“เทคโนโลยีสารสนเทศ”...ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ “งานด้านการเงิน” ดียิ่งขึ้น !!!
Wealthy Thai
อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 02 มี.ค. 2566 เวลา 11.15 น. • ดร.ธนัยวงศ์ กีรติวานิชย์Where2put Ur Money: ในยุคที่เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีบทบาทในการดำรงชีวิตประจำวันของผู้คนในแทบจะทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการโทรคมนาคม การติดต่อสื่อสาร การเดินทาง การเรียนการสอน การอุปโภคบริโภค การประกอบธุรกิจ ตลอดจนการนำเสนอความบันเทิงในรูปแบบต่างๆ โดยมีวัตถุประสงค์ก็เพื่อทำให้ผู้คนมีความสะดวกสบาย ช่วยประหยัดเวลา และค่าใช้จ่าย ตลอดจนเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีมากยิ่งขึ้น
“ในด้านการเงินเองก็เช่นกัน มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาประยุกต์ใช้ โดยมีการพัฒนาระบบสารสนเทศทางการเงินขึ้นเพื่อสนับสนุนกิจกรรมด้านการเงินต่างๆ ทั้งในเรื่องของการบริหารการเงินส่วนบุคคล และการบริหารจัดการทางการเงินขององค์กรธุรกิจ”
ทั้งนี้ คำว่า “เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology)” นั้น เกิดจากการนำคำ 2 คำมารวมกัน คือ คำว่า “เทคโนโลยี (Technology)” ซึ่งหมายถึง การนำเอาความรู้ทางวิชาการ และด้านวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ และคำว่า “สารสนเทศ (Information)” ซึ่งหมายถึง ข้อมูล (Data)ที่ผ่านการประมวลผล และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ตรงตามความต้องการของผู้ใช้
“ดังนั้น ‘เทคโนโลยีสารสนเทศ’ จึงมีความหมายถึง การนำเทคโนโลยีมาใช้สำหรับการสร้าง จดบันทึก จัดเก็บ ประมวลผล และสื่อสารข้อมูลในรูปแบบต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความรวดเร็ว รวมถึงความถูกต้อง และความแม่นยำ สำหรับการนำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ นั่นเอง”
ในขณะที่ “งานด้านการเงิน” เองก็มีการพัฒนา และวิวัฒนาการขึ้นจากเมื่อก่อนเป็นอย่างมาก ผู้คนจำนวนมากเริ่มสนใจ และใส่ใจในเรื่องการบริหารจัดการทางการเงินกันมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่มีความซับซ้อน ตลอดจนมีการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการเงินใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ นอกจากนี้ เนื่องจากงานด้านการเงินเป็นเรื่องที่มีความเกี่ยวข้องกับข้อมูล และตัวเลขเป็นจำนวนมาก ทำให้ต้องใช้เวลาในการคำนวณ และประมวลผลนาน อีกทั้งยังต้องการความละเอียดถูกต้องสูง
“ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่อย่างใด ที่มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาประยุกต์ใช้กับงานด้านการเงิน ทั้งนี้ก็เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการงานด้านการเงินทั้งในเรื่องการพยากรณ์ (Forecasting) การวางแผน (Planning) และการควบคุม (Controlling)ให้ดีขึ้น รวมถึงเพิ่มความรวดเร็วในการเก็บรวบรวม และประมวลผลข้อมูล นอกจากนี้ ยังช่วยประหยัดเวลา และค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมทางการเงิน ตลอดจนช่วยลดความผิดพลาดต่างๆ ที่อาจเกิดจากการตัดสินใจทางการเงินลงได้ด้วย”
โดยระบบ “เทคโนโลยีสารสนเทศทางการเงิน” ที่ดีต้องมีคุณสมบัติ 4ประการ ดังต่อไปนี้
ต้องสามารถเข้าถึง หรือเรียกใช้งานได้ง่าย เพิ่มความสะดวก และรวดเร็วในการทำธุรกรรมต่างๆ โดยมีลักษณะที่เป็นมิตรกับผู้ใช้ ไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน มีความทันสมัย และสอดคล้องกับความต้องการใช้งานจริงในปัจจุบัน
มีความเสถียรภาพ มั่นคง ปลอดภัย และทนทานต่อความบกพร่องที่อาจเกิดขึ้นได้ เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังต้องมีการให้ความสำคัญสูงสุดต่อการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล โดยต้องมีการรักษาปลอดภัยจากการถูกแฮก (Hack) หรือการถูกขโมยข้อมูลโดยกลุ่มผู้ที่ไม่มีสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลอีกด้วย
มีความถูกต้อง แม่นยำ และน่าเชื่อถือ โดยผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบความถูกต้อง และพิสูจน์ผลลัพธ์ที่เกิดจากการคำนวณ หรือประมวลผลได้
มีความยืดหยุ่น และคล่องตัว สามารถใช้งานได้หลากหลายวัตถุประสงค์ ตลอดจนสามารถเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายอื่นๆ ได้
แน่นอนว่า “งานด้านการเงิน” ในยุคนี้ล้วนแล้วแต่มีการนำ “เทคโนโลยีสารสนเทศ” เข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นทั้งนั้น โดยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับงานด้านการเงินนั้น อาจถูกพัฒนาขึ้นโดยการที่ผู้ใช้งานเขียนโปรแกรมเอาไว้ใช้งานขึ้นด้วยตนเอง หรืออาจเลือกใช้โปรแกรมสำเร็จรูปที่มีอยู่แล้ว และนำมาใช้งานต่อได้ในทันทีก็เป็นได้ครับ