พิษรักมาเฟีย Love Toxic (มี E-book)
ข้อมูลเบื้องต้น
ชาร์ล
ชื่อที่ทุกคนต่างขนานนามว่า “มาเฟียพราวเสน่ห์” ด้วยใบหน้าคมคายที่แสนหล่อเหลา มาดเข้ม ดุดันทั้งท่าทางและลีลา แค่เพียงกระดิกนิ้วสาวๆต่างพลีกายถวายเยี่ยงทาสบนเตียงสวาท เอาดุ เอามัน และกระเป๋าหนัก ขอแค่เร้าใจทุ่มไม่อั้น
“แม้แต่เธอฉันก็ไม่คิดจริงจัง เธอแค่รอวันที่ฉันเบื่อ พอวันนั้นมาถึงเธอไปจากฉันได้เลย เพราะฉันไม่มีทางเสียดายของที่ฉันทิ้งไปแล้ว"
อลินดา (ลิน)
หญิงสาวร่างเล็ก ใบหน้าจิ้มลิ้ม มีเสน่ห์ไปทั้งตัวจนทุกคนเรียกเธอว่าบาร์บี้เมืองไทย แต่ชีวิตจริงไม่ได้สดใสเหมือนหน้าตา เด็กสาวต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานในเมืองหลวงและส่งตัวเองเรียนมหาลัยภาคค่ำ ต้องดิ้นรนด้วยตัวเองเพราะไม่อยากให้พ่อกับแม่ต้องลำบาก
"ฉันไม่มีค่าให้คุณสนใจใช่ไหมคะ ฉันไม่มีประโยชน์ที่จะเชิดหน้าชูตาทางสังคมให้คุณได้ คุณเลยไม่ให้ความสำคัญกับฉันนอกจากเรื่องบนเคียง ฉันเข้าใจถูกหรือเปล่า"
❌ห้ามคัดลอกหรือดัดแปลงนิยายเรื่องนี้ รูปภาพห้ามนำไปใช้ทุกกรณี ถ้าพบเห็นจะดำเนินคดีตามกฎหมาย
บทนำ
พิษรักมาเฟีย : บทนำ
ตับ ตับ ตับ
"โอมายกอด…ฟัค! อ๊าาย โอ้วว กระแทกแรงๆเลยค่ะ เสียวจนจะแตกแล้ว อ๊างง อ่า"
"หึ!…ผู้หญิงร่าน!" น้ำเสียงเรียบพูดขึ้นเบาๆ สายตาคมมองผู้หญิงตรงหน้ากำลังบีบเคล้นหน้าอกขนาดใหญ่ที่ผ่านการยัดซิลิโคนมาแล้วด้วยความเย็นชา
ตับ ตับ ตับ
สะโพกสอบอัดกระแทกใส่ร่องสวาทไร้ซึ่งความกระชับบ่งบอกว่าเธอผ่านผู้ชายมานักต่อนัก สาวสวยนอนอ้าขาให้กระแทกอย่างเต็มใจ จังหวะกระแทกที่ดุเดือดดังก้องมาราวๆสองชั่วโมงแล้ว ชายหนุ่มใบหน้าคมคายที่สาวๆอยากสัมผัสรสสวาทบนเตียงของเขากันทั้งนั้น เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ชายเอาดุ เอามัน และกระเป๋าหนัก
ปึก ปึก ปึก
"ลูน่าเสียว อ๊าา เสียวมากค่ะ โอมายกอด…"
"ซี๊ดด อ่าาส์" เสียงทุ้มต่ำดังในลำคอเบาๆ ร่างแกร่งกระตุกสองสามทีเมื่อถึงจุดหมายปลายทาง น้ำรักสีขาวขุ่นพวยพุ่งใส่เครื่องป้องกันแบรนด์ดังที่มีเฉพาะไซส์พิเศษเท่านั้น ร่างสูงถอนแกนกายออกจากหญิงสาวที่นอนแหกขาอยู่บนเตียงอย่างไม่สนใจ ก่อนจะดึงเครื่องป้องกันออกจากท่อนเอ็นขนาดใหญ่และจัดการเช็ดท่อนเอ็นลวกๆ
"คุณชาร์ลจะกลับแล้วเหรอคะ" หญิงสาวเดินเปลือยกายมาหาชายหนุ่มด้วยท่าทางยั่วยวน เธอยังติดใจในลีลาของเขาไม่น้อย ถึงช่วงล่างจะระบม แต่ลีลาที่เขากระแทกใส่เธอมันชั่งถึงใจซะเหลือเกิน
"เป็นเมียฉันตั้งแต่เมื่อไหร่" คิ้วหนาเลิกขึ้น พลางหยิบเสื้อผ้ามาสวมใส่
"เมื่อไหร่คุณชาร์ลจะมาหาลู่น่าอีกคะ"
"ฉันไม่ชอบเอาซ้ำ เธอน่าจะจำไว้นะ พรุ่งนี้เงินค่าตัวเธอหนึ่งแสนบาทจะเข้าบัญชี หวังว่าจะเข้าใจว่าฉันไม่ชอบพวกปากสว่าง" สายตาคมปรายตามองหญิงสาวที่เขาพึ่งเอาเสร็จอย่างไร้เยื่อใย
"ไม่ชอบเอาซ้ำ แต่ก็มาหาลู่น่าสองครั้งแล้วนะคะ ให้ลูน่าทำให้คุณอารมณ์ดีอีกสักรอบเถอะนะคะ"
"….." ชาร์ลนิ่งเงียบเมื่อเห็นว่าเธอเริ่มปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตแบรนด์ดังออกทีละเม็ด สายตายั่วยวนกำลังบอกว่าเธอต้องการมัน ริมฝีปากหนากระตุกยิ้มมุมปาก
"ลูน่าจะทำให้คุณผ่อนคลาย ตอบแทนที่คุณเรียกใช้บริการลู่น่าถึงสองครั้งสองครา"
"จะให้ฉันเอาฟรี?"
