โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ย้อนรอยคดี ‘โคบอลต์-60’ เมื่อการเก็บสารกัมมันตรังสีหละหลวม จนมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย

The MATTER

อัพเดต 22 มี.ค. 2566 เวลา 09.40 น. • เผยแพร่ 22 มี.ค. 2566 เวลา 09.13 น. • Brief

หลังจากเหตุการณ์ซีเซียม-137 หายไปจากโรงไฟฟ้าในจังหวัดปราจีนบุรี เชื่อว่าหลายคนก็คงเห็นคนเปรียบเทียบเหตุการณ์นี้กับโคบอลต์-60 กันมาบ้าง แล้วว่าแต่เหตุการณ์โคบอลต์-60 คืออะไร ตอนนั้นมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่นะ

แต่ก่อนที่พาทุกคนไปเล่าถึงเหตุการณ์อุบัติเหตุโคบอลต์ในครั้งนั้น เราขอเล่าย้อนกลับไปก่อนว่าเจ้าสารกัมมันตรังสีนี้เข้ามาในประเทศไทยได้อย่างไร?

นายแพทย์ฮันส์ อดัมเสน (Hans Adamsen M.D.) ลูกครึ่งเดนมาร์ก-มอญ ที่ได้เข้ารับราชการในประเทศไทย นำเข้าเครื่องเอ็กซ์เรย์เป็นเครื่องแรกไปใช้ในโรงพยาบาลต่างๆ ในประเทศไทยเมื่อปี 2441

ต่อมาในปี 2500 ก็ติดตั้งเครื่องรักษามะเร็งโคบอลต์-60 ที่โรงพยาบาลศิริราช ตามด้วยโรงพยาบาลอื่นๆ อีก

แล้วโคบอลต์-60 คืออะไร?

ขอเริ่มจากการอธิบายเรื่อง โคบอลต์-60 กันก่อน ซึ่งโคบอล์ตก็คือธาตุหนึ่งในตารางธาตุที่มีน้ำหนักอะตอมเท่ากับ 59 ซึ่งตัวนี้ก็จะเรียกว่าโคบอล์ต-59 ไม่แผ่รังสี แต่เจ้าโคบอลต์-60 คือสิ่งที่ไม่มีอยู่โดยธรรมชาติ แต่มันเกิดขึ้นโดยการเอาโคบอล์ต-59 ไปอาบนิวตรอนในเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์จนกลายมาเป็นโคบอลต์-60 ที่สามารถสลายตัวไปเป็นนิกเกิล-60 โดยการปล่อยอนุภาคบีตา และรังสีแกมมา ซึ่งรังสีแกมมาสามารถใช้ในการกำจัดมะเร็งได้

ในประเทศไทยเองก็นำโคบอลต์-60 มาใช้ในทางการแพทย์ เช่นเพื่อรักษาผู้ป่วยมะเร็งและเนื้องอก ทั้งยังใช้ในด้านอุตสาหกรรม การถนอมอาหาร และการเกษตรอีกด้วย

แล้วเหตุการณ์ ‘โคบอลต์-60’ คืออะไร

แม้ว่าโคบอลต์-60 จะสามารถใช้ประโยชน์ได้ในหลายๆ ด้าน แต่มันก็ยังคงเป็นสารกัมมันตรังสีที่มีอันตรายอยู่ดี

เมื่อย้อนกลับไปในช่วงปี 2543 หลังจากเครื่องฉายรังสีโคบอลต์-60 ของโรงพยาบาลรามาธิบดีหมดอายุ บริษัท กมลสุโกศล อิเล็คทริค จำกัด ก็รับซื้อเครื่องดังกล่าวนำไปเก็บไว้ที่โกดัง แล้วจึงย้ายเครื่องฉายรังสีดังกล่าวไปไว้ที่ลานจอดรถเก่าของบริษัท บริเวณซอยอ่อนนุช กรุงเทพฯ

