โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

หุ้นกลุ่มธนาคารยังน่าสนใจมั้ย? ในภาวะดอกเบี้ยขาลง

The Bangkok Insight

อัพเดต 19 พ.ค. 2567 เวลา 15.05 น. • เผยแพร่ 20 พ.ค. 2567 เวลา 00.44 น. • The Bangkok Insight

หุ้นกลุ่มธนาคารยังน่าสนใจมั้ย? ในภาวะดอกเบี้ยขาลง พร้อมเช็ก 2 หุ้นปันผลน่าลงทุนที่นี่!

กลุ่มธนาคารรายงานผลกำไรไตรมาส 1 ปี 2567 ฟื้นตัวได้ค่อนข้างดี โดยกำไรของธนาคารขนาดใหญ่ 7 แห่ง (ประกอบด้วย BAY, BBL, KBANK, KKP, KTB, SCB, TTB) ทำกำไรรวมกันได้ 6.1 หมื่นล้านบาท ฟื้นตัวถึง 25% จากไตรมาสก่อนหน้า กำไรที่ขยายตัวขึ้น เริ่มทำให้นักลงทุนกลับมาสนใจหุ้นกลุ่มธนาคารอีกครั้ง หลังจากตอนต้นปี 2566 ตลาดกังวลว่าปัจจัยลบ อาทิ ดอกเบี้ยขาลง และมาตรการช่วยเหลือของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่หมดอายุลง จะกดดันผลกำไรของกลุ่มในปีนี้

หุ้นกลุ่มธนาคาร

อย่างไรก็ตาม แม้กำไรจะฟื้นตัวขึ้น ความเสี่ยงหลายอย่างในกลุ่มธนาคารยังคงอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สามปัจจัยดังต่อไปนี้

ปัจจัยแรก คือ ดอกเบี้ยขาลงและต้นทุนทางการเงินที่ปรับเพิ่มขึ้น กดดันส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Net Interest Margin: NIM) แม้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งล่าสุด (ณ วันที่ 10 เมษายน 2567)

อย่างไรก็ดี ตลาดบางส่วนยังคงเชื่อว่า กนง. อาจจะตัดสินใจลดดอกเบี้ยลงสักหนึ่งครั้งในช่วงที่เหลือของปีนี้ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจยังคงอ่อนแอ ทั้งจากปัจจัยภายใน เช่น รายจ่ายภาครัฐต่ำ ซึ่งเกิดจากความล่าช้าของงบประมาณแผ่นดินปี 2567 รวมถึงการบริโภคในประเทศที่อ่อนแอลง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากหนี้ครัวเรือนที่สูง ทำให้เจ้าหนี้โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ระมัดระวังในการปล่อยกู้ และปัจจัยภายนอก อาทิ ส่งออกยังติดลบต่อเนื่องตามเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอลง และสินค้าของประเทศไทยบางชนิดสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน หาก กนง. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง กลุ่มธนาคารต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตามมา ส่งผลกระทบต่อ NIM และกำไรของกลุ่มในท้ายที่สุด

นอกจากนี้ ต่อให้ กนง. ไม่ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง NIM ก็มีแนวโน้มปรับลดลงอยู่ดี เนื่องจากในปัจจุบัน ยังมีเงินฝากประจำราว 2 ล้านล้านบาท ที่ยังได้รับอัตราดอกเบี้ยเก่าก่อนที่ กนง. จะจบรอบการขึ้นดอกเบี้ย พอเงินฝากประจำก้อนนี้หมดอายุลง ผู้ฝากเงินปกติก็จะฝากเงินต่อและจะได้รับอัตราดอกเบี้ยใหม่ที่สูงกว่าเดิม ดังนั้น ต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายของธนาคารก็จะเพิ่มขึ้น ดังนั้น NIM ของกลุ่มน่าจะปรับลดลงอย่างช้า ๆ ตลอดทั้งปี และอาจจะกดดันให้กำไรปรับลดลงในระยะต่อไป