"ค่ะ" ริมฝีปากอวบอิ่มฉีกยิ้มอย่างยั่วยวน มือของเธอลูบคลำที่เป้ากางเกงรับรู้ได้ทันทีว่ามันกำลังกลับมาก่อตัวอีกครั้ง
หมับ
"อื้อ…เจ็บนะคะ”
"คนอย่างฉันเอาคือเอา ถ้าฉันเบื่อคือจบ!" ผลัก!
มือหนาบีบเข้าปลายคางของหญิงสาวอย่างแรงจนหญิงสาวเบ้หน้ากับความเจ็บก่อนจะสะบัดออกด้วยความไม่พอใจ
"ฉันซ้ำเธอสองรอบอย่าคิดว่าฉันพิศวาสเธอ อะไรที่ฉันไม่ต้องการก็ไม่ต่างจากเศษขยะ!"
ปัง!
“ถึงปากจะร้าย แต่เงินหนักก็ยอม ครั้งนี้เป็นครั้งที่สองที่คุณมีอะไรกับลูน่า แต่คุณไม่เคยปรนเปรอ ไม่แม้แต่จูบแลกน้ำลาย” ริมฝีปากอวบอิ่มพูดขึ้นหลังจากชายหนุ่มเดินออกจากห้องไปแล้ว ทุกคนรู้ดีว่าถ้ามีอะไรกับผู้ชายที่ชื่อชาร์ลเขาจะไม่ปรนเปรอด้วยปาก เขาแค่ต้องการสำเร็จความใคร่ของตัวเองเท่านั้น ไม่มีใครกล้าเรียกร้องให้เขาทำเพราะมันคือข้อตกลงตั้งแต่แรก
ชายหนุ่มเดินออกจากห้องนั้นด้วยท่าทางสุขุม ใบหน้าคมคายไม่มีแม้แต่รอยยิ้ม นัยส์ตาคู่นั้นไร้ซึ่งความรู้สึก ไม่ได้รู้สึกพอใจกับสิ่งที่ตัวเองทำก่อนหน้านี้
ลูกน้องที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าห้องสองคนเดินตามหลังมาเฟียหนุ่ม ไม่มีท่าทีตื่นตกใจกับเสียงครวญครางที่ได้ยินก่อนหน้านี้แม้แต่นิดเดียว แค่เพียงเดินออกจากโรงแรม รถยนต์คันหรูก็จอดรอรับอยู่ก่อนแล้ว ทุกอย่างกลายเป็นเรื่องปกติของลูกน้องทุกคน
@มหาวิทยาลัยรัฐบาลแห่งหนึ่ง
2.00 PM (สองทุ่ม)
"เลิกเรียนแล้วแวะไปถนนคนเดินหลังมหาวิทยาลัยไหม"
"เราอยากกลับเลย พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าทำงานอีก" อลินดาก้มมองเวลาที่นาฬิกาข้อมือก่อนจะตอบเพื่อนสาวที่เรียนอยู่ด้วยกันหลังจากเก็บของลงกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว สาวสวยใบหน้าหวานกำลังฉีกยิ้มส่งให้กับเพื่อนสาวอย่างเป็นมิตร ร่างอรชรแต่งกายด้วยชุดนักศึกษาถูกระเบียบตามแบบฉบับมหาวิทยาลัย ถึงแม้จะเรียนภาคค่ำไม่จำเป็นต้องใส่ชุดนักศึกษา แต่เธออยากใส่มัน เพราะจบไปแล้วคงไม่มีโอกาสได้ใส่ชุดแบบนี้อีก
ทิวาคือเพื่อนคนเดียวที่ฉันมีระหว่างเรียนตั้งแต่ปีหนึ่งยันตอนนี้ปีสุดท้าย อย่างว่าคนที่เรียนรอบค่ำส่วนใหญ่จะทำงานกันทั้งนั้น พอถึงเวลาเรียนก็ต่างคนต่างเรียน ไม่ค่อยได้ทำกิจกรรมร่วมกันเหมือนภาคปกติ การที่ฉันได้สนิทกับทิวาก็เพราะตอนปีหนึ่งอาจารย์ให้จับคู่ทำงานร่วมกัน ฉันกับทิวาเลยได้คู่กันและตั้งแต่นั้นมาก็กลายเป็นเพื่อนสนิทจนถึงทุกวันนี้
และที่ฉันปฏิเสธเพื่อนสนิทไม่ใช่ไม่อยากไปเดินเที่ยว แต่ด้วยค่าใช้จ่ายที่ต้องประหยัด และเวลาที่จำกัดทำให้ฉันไม่ค่อยปลีกตัวไปไหน นอกจากมุ่งตรงกลับห้องพักตัวเอง อีกอย่างคนที่ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย เวลาพักที่ดีที่สุดคือการนอน