จนกระทั่งราวๆ วันที่ 24 มกราคม 2543 มีผู้ชาย 4 คนลักลอบเอาเครื่องฉายรังสีที่ถูกทิ้งเอาไว้ไปให้ขายต่อให้กับ จิตรเสน จันทร์สาขา ซาเล้งเก็บของเก่ารับซื้อเศษเหล็กจากคนกลุ่มนั้น ซึ่งรวมถึงชิ้นส่วนของเครื่องฉายรังสีส่วนหัวที่มีโคบอลต์-60 อยู่ด้วย

โดยจิตรเสนให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ทั้ง 4 คนนำเหล็กถังตะกั่วและอะลูมิเนียมออกมา “ผมยกขึ้นชั่งทั้งหมดรวมแล้วน้ำหนักได้ 30 กิโลกรัม ยกเว้นแท่งอะลูมิเนียมมีน้ำหนักเกินกว่าตาชั่งจะรับไหว ก็เลยใช้วิธีประเมิน คิดเงินเบ็ดเสร็จ 8,000 บาท แต่ผมมีเงินสดในกระเป๋า 4,000 บาท ก็พยายามต่อรอง แต่พวกเขาไม่ลดให้…จนกระทั่งเจอคนขับรถซาเล้งอีกคัน เลยขอยืมเงินจนครบ 8,000 บาทแล้วซื้อมา”

“ผมขอยืนยันว่า ไม่เคยติดต่อล่วงหน้าว่าจะไปรับซื้อ เพียงแต่ขี่ซาเล้งผ่านไป และรับซื้อของเก่าตามปกติเท่านั้น” จิตรเสนกล่าว

หลังจากจิตรเสนซื้อมา พอเขาเอามือไปแตะดูก็รู้สึกแสบคันมือทันที แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร จึงขนไปไว้ที่บ้านย่านเขตประเวศ กรุงเทพฯ โดยเก็บรักษาเศษเหล็กและเครื่องฉายรังสีเอาไว้

จนกระทั่งวันที่ 1 กุมภาพันธ์ เขาจึงนำเครื่องฉายรังสีนั้นไปขายที่ร้านรับซื้อของเก่าของสมจิตร แซ่เจีย ในซอยวัดมหาวงษ์ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ

จากนั้น ลูกจ้างในร้านของสมจิตร 2 คน ก็คือ นิพนธ์ พันธุ์ขันธ์ และสุดใจ ใจเร็ว ช่วยกันตัดแยกสิ้นส่วนจนสามารถผ่าเครื่องฉายรังสี จนพบฝาตะกั่วและแท่งเหล็กขนาดเท่าถ่านไฟฉาย 5 ก้อน ซึ่งแยกได้เป็นตะกั่ว 72 กิโลกรัม และโลหะเหล็กผสม 40 กิโลกรัม พร้อมด้วยเศษชิ้นส่วนโลหะอีกจำนวนหนึ่ง โดยทางร้านให้เขากลับมาส่วนหนึ่ง แต่ตลอดทางที่ขนกลับ เขารู้สึกปวดหัว และคลื่นไส้ จึงโยนทิ้ง

ในตอนนั้น จิตรเสนก็รู้สึกได้ว่าเจ้าก้อนแท่งเหล็กที่ได้มาเป็นของอันตราย เขาจึงไปซื้อโซดามากินล้างท้อง 1 ขวด ก่อนเดินทางกลับบ้าน แล้วเขาก็ป่วยและมือก็เริ่มเป็นแผลเน่า

กระทั่งวันที่ 13 กุมภาพันธ์ เขารู้สึกทนไม่ไหว จึงไปหมอที่โรงพยาบาลสมุทรปราการ แต่หมอไม่รับรักษา ให้เพียงยากิน และยาทาเท่านั้น

ต่อมา ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ เขาไปหาหมออีกครั้ง และต่อมาญาติอีก 3 คน ก็ไม่สบายเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลสมุทรปราการด้วย

“ขอยืนยันอีกครั้งว่า ผมไม่ได้ไปขโมยมา แต่ไปซื้อมาจริง และอยากขอร้องสังคมเห็นใจพวกผมบ้าง เพราะจะตายอยู่แล้ว แต่จะต้องมารับโทษในข้อหาลักทรัพย์ทั้งที่ไม่ได้ทำ แล้วแม้จะพ้นข้อหาลักทรัพย์ ก็ต้องโดนข้อหารับซื้อของโจรแน่ ผมไม่ใช่คนผิด” จิตรเสนกล่าว

