋อ ท่านเป็นขุนนางข้างพระวรกายของรัชทายาทหลี่เจี้ยนเฉิง ท่านเห็นหลี่ซื่อหมินกับองค์รัชทายาทแย่งชิงบัลลังก์จักรพรรดิกันอย่างลับๆ
ก็เตือนให้องค์รัชทายาทวางแผนชิงลงมือก่อนโดยเร็ว
ครั้นหลี่เจี้ยนเฉิงถูกปลงพระชนม์ เจ้าพระยาฉิน หลี่ซื่อหมิน ก็เรียกตัวเว่ยเจิงเข้าเฝ้า ทรงกล่าวโทษท่านว่า
“ท่านยุแยกความสัมพันธ์ระหว่างเราพี่น้อง มีเหตุผลใดหรือ”
ขุนนางทุกคนล้วนหลั่งเหงื่อเย็นแทนเว่ยเจิง แต่เว่ยเจิงกลับกราบทูลอย่างไม่สะทกสะท้านว่า
“หากองค์รัชทายาททรงฟังคำเตือนของผู้น้อยแล้วคงไม่ประสบภัยเยี่ยงนี้”
ยิ่งหากอ่านหนังสือ “ยิ้ม กโลบายเหนือผู้พิชิต” อันเป็นการเรียบเรียงของ อธิคม สวัสดิญาณ อีกเหมือนกัน
เพียงแต่เรียบเรียงจากต้นฉบับของ “เว่ย ถงเลี่ยง”
หลี่ซื่อหมินปลงพระชนม์หลี่เจี้ยนเฉิงและหลี่หยวนจี๋แล้ว ไม่ตรวจสอบเอาเรื่องบริวารของทั้งสองเลย กลับออกหน้าปลอบขวัญชนะใจเหล่าข้าราชสำนักทั้งหมด
แต่พระองค์ทรงแค้นเว่ยเจิงยิ่งนัก
เพราะเขาเตือนให้หลี่เจี้ยนเฉิงกำจัดตนเสียแต่เนิ่นๆ เมื่อพระองค์ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรัชทายาทกุมอำนาจในราชสำนักแล้ว
ก็เรียกตัวเว่ยเจิงเข้าเฝ้า
เว่ยเจิงจึงเข้าไปในตำหนักตงกงแล้วเพียงแสดงคารวะไม่คุกเข่าถวายบังคม ยิ่งเป็นการยั่วให้พระองค์ทรงระเบิดโทสะถึงกับทรงตวาดใส่ว่า
“ท่านไฉนยุแยกความสัมพันธ์ระหว่างเราสองพี่น้อง ท่านยุให้เสด็จพี่กำจัดข้าหลายครั้ง รู้หรือไม่โทษสถานใด”
เว่ยเจิงยิ้มอย่างสง่าทูลตอบว่า
“รัชทายาทองค์ก่อนหากฟังคำเตือนของข้าฯก็คงไม่ถูกปลงพระชนม์ในวันนี้ ก่อนนี้ก่วนจ้งสมัยรับใช้องค์ชายจิวเคยยิงเกาทัณฑ์ต้องเข็มขัดฉีหวนกง คนเราต่างทำเพื่อนาย ข้าฯไม่จำเป็นต้องแก้ตัว”
หลี่ซื่อหมินฟังเว่ยเจิงทูลเช่นนี้กลับยินดีนัก คลายจากโทสะทันที
“อู๋จิง” ระบุว่า หลี่ซื่อหมินได้ฟังคำทูลทรงหายโกรธทันที ทรงเปลี่ยนสีหน้าท่าที หันมาปฏิบัติต่อเว่ยเจิงอย่างให้เกียรติและนับถือ
พร้อมกับแต่งตั้งให้เป็นมหาอำมาตย์
เคยเรียกตัวเข้าเฝ้าถึงห้องบรรทม ขอคำแนะนำเรื่องวิธีบริหารราชการแผ่นดินหลายครั้ง ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าสำนักราชเลขานุการ บริหารราชการแผ่นดิน
“เว่ยถงเลี่ยง” ระบุว่า เป็นมหาอำมาตย์ทำหน้าที่ “ถวายคำทัดทาน”
เช่นเดียวกับที่ “เฉินเหวยจวิ้น” ยืนยัน ครั้นเสวยราชย์ก็ตั้งเว่ยเจิงเป็น “มนตรีทัดทาน” ต่อมายังเลื่อนเป็นที่ “อัครมหาเสนาบดี”
กระนั้น ทุกอย่างก็ใช่ว่าจะดำเนินไปด้วยความราบรื่น
จากที่ “เฉินเหวยจวิ้น” ประมวลมาตามสำนวนแปล กนกพร นุ่มทอง เว่ยเจิงกราบทูลทัดทานบ่อยครั้ง แม้ถังไท่จงจะทรงรับไปปฏิบัติ
แต่ก็มีบางครั้งอดกริ้วมิได้
ครั้งหนึ่งถึงกับตรัสด้วยความพิโรธว่า “จะช้าจะเร็ว ต้องประหารเจ้าบ้านนอกนี้ให้ได้”
พระนางจ่างซุน (ฮองเฮาในพระเจ้าถังไท่จง) ทูลถามว่า “จะประหารผู้ใด”
ถังไท่จงตอบว่า “เว่ยเจิงหักหน้าข้าหลายครั้งในท้องพระโรง”
จ่างซุนฮองเฮาได้สดับก็กราบทูลสรรเสริญว่า
“เจ้าปรีชา ขุนนางซื่อตรง เว่ยเจิงจงรักภักดี ตรงไปตรงมา เป็นเพราะพระองค์ทรงคุณธรรมประเสริฐ”
ถังไท่จงได้ฟังก็หายกริ้ว
การดำรงอยู่ระหว่าง 1 ถังไท่จงฮ่องเต้ 1 เว่ยเจิง โดยศักดิ์ฐานันดรแล้วถังไท่จงฮ่องเต้มีความเหนือกว่าอย่างเด่นชัด
เพราะเป็นทั้ง “เจ้า” และ “นาย”
เพียงแต่ถังไท่จงฮ่องเต้บริหารราชการในฐานะ “เจ้านาย” เหมือนอย่างมหาอำมาตย์หวางกุยเคยกราบทูลเมื่อเจินกวนศก (ค.ศ.627)
นั่นก็คือ
“ผู้น้อยทราบว่า ท่อนไม้ต้องใช้ด้ายจุ่มหมึกดีดตีเส้นจึงจะเลื่อยให้ตรงได้ จักรพรรดิต้องรับฟังความคิดเห็นและคำทัดทานของเหล่าขุนนาง จึงจะทรงพระปรีชาญาณ”
เช่นเดียวกับที่เว่ยเจิงเคยกราบทูลเมื่อเจินกวนศก 2 (ค.ศ.628)
“จักรพรรดิที่รู้แจ้ง ทรงพระปรีชาญาณก็เพราะทรงเปิดพระทัยกว้าง สันทัดในการรับฟังความเห็นต่าง”
เป็นไปอย่างที่คัมภีร์ซือจิงระบุ “หลงป่าถามทางชายตัดฟืน”