"ปฏิเสธกันอีกแล้วนะ เราก็อยากไปเดินเล่นกับลินบ้าง"
"งั้นเอาไว้อาทิตย์หน้าไหม ช่วงนี้งานที่ร้านก็หนัก เรียนก็หนักด้วย อีกอย่าง….อาทิตย์หน้าเงินเดือนเราออก"
"ไม่ต้องรอเงินออก วันนี้เราเลี้ยงเอง ลินอยากกินอะไรสั่งได้เต็มที่" ทิวาไปคล้องแขนลินไว้ ราวกับยื้อไม่ให้กลับ เธอรู้ว่าฐานะบ้านของลินยากจน และที่ปฏิเสธหลายต่อหลายครั้งเพราะอยากเก็บเงิน ตั้งแต่เรียนด้วยกันมาเธอยังไม่เคยเห็นลินซื้ออะไรมากินระหว่างรอเรียนเลย ให้เหตุผลแค่ว่ากินอิ่มแล้ว กินจากร้านอาหารที่ตัวเองทำมาแล้วบ้าง
"ทิวาคือเรา….." ฉันทำหน้ากระอักกระอ่วนเกรงใจเพื่อน
"ไม่ต้องเกรงใจเรา ไปกัน…"
สุดท้ายฉันก็ต้องตามเพื่อนสาวคนสนิทไป เพราะเธอเกี่ยวแขนฉันไว้ไม่ยอมปล่อย
แค่เพียงเดินมาหลังมหาวิทยาลัยตัวเองก็เจอกับร้านค้าที่ตั้งเรียงรายและผู้คนมากมายกำลังจับจ่ายใช้สอย ดวงตากลมโตถึงกับลุกวาวเพราะมันนานมากแล้วที่ฉันไม่ได้เปิดหูเปิดตาแบบนี้ ความทรงจำล่าสุดคืองานวัดแถวบ้านที่ต่างจังหวัดในตอนที่ฉันอยู่ช่วงมัธยม และหลังจากที่มาอยู่กรุงเทพก็ไม่เคยไปไหน ของกินของใช้ทุกอย่างมันดูแพงสำหรับตัวเองไปซะทุกอย่าง
“ทิวาทำไมมีแต่คนมองเราสองคน” ฉันพูดพลางกระตุกแขนเพื่อนสาว เพราะตลอดทางที่เดินมามีแต่คนมอง จนฉันรู้สึกถึงความผิดปกติ
“เขาไม่ได้มองเราสองคนหรอก…แต่เขามองลินนั่นแหละ”
“มองเรานะเหรอ” นิ้วเรียวยาวที่เข้าหาตัวเอง คิ้วทั้งสองข้างขมวดเป็นปม เมื่อเพื่อนสาวคนสนิทตอบกลับแบบยิ้มๆ
“ลินสวยอย่างกับบาร์บี้เลย ปากนิด จมูกหน่อย ผิวข๊าวขาว ถ้าไม่บอกว่าเป็นเด็กต่างจังหวัดยังคิดว่าเป็นถึงลูกคุณหนู”
“ไปกันใหญ่แล้ว”
“จริงๆนะ เพื่อนๆในห้องก็พูดเป็นเสียงเดียวกัน”
“…..” คำพูดของทิวาทำฉันเถียงไม่ออก ไม่ใช่หลงคำพูดของคนอื่นหรอกนะ แต่มันคือเรื่องจริง เพื่อนคนอื่นในห้องไม่มีใครเรียกชื่อฉันจริงๆสักคน เรียกแต่บาร์บี้มาตั้งแต่แรก จนชื่อนี้เหมือนเป็นชื่อเล่นของฉันอีกชื่อไปแล้ว
__
แค่เปิดเรื่องพี่เขาก็กระแทกโชว์แล้ว ไม่ต้องห่วงความเลวของเขาเลย ทิ้งท้ายมาเฟียคนสุดท้ายของกลุ่ม
ฝากเป็นกำลังใจไรท์ด้วยนะคะ
สู้ชีวิต
พิษรักมาเฟีย : ตอนที่ 1
“ยืนงงอยู่ได้ ไปกัน ของกินเพียบเลยเยอะจนเลือกไม่ถูก ลินอยากกินอะไรเราเลี้ยง”
“ไม่ต้องเลี้ยงเราหรอก”
“ไม่ต้องปฏิเสธ ไม่ต้องเกรงใจ ถือว่าเป็นค่าครูที่ลินคอยติวข้อสอบให้เรา ถ้าปฏิเสธกันเราก็ไม่กล้าให้ลินติวให้แล้วนะ ชวนไปไหนก็ไม่ไป เลี้ยงข้าวก็ไม่เอา”
“โอเคๆ หยุดบ่นได้แล้ว บ่นซะเรารู้สึกผิดไม่ทันเลย” ฉันต้องรีบพูดแทรก เพราะถ้าปล่อยให้ทิวาบ่นคงยาวกว่านี้แน่นอน