วันที่ 15-17 กุมภาพันธ์ ผู้สัมผัสรังสีจาก โคบอลต์ 60 ทยอยเข้ารับการรักษาตัวยังโรงพยาบาล หลังมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร มือบวมพอง ปากเปื่อย ผมร่วง ซึ่งแทบทุกคนล้วนมีอาการคล้ายกัน แพทย์จึงสรุปความเห็นว่า น่าจะเกิดจากการได้รับรังสีอันตราย แล้วจึงแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ

เมื่อเจ้าหน้าที่ของสำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปัจจุบันคือสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ) ได้รับแจ้งเหตุในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ประมาณ 11.00 น. ก็เริ่มลงพื้นที่ตรวจสอบ และดำเนินการตามมาตรการช่วงเวลาประมาณ 12.00 น. ของวันเดียวกัน

เจ้าหน้าที่ของสำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติและเจ้าหน้าที่จากสาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการ ตรวจสอบพบว่าบริเวณ หน้าร้านรับซื้อของเก่ามีระดับรังสีสูงมาก ทางเจ้าหน้าที่จึงคาดว่ามีต้นกำเนิดรังสีตกหล่นอยู่ ณ ที่นั้นจนกระทั่งพบตำแหน่งกองเหล็กในเวลาช่วงเช้าประมาณ 4.00 น. ของวันถัดไป

การค้นหาสิ้นสุดลง พบต้นกำเนิดรังสีเป็นแท่งโลหะทรงกระบอก โดยหลังพบก็จัดเก็บลงภาชนะกำบังรังสี ซึ่งต่อมาตรวจสอบพบว่าเป็นรังสีโคบอลต์-60 แล้วนำไปจัดเก็บไว้ที่ใต้น้ำในบ่อเก็บแท่งเชื้อเพลิงใช้แล้วของสำนักงานพลังงานปรมาณูต่อไป

ประชาชนได้รับผลกระทบขนาดไหน?

ถึงจะไม่มีตัวเลขอย่างเป็นทางการจากกระทรวงสาธารณสุขว่า มีประชาชนที่ได้รับผลกระทบเท่าไหร่ แต่สำนักข่าวไทยรัฐรายงานว่ามีประชาชนเข้ารับการตรวจร่างกายทั้งสิ้น 948 คนจากประชากร 1,882 คน

โดยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากรังสี ถูกนำตัวไปรักษา ณ โรงพยาบาลหลาย 10 ราย ในจำนวนนี้ มีหญิงคนหนึ่งที่กำลังตั้งครรภ์ได้ราว 3-4 เดือน ต้องตัดสินใจทำแท้ง เนื่องจากเป็นกังวลว่าเด็กอาจได้รับอันตรายจากรังสี

ในวันที่ 9 มีนาคม นิพนธ์ ลูกจ้างที่ตัดแยกชิ้นส่วนเครื่องฉายรังสี เสียชีวิตเป็นรายแรก เนื่องจากติดเชื้อในกระแสเลือด โดยนายแพทย์มงคล ณ สงขลา ให้ข้อมูลกับนักข่าวในช่วงเวลานั้นว่า “สำหรับนายนิพนธ์ คนไข้ที่เสียชีวิตนั้น มีสาเหตุมาจากเม็ดเลือดขาวต่ำมาก ไขกระดูกไม่ทำงาน และเกิดการติดเชื้ออย่างรุนแรง ทำให้เกิดอาการช็อก และไตวายในที่สุด”

ต่อมา สุดใจ ลูกจ้างที่ตัดแยกชิ้นส่วนเครื่องฉายรังสีอีกหนึ่งคน ก็เสียชีวิตในวันที่ 18 มีนาคม เนื่องจากติดเชื้อในกระแสเลือด และต่อมาในวันที่ 24 มีนาคม สามีของสมจิตร เจ้าของร้านรับซื้อของเก่า ก็เสียชีวิตเป็นรายที่ 3

ขณะที่จิตรเสน แม้จะรอดชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนั้นมาได้ แต่ก็ต้องรักษาตัวในไอซียู อาการสาหัส และต้องตัดนิ้วมือทิ้ง

การต่อสู้คดีในครั้งนั้น สะท้อนให้เห็นอะไร?