หุ้นกลุ่มธนาคาร

ปัจจัยที่สอง คือ ปัญหาหนี้เสียในระบบที่ส่งผลกระทบต่อการตั้งสำรองของกลุ่มแบงก์ แม้การตั้งสำรองกลุ่มในไตรมาสที่ 1 ปี 2567 จะลดลงจากไตรมาสที่ 4 ปี 2566 แต่เหตุผลหลักเกิดจากปัจจัยพิเศษ คือ การตั้งสำรองของบริษัทอิตาเลียนไทย ที่เกิดขึ้นในไตรมาสก่อนหน้า และไตรมาสนี้ไม่มีปัจจัยพิเศษอื่น ๆ อีก อย่างไรก็ดี หนี้เสียในระบบโดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้ารายย่อยและ SME ยังปรับเพิ่มขึ้น อันเป็นผลต่อเนื่องมาจากเศรษฐกิจที่อ่อนแอลง ประกอบกับมาตรการช่วยเหลือของธปท.ที่หมดอายุ (เช่น การจ่ายขั้นต่ำของบัตรเครดิตปรับขึ้นจาก 5% เป็น 8%) แม้กลุ่มธนาคารยังตั้งสำรองไปบ้างแล้วในช่วงที่ผ่านมา แต่หากหนี้เสียยังเร่งขึ้นต่อเนื่อง การตั้งสำรองของกลุ่มอาจจะยังอยู่ในระดับสูงต่อไป

นอกจากนี้ อาจจะยังวางใจไม่ได้ว่าจะไม่มีบริษัทขนาดใหญ่มีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้เหมือนที่เกิดขึ้นกับกรณีบริษัทอิตาเลียนไทยอีก หันไปดูในอุตสาหกรรมผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ก็ยังเห็นผู้ประกอบการบางรายยังมีฐานะการเงินที่ค่อนข้างตึงตัว และหากมีบริษัทใหญ่ ๆ ล้มลงอีก ก็คงกระทบต่อการตั้งสำรองของกลุ่มแบงก์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ปัจจัยสุดท้าย ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานโดยเฉพาะทางด้านไอที กำไรที่ฟื้นตัวขึ้นในไตรมาสนี้หลัก ๆ เกิดจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ปรับลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยด้านฤดูกาล (ปกติค่าใช้จ่ายประจำปีก้อนใหญ่มักตกลงในไตรมาสที่ 4)

อย่างไรก็ตาม หากลงไปดูในรายละเอียดจะพบว่า ค่าใช้จ่ายอาจจะปรับลดลงอีกได้ไม่มากนัก อาทิ ในไตรมาสนี้ กลุ่มธนาคารพยายามควบคุมค่าใช้จ่ายพนักงานอย่างเต็มกำลัง แต่ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ยังปรับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 1 ปีก่อน สะท้อนว่า การควบคุมเป็นแค่การจำกัดจำนวนพนักงานใหม่และชะลอการปรับเงินเดือนประจำปีเท่านั้น ไม่สามารถลดจำนวนพนักงานหรือลดเงินเดือนพนักงานอย่างมีนัยสำคัญได้ และที่สำคัญที่สุด คือ ค่าใช้จ่ายด้านไอที

ปัจจุบันการทำธุรกรรมของธนาคารผ่านระบบอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มากขึ้น ทำให้กลุ่มธนาคารต้องลงทุนอย่างมากเพื่อให้รองรับธุรกรรมที่เพิ่มขึ้นสูงมากในแต่ละวัน ปัจจุบันเงินลงทุนในส่วนนี้ของทั้งกลุ่มสูงถึง 4.6 หมื่นล้านบาท ในปีที่แล้ว หรือคิดเป็นราว 10% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ถึงแม้จะสูง แต่คงไม่สามารถปรับลดลงได้ และอาจจะกดดันกำไรขั้นสุดท้ายในภาวะที่รายได้ของกลุ่มชะลอตัว

จากทั้งสามปัจจัยข้างต้น กำไรของกลุ่มแบงก์อาจจะยังโดนกดดันอยู่ในปีนี้ และอาจทำให้กำไรของกลุ่มอาจจะแค่ทรงตัวจากปีก่อนหน้าเท่านั้น เวลากำไรของบริษัทใด ๆ ก็ตามไม่ได้เติบโตขึ้น ราคาหุ้นก็จะมักสะท้อนไปในทางเดียวกัน คืออาจจะไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นมากนัก