ทิวาและฉันพากันเดินไปตามทางถนนคนเดิน ลองชิมนั่นชิมนี่ไปเรื่อยๆ ส่วนใหญ่ทิวาจะอยากกินไปซะทุกอย่าง และคนอย่างฉันก็ไม่เคยขัด ฉันเป็นคนกินง่าย อะไรก็ได้ เรียกได้ว่าอร่อยไปซะทุกอย่าง อย่างว่าชีวิตคนจนจะเลือกกินแบบคนรวยไม่ได้ มีอะไรให้กินนั่นแหละของอร่อย
1 ชั่วโมงต่อมา…
“อิ่มจนจะคลานกลับบ้านอยู่แล้ว” ทิวาบ่นอุบพลางใช้มือลูบท้องตัวเอง
“ก็แหงล่ะ ชิมกันแทบทุกร้าน ไม่อิ่มก็ไม่รู้จะว่าไงแล้ว” ริมฝีปากบางระบายยิ้มเมื่อเห็นท่าทางของเพื่อนสาว
“งั้นเดี๋ยวเราขับรถไปส่งลินที่หน้าหอพักนะ มันดึกแล้วเดินกลับคนเดียวอันตราย”
“ไม่เป็นไร ใกล้แค่นี้เอง อีกอย่างคนก็ยังพลุกพล่าน นักศึกษาบางคนก็ยังเดินไปเดินมาไม่เห็นอันตรายเลย เรากะว่าจะเดินย่อยสักหน่อย ถ้ากลับไปนอนมีหวังท้องอืดแย่เลย”
“เอาไงก็เอา เราไม่บังคับลินแล้วล่ะ แค่ลินมาเดินเที่ยวกับเราก็ดีใจจะแย่อยู่แล้ว”
“งั้นแยกกันตรงนี้เลยละกัน พรุ่งนี้เจอกัน” ฉันโบกมือลาเพื่อนสนิทและแยกย้ายกันกลับ
ฉันพักอยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัย เน้นเดินทางสะดวกไม่เน้นอยู่สบาย เรียกได้ว่ากลับจากงานสามารถเข้าห้องพักเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดนักศึกษาและเดินมาเรียนช่วงค่ำได้สบาย ไม่ต้องรีบอะไร
แกร่ก
แอ่ดดดด…
มันคือเสียงประตูห้องของฉันเองเวลาเปิดและปิด ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าอพาร์ตเมนต์ที่ตัวเองอยู่มันสภาพเป็นแบบไหน อพาร์ตเมนต์นี้ถือว่าราคาถูกสุดในบรรดาย่านนี้แล้ว ถึงแม้จะไม่มีความปลอดภัยสักอย่าง แต่เรื่องลักขโมย จี้ปล้นก็ไม่เคยมี โชคดีที่นี่ยังมีเตียงเหล็กธรรมดากับตู้เสื้อผ้าให้ นอกนั้นก็ต้องขนมาเอง และไม่มีแม้แต่เครื่องปรับอากาศ ระบบของห้องฉันคือพัดลมเท่านั้น มันคือที่ซุกหัวนอนของจริง มีไว้นอนกับอ่านหนังสืออย่างเดียว เพราะไม่มีเวลาจะมานั่งชิลล์จิบกาแฟสวยๆอยู่ในห้อง ตื่นเช้าทำงาน ตกเย็นมาเรียนอีก ตกดึกถ้ามีสอบก็อ่านหนังสือ
อลินดารีบจัดการกับตัวเอง เปลี่ยนเสื้อผ้า อาบน้ำสระผมให้เรียบร้อย และเข้านอนให้เร็วที่สุด ช่วงนี้เป็นช่วงที่พึ่งเปิดเทอมได้ไม่นานไม่ต้องอ่านหนังสือเตรียมสอบ เวลานอนของเธอเลยมีมากขึ้น
เธอสามารถใช้เวลาจัดการตัวเองในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง
ฟุ่บ
หญิงสาวร่างเล็กล้มตัวลงนอนบนเตียงฟูกแข็งราวกับไม้กระดาน