หลังเหตุการณ์ ‘โคบอลต์-60’ กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบทางรังสีและทายาทของผู้เสียชีวิต รวมทั้งสิ้น 12 รายเข้าไปร่วมกันเป็นโจทก์ ฟ้องสำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ ต่อศาลปกครองกลาง ในข้อหาละเลยต่อหน้าที่ และยื่นฟ้อง บริษัท กมลสุโกศล อิเล็คทริค จำกัด, บริษัท กมลสุโกศล จำกัด, กมลา สุโกศล กรรมการผู้จัดการบริษัท, เลียบ เธียรประสิทธิ์ กรรมการบริษัท และ เชวง สุวรรณรัตน์ ผู้จัดการฝ่ายเครื่องมือแพทย์ เป็นจำเลยในคดีละเมิด

สำหรับคดีที่ฟ้องสำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ ศาลปกครอง พิจารณาว่าสำนักงานละเลยการปฏิบัติหน้าที่ในการควบคุมดูแลการเก็บรักษาวัสดุกัมมันตรังสี และการจัดการให้เกิดความปลอดภัยแก่ประชาชน ทั้งที่ทางโรงพยาบาลทำหนังสือแจ้งมาแล้วว่าขายเครื่องฉายรังสีโคบอลต์ให้บุคคลอื่น แต่สำนักงานก็มิได้ดำเนินการติดตามใดๆ อย่างละเอียด และมิได้ไปตรวจสอบตามที่มีการขอรับใบอนุญาตประจำปีแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ศาลปกครองสูงสุดยังพิพากษาให้สำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ ชำระค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เสียหายทั้งหมดรวมเป็นเงินกว่า 5 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2543 เป็นต้นไป

ส่วนคดีแพ่ง ศาลฎีกา ตัดสินไว้เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2559 สรุปว่า บริษัทฯ มีความผิดฐานมีเครื่องฉายรังสีโคบอลต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และยังนำเครื่องฉายรังสีโคบอลต์-60 ไว้ในโรงรถเก่าของบริษัท ไม่จัดเก็บเครื่องฉายดังกล่าวให้ปลอดภัยตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ จนมีบุคคลภายนอกเอาชิ้นส่วนของเครื่องฉายรังสีไปขายต่อ โดยมีการตัดแยกแท่งตะกั่ว ทำให้กัมมันตรังสีแพร่ออกไปในปริมาณสูง เป็นอันตรายแก่สุขภาพร่างกายของโจทก์ทั้งหมดที่อาศัยอยู่ในระแวกนั้น

ทั้งนี้ การที่ผู้เสียหายรับซื้อแท่งโลหะสแตนเลส ซึ่งภายในบรรจุวัสดุกัมมันตรังสีโคบอลต์-60 แม้จะฟังได้ว่าผู้รับซื้อของเก่าขาดความระมัดระวังไปบ้าง แต่ไม่ถึงขนาดเป็นการรับซื้อไว้โดยประมาทเลินเล่อ ให้บริษัทชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 529,276 บาท พร้อมกับดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีแก่โจทก์

อย่างไรก็ดี สุรชัย ตรงงาม ทนายความของโจทก์ในคดีดังกล่าว กล่าวว่า คดีนี้เป็นคดีแรกๆ ที่มีการฟ้องทั้งศาลปกครองและศาลแพ่ง คือมีการฟ้องหน่วยงานรัฐ เรื่องการควบคุมดูแลไม่ดี และฟ้องต่อเอกชนซึ่งเก็บรักษาวัตถุอันตรายไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

“เนื่องจากศาลปกครองตัดสินไปก่อน ค่าเสียหายใดๆ ที่ศาลปกครองตัดสินจึงถูกนำมารวมในคดีแพ่งด้วย ซึ่งทำให้เห็นปัญหาว่า

