โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

5 ยักษ์ธุรกิจร้านอาหาร ไตรมาส 1/67 รายได้โตแผ่ว-กำไรพุ่งสวนกระแส

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 17 พ.ค. 2567 เวลา 06.48 น. • เผยแพร่ 17 พ.ค. 2567 เวลา 06.23 น.

สำรวจรายได้-กำไร 5 ยักษ์ธุรกิจร้านอาหาร ไตรมาส 1 ปี 2567 “ไมเนอร์ ฟู้ด-MK” รายได้โตแผ่ว แต่กำไรโตสวนกระแส ส่วน “S&P” กำไรลดฮวบกว่า 12 ล้านบาท ขณะที่ “CRG-เซ็น กรุ๊ป” รายได้โตแกร่ง พร้อมเดินหน้าขยายสาขาใหม่ต่อเนื่อง

วันที่ 17 พฤษภาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ไตรมาส 1 ปี 2567 ถือเป็นช่วงที่หลาย ๆ ธุรกิจฟื้นตัวกันอย่างเต็มกำลัง สะท้อนจากที่มีผู้ประกอบการทั้งรายเล็ก รายใหญ่ ประกาศเดินหน้าขยายธุรกิจกันอย่างเต็มสูบตั้งแต่ต้นปี ซึ่งธุรกิจร้านอาหารก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่กลับมาฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง จากการที่ผู้คนออกมารับประทานอาหารนอกบ้านมากขึ้น

ซึ่งจะสังเกตได้จากในช่วงปีที่ผ่านมาช่องทาง Dine-in กลับมาเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้เองก็จะเริ่มเห็นการขยายสาขา หรือการเปิดร้านอาหารรูปแบบใหม่ออกมาให้เห็นกันมากขึ้น

“ประชาชาติธุรกิจ” สำรวจผลประกอบการธุรกิจร้านอาหารยักษ์ใหญ่ “ไมเนอร์ฟู้ด-เอ็มเค-CRG-S&P-เซ็นกรุ๊ป” ไตรมาส 1 ปี 2567 ใครโตมาก โตน้อย

ไมเนอร์ ฟู้ด-กำไรโตสวนรายได้

เริ่มต้นจากบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT เจ้าของร้านอาหาร เดอะ พิซซ่า คอมปะนี, บอนชอน, สเวนเซ่นส์, ซิซซ์เล่อร์, เบอร์เกอร์ คิง ฯลฯ รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2567 บริษัทมีรายได้รวมจากการดำเนินงานของธุรกิจร้านอาหารเติบโต 4% หรือมีรายได้รวมอยู่ที่ประมาณ 8,043 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ซึ่งเป็นผลมาจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากร้านอาหารในประเทศไทย ออสเตรเลีย และสิงคโปร์ รวมถึงกำไรจากกิจการร่วมค้าที่เติบโตขึ้น โดยในส่วนของ EBIDA จากการดำเนินงานเติบโต 9% หรือประมาณ 1,840 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

โดยสาเหตุหลักมากจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น และการจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะจากกลุ่มธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทย รวมถึงต้นทุนวัตถุดิบในประเทศจีนที่ลดลง จึงส่งผลให้ EBIDA จากการดำเนินงานเติบโตในอัตราที่เร็วกว่าการเติบโตของรายได้

ทั้งนี้ ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2567 ไมเนอร์ฟู้ด มีร้านรวมแล้ว 2,642 สาขา แบ่งเป็นสาขาที่บริษัทลงทุนเอง 1,353 สาขา และสาขาแฟรนไชส์ 1,289 สาขา ครอบคลุม 23 ประเทศ

เดอะพิซซ่า คอมปะนี

MK-รายได้ลดฮวบกว่า 143 ล้าน

บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เจ้าของร้านเอ็มเค สุกี้ ยาโยอิ แหลมเจริญ ยามาซากิฯ รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2567 บริษัทและบริษัทย่อย มีรายได้จากการขายและบริการเท่ากับ 3,946 ล้านบาท ลดลง 143 ล้านบาท หรือลดลง 3.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และยอดขายสาขาเดิมก็ได้ปรับลดลง 6.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

โดยเป็นการลดลงจากช่องทางดีลิเวอรี่เป็นหลัก ส่งผลให้สัดส่วนรายได้จากช่องทาง Dine-in ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จาก 84% ในไตรมาส 1 ปี 2566 เป็น 85% สำหรับไตรมาสเดียวกันของปีนี้ เนื่องจากการสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาปรับตัวดีขึ้น ลูกค้าส่วนใหญ่จึงกลับมาใช้บริการที่ร้านมากขึ้น

และมีกำไรสุทธิ 347 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 6.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารอยู่ที่ 2,323 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 17 ล้านบาท หรือประมาณ 0.7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายพนักงาน ค่าเช่า และค่าใช้จ่ายการตลาด

MK

S&P กำไรลดฮวบ-ดีลิเวอรี่โตแผ่ว

ด้านฝั่งบริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) หรือ SNP เจ้าของร้านอาหารและเบเกอรี่ภายใต้แบรนด์ “เอส แอนด์ พี” รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2567 มีรายได้รวม 1,438 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 0.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน

โดยรายได้จากร้านอาหารในประเทศลดลง 22 ล้านบาท หรือลดลง 2% เมื่อเทียบกับปีก่อน สาเหตุหลักเนื่องจากการลดลงของรายได้ในช่องทาง “ซื้อกลับบ้าน” และ “บริการจัดส่งอาหาร” โดยเฉพาะจากร้านในศูนย์การค้า, ไฮเปอร์มาร์เก็ต และร้าน Stand Alone