“เฮ้อออ…คิดถึงพ่อกับแม่จัง อีกเทอมเดียวลินจะกลับไปหางานทำแถวบ้านเรานะจ๊ะ” ดวงตากลมโตมองรูปภาพที่ติดอยู่ที่ผนังกำแพง เป็นภาพฉันกับพ่อแม่ถ่ายรูปด้วยกัน ฉันยังจำวันนั้นได้ดี เป็นวันที่ฉันจบมัธยมปลาย พ่อกับแม่ถือช่อดอกไม้เล็กๆที่พอจะหาซื้อได้มายื่นให้… “ฮึก อึก…วันนั้นลินก็ร้องไห้แบบนี้ใช่ไหมจ๊ะ แค่ลินเห็นดอกไม้ช่อนั้นน้ำตามันก็ไหลออกมา พ่อกับแม่ก็รีบกอดลินและเราก็กอดกันร้องไห้ทั้งสามคนเลย อึก…ฮึก ลินอยากกลับบ้าน…แต่ลินจะไม่ทำให้พ่อแม่ต้องขายขี้หน้าใคร ลินต้องกลับไปพร้อมกับใบปริญญา อึก…”
เปลือกตาที่หนักอึ้งค่อยๆปิดลง ใบหน้าหวานยังเลอะไปด้วยคราบน้ำตา
ติ้ด ติ้ด ติ้ด…เสียงนาฬิกาปลุกต้อนรับเช้าวันใหม่
"อื้อ…" เสียงในลำคอดังขึ้นเบาๆ เมื่อถูกปลุกให้ตื่น ต่อให้ทุกวันต้องตื่นเช้าก็ยังไม่ชินอยู่ดี ร่างกายต้องการการพักผ่อนแบบนอนทั้งวัน แต่ก็ได้แค่ฝัน ดวงตากลมโตมองนาฬิกาที่วางอยู่ไม่ไกลบ่งบอกว่าเป็นเวลาเจ็ดโมงเช้าแล้ว
"ลาออกจากชื่ออลินดาสักวันได้ไหม" ลินบ่นตัวเองด้วยน้ำเสียงงัวเงีย ต่อให้ฉันบ่นยังไงสุดท้ายก็ลุกไปทำธุระส่วนตัวอย่างเช่นเคย และรีบไปทำงาน
หนึ่งชั่วโมงผ่านไป…ร่างบางกำลังประทินโฉมอยู่หน้ากระจกเงาหลังจากอาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว เธอสวมชุดยูนิฟอร์มของร้านอาหารที่ตัวเองทำเลยเป็นเสื้อโปโลที่มีโลโก้ของร้านกับกางเกงขายาวสีดำเท่านั้น และรวบผมเป็นหางม้าเพื่อความเรียบร้อย ใบหน้าหวานมีเพียงแป้งเด็กตบๆเข้าที่ใบหน้าและลิปมันเปลี่ยนสีทำให้ปากดูชมพูระเรื่อ
"ไปๆ เดี๋ยวสาย"
@ร้านอาหารสุดหรู
"เฮ้อ…" ฉันถอนหายใจออกมาเบาๆ เมื่อมาถึงร้านอาหารสุดหรูที่ฉันทำงานอยู่ และนี่ก็คืออาชีพอีกหนึ่งอย่างที่ฉันทำมาตั้งแต่ปีหนึ่งคืออาชีพเด็กเสิร์ฟ ต่อให้เรียนมหาวิทยาลัยใช่ว่าจะได้ทำงานดีๆเพราะยังไม่ได้จบแบบจริงๆจังๆ ร้านอาหารนี้อยู่ไม่ไกลจากที่พักตัวเอง นั่งรถเมล์ต่อเดียวก็ถึง ฉันต้องมาเปิดร้านก่อนคนอื่นเพราะขอกับเจ้าของร้านไว้ว่าต้องกลับไปเรียนภาคค่ำ และเจ้าของร้านก็ใจดีกับฉันเสมอมา ให้ฉันมาเร็วและเลิกงานเร็วทำให้ไปเรียนทัน
ร้านอาหารที่ฉันทำเป็นระดับห้าดาว เรียกได้ว่าผู้คนที่มานั่งกินกันที่ร้านก็บรรดาคนมีเงิน และต้องจองล่วงหน้าเพราะมีเพียงสิบโต๊ะเท่านั้น แบ่งสัดส่วนชัดเจนไม่ต้องกลัวว่าโต๊ะอื่นจะรู้ ฉันรู้แค่ว่าคนมาที่นี่มักมาคุยกันแบบส่วนตัว และฉันก็มีหน้าที่แค่นำอาหารไปวางไว้ที่โต๊ะ และเก็บจานในตอนที่แขกกลับแล้วเท่านั้น
"มาเช้าขนาดนี้ มาเป็นรปภ.แทนลุงไหมลูก"
"ไม่อยากแย่งหน้าที่คนหล่อหรอกค่ะ" ฉันตอบกลับลุงรปภ.ที่คอยดูแลร้านอาหารแห่งนี้ด้วยรอยยิ้ม ฉันกับลุงรปภ.จะเจอกันทุกเช้า จนกลายเป็นว่าฉันสนิทกับแกไปแล้ว
"พูดจาน่าฟังแต่เช้า" ลุงรปภ.ยิ้มชอบใจกับคำพูดของเด็กสาว