1.ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่ายค่าเสียหายนั้น ยังไม่รับผิดชอบจากการกระทำหรือรับผิดชอบน้อยจนเกินไป

2.ไม่มีระบบไล่เบี้ยเอาคืนจากหน่วยงานรัฐอย่างชัดเจน ตั้งแต่ปี 2545 ที่มีการฟ้องร้องศาลปกครองและได้ค่าชดเชยเป็นจำนวนเงิน 6 ล้านกว่าบาท เหตุใดหน่วยงานรัฐไม่ได้มีการไปไล่เบี้ยเอาคืนจากผู้ประกอบการ รวมถึงบรรดาค่าเสียหายและค่ารักษาพยาบาล ซึ่งมียอดรวมถึง 7 ล้านกว่าบาท สิ่งนี้สะท้อนระบบบิดเบี้ยวของกระบวนการการเยียวยาด้านสิ่งแวดล้อม” สุรชัยกล่าว

สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กล่าวว่าคำพิพากษานี้ยังปัญหาในเรื่องการพิจารณาจ่ายค่าเสียหาย เพราะกลายเป็นว่าผู้ประกอบการชดใช้น้อยมากและน้อยกว่าหน่วยงานรัฐ ทั้งๆ ที่โรงพยาบาลสมุทรปราการต้องเข้าไปตรวจคนบริเวณรอบๆ ซึ่งเข้าใจว่ามีค่าใช้จ่ายเยอะมาก แต่ไม่แน่ใจว่ากระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายคืนจากผู้ประกอบการหรือไม่ “คดีนี้เป็นบทเรียนให้เห็นว่าหน่วยงานรัฐต้องเรียกร้องจากผู้ประกอบการในการรับผิดชอบด้วย”

ขณะที่ สนธยา สระประทุม 1 ในโจทก์ผู้ได้รับผลกระทบ กล่าวว่า เขาต้องอยู่กับปัญหาสุขภาพมาต่อเนื่องถึง 15 ปี และยังอาจจะต้องเข้ารับการผ่าตัดเนื่องจากมือทั้ง 2 ข้างใช้งานได้ไม่เต็มที่ และไม่เคยรักษาหายขาด

“มือข้างซ้ายตอนนี้ที่แขนมีแผลพุพองขึ้นมาอีกรอบหนึ่ง ในระยะเวลา 15 ปี ไม่มีภาครัฐเข้ามาหรือจะเรียกผู้ป่วยเข้าไปตรวจโครโมโซมหรือตรวจเลือด นอกจากผู้ป่วยมีปัญหาอะไรขึ้นมาก็วิ่งเข้าไปหาหมอเอง ผมอยู่แถวบางนา ผมจะต้องดูว่าโครงการ 30 บาทให้ใช้บริการในโรงพยาบาลไหนได้บ้าง โรงพยาบาลที่ใช้บริการหมอบางคนบอกรักษาได้บางคนรักษาไม่ได้ แม้ผมขอไปรักษาที่โรงพยาบาลอื่น เขาก็จะต้องตรวจว่าสามารถส่งไปโรงพยาบาลดังกล่าวได้รึเปล่า” สนทยากล่าว

เหตุการณ์ ‘โคบอลต์-60’ นี้ถูกยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีกครั้งหลังจากที่ซีเซียม-137 หายไปจากโรงไฟฟ้าที่จังหวัดปราจีนบุรี เพราะนับว่าเป็นเหตุการณ์อุบัติเหตุเกี่ยวกับกัมมันตรังสีครั้งแรกๆ ของไทย ที่แม้ว่าจะเคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อ 23 ปีที่แล้ว แต่ก็ยังสามารถเป็นบทเรียนชั้นเยี่ยมในการแสดงให้เห็นถึงความหละหลวมในการเก็บป้องกันของอันตรายเหล่านี้

อ้างอิงจาก

prachatai.com

oap.go.th

thaipbs.or.th

thairath.co.th

silpa-mag.com

waymagazine.org

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...