ขณะที่ช่องทาง Dine-in หรือรับประทานที่ร้านเพิ่มขึ้น 11.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน ปัจจัยจากการออกแบบและจัดหมวดเมนูใหม่ โดยเฉพาะเมนูอาหารจานเดียวและการจำหน่ายข้าวแช่

และมีกำไรสุทธิ 93 ล้านบาท ลดลง 12 ล้านบาท หรือลดลง 11% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของค่าเช่าที่กลับสู่ราคาเช่าปกติตามสัญญา และมีการตัดจำหน่ายสินทรัพย์จากร้านอาหาร 7 สาขาที่ถูกปิดไปในไตรมาสที่ 1 ปี 2567 (ส่วนใหญ่เนื่องจากการหมดอายุสัญญาเช่า)

S&P

CRG รายได้-กำไรโตแกร่ง

กลุ่ม CRG ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บมจ.โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา หรือ Centel โดยมีแบรนด์ในพอร์ตโฟลิโอทั้ง เค เอฟ ซี, มิสเตอร์โดนัท, อานตี้แอนส์, โอโตยะ ฯลฯ ซึ่งในไตรมาส 1 บริษัทมีสาขาร้านอาหารทั้งสิ้น 1,618 สาขา เพิ่มขึ้น 19 สาขา จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

โดยกลุ่มธุรกิจอาหารในไตรมาส 1/2566 มีรายได้รวม 3,144 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 113 ล้านบาท หรือประมาณ 4% ซึ่งเป็นการเติบโตของยอดขายของสาขาเดิม (%SSS) ไม่รวมแบรนด์ร่วมทุนและแบรนด์ เดอะ เทอเรสที่รับบริหาร เติบโตเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 1%

ขณะที่ภาพรวมอัตราการเติบโตจากยอดขายรวม (%TSS) ไม่รวมแบรนด์ร่วมทุนและแบรนด์ เดอะ เทอเรส ที่รับบริหารอยู่ที่ 3% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการเติบโตของรายได้มาจากแบรนด์หลักคือ เค เอฟ ซี, อานตี้แอนส์ และโอโตยะเป็นหลัก

ซึ่งในส่วนของธุรกิจอาหาร มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 124 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33 ล้านบาท หรือ 36% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน

สำหรับทิศทางการดำเนินงานในปี 2567 บริษัทมีแผนการปิดสาขาที่ไม่สามารถทำกำไรได้ตามเป้าหมายเพื่อรักษาอัตราทำกำไรของบริษัทและพิจารณาเปิดสาขาใหม่ด้วยความระมัดระวังมากขึ้น

โดยจะมุ่งเน้นการขยายสาขาในแบรนด์หลัก ที่มีอัตราการทำกำไรสูง รวมถึงการปรับลดขนาดหรือปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้สะท้อนกับยอดขาย หรือกลุ่มลูกค้าที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน

อานตี้ แอนส์

เซ็น กรุ๊ป Q1/67 ทำรายได้โต 12%

ขณะที่บริษัท เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เจ้าของร้านอาหาร ZEN, Musha by ZEN, Sushi Cyu Carnival Yakiniku, AKA, On the Table Tokyo cafe, ตำมั่ว, เขียง ฯลฯ รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2567 มีรายได้รวม 1,019 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 106 ล้านบาท หรือ 12% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน

โดยมีปัจจัยหลักมาจากธุรกิจร้านอาหารเติบโตขึ้น 8% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากการเปิดสาขาใหม่ การปรับปรุงร้าน การพัฒนาแบรนด์ และการออกโปรโมชั่นต่าง ๆ ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าที่มาใช้บริการให้มากที่สุด

และธุรกิจอาหารค้าปลีกเติบโตขึ้น 61% จากงวดเดียวกันของปีก่อน จากการลงทุนเพิ่มกำลังการผลิต ทั้งธุรกิจค้าปลีกเครื่องปรุงรสและธุรกิจค้าปลีกอาหารทะเลแช่แข็ง และวัตถุดิบในการปรุงอาหาร เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ

โดยไตรมาส 1 ปี 2567 กลุ่มบริษัทมีกำไรสุทธิ 22 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีที่ผ่านมาเป็นจำนวน 15 ล้านบาท หรือ 41% และมีอัตรากำไรสุทธิลดลง 1.9% ซึ่งแบ่งเป็นกำไรส่วนของบริษัทใหญ่จำนวน 16 ล้านบาท และกำไรของส่วนที่ไม่มีอำนาจควบคุมจำนวน 6 ล้านบาท

on the table

อย่างไรก็ตาม ก็ต้องจับตาดูว่าในช่วงไตรมาส 2 ธุรกิจร้านอาหารจะเติบโตมากน้อยแค่ไหน เพราะธุรกิจร้านอาหารถือเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันค่อนข้างสูง ประกอบกับในช่วงไตรมาส 2 เป็นช่วงที่ผู้คนอาจจะใช้จ่ายกันอย่างระมัดระวังมากยิ่งขึ้น ก็ต้องติดตามดู

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 5 ยักษ์ธุรกิจร้านอาหาร ไตรมาส 1/67 รายได้โตแผ่ว-กำไรพุ่งสวนกระแส

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...