หลังจากพูดคุยกับลุงรปภ.ฉันก็ต้องรีบมาจัดเตรียมทุกอย่างภายในร้านก่อนที่พนักงานคนอื่นจะเข้างาน ถึงจะไม่ใช่หน้าที่ตัวเองแต่ก็ช่วยเหลือกัน เพราะตอนฉันเลิกงานร้านยังไม่ปิด และพอปิดร้านคนอื่นต้องเก็บของเข้าที่แทนฉัน
"มาเช้าจังเลยลิน"
"สวัสดีค่ะพี่ดาว มาเตรียมของแทนพี่ๆเขาเหมือนเดิมแหละค่ะ ตอนปิดร้านลินไม่ได้อยู่ช่วยพี่ๆเขา" ฉันรีบยกมือไหว้เจ้าของร้านอาหารด้วยท่าทางนอบน้อม ผู้หญิงวัยกลางคนตรงหน้าเป็นเหมือนญาติของฉันอีกคน เพราะดูแลฉันดีมาก ฉันสามารถตักข้าวที่ร้านกลับไปกินที่ห้องได้ ถือว่าประหยัดเงินค่าข้าวไปได้เลยทีเดียว เพราะพี่ดาวอนุญาตรู้ว่าฉันเป็นเด็กต่างจังหวัดและส่งตัวเองเรียน แต่ก็ไม่ได้เลือกปฏิบัติแค่ฉันคนเดียว คนอื่นก็สามารถทำได้เหมือนกัน ไม่งั้นป่านนี้ฉันคงโดนนินทาไปแล้ว
"ขยันตั้งแต่วันแรกจนถึงตอนนี้เลยนะเรา ว่าแต่นี่อยู่ปีสี่แล้วอีกนิดเดียวก็จะจบมองหาที่ทำงานดีๆหรือยังล่ะ"
"ก็ดูๆไว้หลายที่แล้วค่ะ แต่เป็นแถวบ้านที่ต่างจังหวัด ลินอยากกลับไปอยู่กับพ่อแม่แต่ไม่รู้เขาจะรับลินไหม อีกอย่างลินยังอยากทำงานที่นี่อยู่เลย คงใจหายเหมือนกันถ้าออกไปทำงานอื่น"
"อย่าคิดแบบนั้น ลินเป็นเด็กเก่งพี่เชื่อว่าทางโน้นต้องรับลินแน่นอน เราต้องก้าวหน้ามากกว่านี้นะลิน การที่ลินเรียนถึงปริญญาตรีจะมาเป็นแค่เด็กเสิร์ฟไม่ได้นะ ไปเติบโตข้างนอกเถอะเชื่อพี่"
"ค่ะ ขอบคุณนะคะที่สอนลิน" พี่ดาวมักสอนฉันแบบนี้เสมอ
"พี่จะมาบอกว่าวันนี้จะมีแขกคนสำคัญมาทานที่ร้านนะจ๊ะ เขาจะนั่งโซนในสุดของร้าน พี่บอกเด็กๆคนอื่นไว้เมื่อคืนหมดแล้ว เหลือแค่เรานี่แหละที่พี่ไม่ได้บอก"
"ทุกทีร้านเราก็มีแต่คนพิเศษมาทั้งนั้นไม่ใช่เหรอคะ" ฉันไม่ได้กวนพี่ดาวนะ แต่ร้านที่ฉันทำมันต้องคนยศสูงๆ มีหน้ามีตาทางสังคม มันคือเรื่องปกติอยู่แล้ว
"แต่คนนี้พิเศษกว่าทุกคนที่เคยมาจ้ะ เขาสั่งเหมาทั้งร้านเลย และจะมาช่วงเที่ยงนี้แหละ เราก็อย่าทำอะไรพลาดล่ะ อ่อ!แล้วอีกอย่าง ถ้าเห็นอะไรก็ไม่ต้องไปพูดต่อน่ะ"
"ค่ะ" ฉันพยักหน้าตอบอย่างงงๆ เอาจริงๆแค่จะมากินข้าวทำไมต้องกำชับขนาดนี้ แล้วเหมาทั้งร้านด้วย เอาจริงๆอาหารร้านนี้ก็ไม่ใช่จะถูกๆ แต่เพียงโต๊ะเดียวก็จ่ายเป็นหมื่น ถ้าเขากล้าเหมาทั้งร้านก็ต้องเหมือนเหมาค่าอาหารของโต๊ะที่เหลือไปด้วย ร้านจะไม่สามารถรับลูกค้าคนอื่นมานั่งได้เพราะต้องปิดต้อนรับเขาแค่คนเดียว แต่ช่างเหอะฉันก็ทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด ก็แค่เสิร์ฟอาหารไม่ทำให้อาหารหกใส่แขกแค่นั้น
แขกคนสำคัญ
พิษรักมาเฟีย : ตอนที่ 2
ช่วงเที่ยงของวันเดียวกัน
"ทุกคนได้เวลาแล้วไปรอรับแขกกันก่อน" หนึ่งในพนักงานของร้านส่งเสียงเรียกทุกคนในร้านให้มารอต้อนรับแขกคนสำคัญของวันนี้