อย่างไรก็ดี แม้ภาพรวมของกลุ่มจะยังดูมีความไม่แน่นอนในปีนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่า หุ้นกลุ่มธนาคารจะดูไม่ได้น่าสนใจไปทั้งหมด แม้ราคาหุ้นอาจจะปรับเพิ่มขึ้นได้ไม่มาก แต่หุ้นของกลุ่มธนาคารหลายตัวยังให้ผลตอบแทนเป็นเงินปันผลในระดับที่ถือว่าสูง การลงทุนในหุ้นปันผลยิ่งน่าสนใจมากขึ้นในภาวะตลาดที่ผันผวนในปัจจุบัน เพราะตลาดที่ปรับลดลง ทำให้เราสามารถซื้อหุ้นที่ถูกลงได้ และทำให้ผลตอบแทนปันผลของเราสูงขึ้นด้วย หุ้นธนาคารทุกตัวให้ปันผลทุกปีอยู่แล้ว นักลงทุนอาจจะต้องติดตามดูในแต่ละช่วงเวลาว่าราคาหุ้นลงมามากพอหรือยัง เมื่อเทียบกับปันผลที่คาดว่าจะได้รับ

หุ้นกลุ่มธนาคาร

แนะนำหุ้นปันผลกลุ่มธนาคาร

ณ เวลาที่เขียนบทความนี้ หุ้น SCB กับ TTB มีแนวโน้มที่จะให้ผลตอบแทนปันผลที่น่าสนใจ โดยปีที่ผ่านมา SCB จ่ายปันผลออกจากกำไรสุทธิสูงมากที่ระดับ 80% (อาทิ ทำกำไรได้ 100 บาท จ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้น 80 บาท) และผู้บริหารก็ยืนยันที่จะพยายามรักษาระดับนี้ให้ได้ในปีต่อ ๆ ไป ขณะที่ผลการดำเนินงานของกลุ่มยังมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง จากธุรกิจธนาคารที่ยังทำกำไรได้ดี แม้ธุรกิจอื่น ๆ อาทิ บัตรเครดิต (CardX) หรือสินเชื่อรถแลกเงิน (AutoX) อาจจะยังมีความผันผวนอยู่บ้าง แต่เนื่องจากสัดส่วนที่เล็ก ไม่น่าจะกระทบกำไรโดยรวมของกลุ่ม

สำหรับ TTB นั้น การควบรวมธนาคารธนชาติเข้ามาในปี 2562 เริ่มออกดอกออกผล และล่าสุด TTB ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีรวมถึง 1.5 หมื่นล้านบาท ทำให้ธนาคารไม่ต้องจ่ายภาษีบรรษัทในอีก 4 ปีข้างหน้า ส่งผลให้กำไรมีแนวโน้มจะเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้ง TTB ค่อนข้างระมัดระวังในการปล่อยกู้ในช่วงที่ผ่านมา และจะนำสิทธิประโยชน์ทางภาษีบางส่วนไปช่วยเสริมสร้างงบดุลของธนาคารให้แข็งแกร่งขึ้น สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้กำไรเติบโตอย่างมีนัยสำคัญและมีแนวโน้มจะจ่ายปันผลได้มากกว่าที่เห็นในปัจจุบัน

นอกจากหุ้นสองตัวนี้แล้ว หุ้นธนาคารอื่น ๆ อาจจะต้องรอจังหวะที่ราคาหุ้นปรับลดลงมา หรือผู้บริหารมีการเปลี่ยนกลยุทธ์ในการจัดการเงินกองทุนของตัวเอง ซึ่งในภาวะปัจจุบันอาจจะยังไม่เห็นโอกาสมากนัก แต่อยากให้นักลงทุนคอยติดตาม หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปในอนาคต

หมายเหตุ : บทความนี้เพื่อใช้สำหรับศึกษาเบื้องต้นเท่านั้น มิได้มีเจตนาในการชี้นำการลงทุนแต่อย่างใด นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน

ที่มา : ธนวัฒน์ รื่นบันเทิง หัวหน้านักวิเคราะห์หลักทรัพย์ผู้ลงทุนสถาบัน บล.ทิสโก้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...