"ทำไมเราต้องไปรับเขาด้วยล่ะพี่ แขกคนอื่นก็เดินเข้ากันมาปกตินิ" ทุกคนดูลนลานจนฉันอดที่จะถามไม่ได้ ไม่ใช่แค่คนในร้านอาหารนะ แต่สถานที่ก็ถูกปูพรมแดงไว้ตามทางเดิน ดอกไม้สั่งทำพิเศษที่พึ่งมาส่งช่วงสาย จานอาหารถูกเปลี่ยนให้ดูหรูหราขึ้น ทุกอย่างภายในร้านถูกเปลี่ยนเพราะแขกคนนี้คนเดียวเลย
"พี่ก็ไม่รู้รายละเอียดมากหรอก รู้แค่ว่าเขาเป็นผู้มีอิทธิพล คุณดาวก็กำชับนักกำชับหนา"
"ก็คงจะมีอิทธิพลจริงๆ" ฉันมองไปรอบๆร้านกับสิ่งที่เปลี่ยนไปจดแปลกตา และสุดท้ายฉันก็ต้องมายืนรอแขกคนสำคัญมาที่ร้านอาหาร ซึ่งมันน่าเบื่อสำหรับฉันมากกับการที่ต้องมายืนรอ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาจะมาตอนไหน
ครึ่งชั่วโมงผ่านไป
ทุกคนก็ยังใจจดใจจ่อมองทางหน้าร้านรอแขกคนสำคัญ
"เฮ้อ…นี่เที่ยงครึ่งแล้วนะพี่ แขกเขาจะมาชัวร์ใช่ไหม ไม่งั้นร้านคงเสียโอกาสที่ไม่ได้รับลูกค้าคนอื่นเลยนะ" ฉันยืนรอจนขาจะแข็งอยู่แล้ว แต่เงาของแขกคนสำคัญก็ยังไม่มาให้เห็น
"นั่นไงๆ มีรถนำขบวนเลี้ยวเข้ามาแล้ว ต้องใช่แน่ๆ" พนักงานในร้านรีบพูดแทรกทันที ทำเอาทุกคนร่วมถึงอลินดากลับมาอยู่ในท่าทางเตรียมพร้อมรอต้อนรับ
ดวงตากลมโตมองรถยนต์คันสีดำและยังติดฟิล์มดำสนิทขับเคลื่อนมาจอดหน้าร้าน และคันที่ดูหรูกว่าคันอื่นก็จอดให้ประตูของคนนั่งหลังตรงกับประตูร้านที่มีพรมแดงปูตามทางไว้พอดี บอดี้การ์ดชุดสูทสีดำสุดเนี๊ยบพากันลงจากรถและตรวจดูรอบๆร้าน ก่อนจะเปิดประตูให้คนที่นั่งอยู่ด้านในรถลงมา
"อย่างกับในหนัง"
เมื่อประตูรถยนต์คันหรูเปิดออก รองเท้าหนังสีดำเงาวับแตะลงกับพื้นพรมพอดี ทำเอาทุกคนมองตาม ก่อนที่ชายหนุ่มร่างสูงจะค่อยๆปรากฏตัวต่อหน้าทุกคน ผู้ชายมาดนิ่ง ส่วนสูงราวร้อยเป็ดสิบบวกๆ ใบหน้าคมคายสไตล์ยุโรป ทำเอาทุกคนที่เห็นอึ้งไปตามๆกัน
และตัวฉันเองก็หลุดไปในภวังค์ของใบหน้าอันแสนหล่อเหลานี้เช่นกัน นี่มันคนหรือเทพบุตร ชุดสูทสีกรมสุดเนี๊ยบขับผิวขาวไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นของแบรนด์เนมและทุกส่วนที่เขาสวมใส่ยังเสริมให้บุคลิกดูดีตั้งแต่ตัวจรดปลายเท้า
แต่แล้วก็ต้องอ้าปากค้างอีกรอบเมื่อเห็นผู้หญิงสาวสวยในชุดเกาะอกสีแดงเพลิงออกมาอีกฝั่ง หุ่นเธอราวกับนางแบบ ขาเรียวยาวเสริมด้วยรองเท้าส้นสูง ทำให้เธอดูเด่นและเฉิดฉายเป็นอย่างมาก ริมฝีปากอวบอิ่มเคลือบด้วยลิปสติกสีแดงสด
"สวัสดีค่ะคุณชาร์ล เอ่อ…คุณ…"
"โซเฟียค่ะ"
"สวัสดีค่ะคุณโซเฟีย ต้องขอโทษด้วยนะคะที่ไม่ทราบชื่อของคุณโซเฟีย" พี่ดาวเจ้าของร้านพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ
"ไม่เป็นไรค่ะ แต่ทีหลังควรจดและจำใส่สมองไว้บ้างนะคะ ว่าแขกคนสำคัญชื่ออะไรบ้าง"
"อื้อหื้อ…ปากเหรอนั่น" ฉันถึงกับตกตะลึงกับคำพูดของเธอจนเปล่งเสียงออกมาเบาๆ ความสวยที่เห็นมันหายไปในพริบตาเพราะคำพูดของเธอ อย่างที่เรียกว่า สวยแต่รูปจูบไม่หอมของจริง แต่แล้วสายตาของชายหนุ่มกับหญิงสาวก็หันมาจ้องที่หน้าฉันพร้อมกัน คราวซวยแล้วล่ะอลินดาเอ๊ย ฉันพูดดังไปใช่ไหม
ตึก ตึก ตึก
เสียงรองเท้าของทั้งคู่เดินตรงมาที่ฉัน ทำเอาฉันยืนตัวแข็งทื่อทำอะไรไม่ถูก ต้องก้มหน้ายอมรับความผิดเพราะมันอยู่ในหน้าที่
"ขะ ขอโทษค่ะ" มือทั้งสองข้างจับประสานกันไว้ตรงหน้า ตอนนี้ทุกอย่างมันรวนไปหมดจนพูดติดๆขัดๆ บรรยากาศทำไมมันหนาวเย็นขนาดนี้ รังสีบางอย่างในสายตาของผู้ชายคนนั้นทำเอาฉันเสียวสันหลังวาบ
"เมื่อกี้เธอว่าฉันเหรอย๊ะ"
"ขอโทษค่ะ ดิฉันไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้มีเจตนาจะว่าคุณโซเฟียเลยนะคะ"
"ตอแหล! ฉันได้ยินสิ่งที่แกพูด เป็นแค่เด็กเสิร์ฟอย่าคิดมาเทียบชนชั้นกับฉัน ตบสั่งสอนสักทีปากน่าจะดีขึ้นบ้าง" สาวสวยในชุดแดงเพลิงง้างมือจะตบ
พรึบ
แต่แล้วฝ่ามือหนาก็มารั้งมือของหญิงสาวสวยคนนั้นไว้
"ฉันพึ่งรู้ว่าพนักงานร้านนี้ไร้การอบรมสั่งสอน" สายตาคมจ้องมองหญิงสาวตัวเล็กก่อนจะปรายตามองเจ้าของร้านด้วยความไม่พอใจ
"ขอโทษแทนเด็กด้วยนะคะ" เจ้าของร้านวัยกลางคนรีบเดินเข้ามาแก้สถานการณ์ที่เริ่มตึงเครียด
"เงยหน้าขึ้นมา!"
"…" น้ำเสียงเข้มที่พูดออกมาทำเอาฉันขนลุกไปทั้งตัว ถ้าไม่ทำตามที่เขาสั่งฉันคงโดนมากกว่านี้แน่ สุดท้ายฉันก็ต้องยอมเงยหน้าขึ้นเพราะไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว แค่เพียงเงยหน้าขึ้นใบหน้าของเขาก็โน้มเข้ามาใกล้จนเห็นผิวเนียนละเอียดของใบหน้าคมคาย กลิ่นน้ำหอมลอยเข้ามาเตะจมูกแววตาคู่นั้นมีแต่ความน่ากลัว
หมับ
"อื้อ…"
"หึ! ฉันชอบที่เธอปากเก่งนะเด็กน้อย แต่…เธอปากเก่งผิดที่เท่านั้นเอง…" นิ้วแกร่งบีบปลายคางมนให้ใบหน้าหวานเชิดขึ้น แรงบีบที่เขาใช้กับเธอยังไม่ถึงครึ่งแรงที่เขามี แต่ก็ทำให้เด็กสาวตรงหน้าแสดงความเจ็บปวดออกมา
"อึก ขอโทษค่ะ"
"คุณชาร์ลคะ ดาวขอโทษแทนน้องลินจริงๆนะคะ"
พรึบ
มือหนาสะบัดมือออกจากปลายคางมนอย่างแรงจนอลินดาเซถอยหลัง ดีที่ยังมีเพื่อนพนักงานคนอื่นพยุงเธอไว้ได้ทัน
"แม่จะตบสั่งสอนสักฉาด" แต่ไม่วายที่หญิงสาวชุดแดงจะทำท่าจะตบอลินดาอีกครั้ง
"ฉันมากินข้าว ไม่ได้ต้องการจะมีเรื่อง ถ้าเธออยากมีเรื่องนักก็ออกไปที่อื่น!" น้ำเสียงเข้มประกาศก้าวเสียงดังลั่น ทำเอาทุกคนสะดุ้งไปตามๆกัน โดยเฉพาะโซเฟียที่หยุดชะงักมือทันที
"คุณชาร์ลเชิญทางนี้ค่ะ เดี๋ยวดาวพาคุณไปโต๊ะอาหารที่ทางร้านจัดเตรียมไว้ให้โดยเฉพาะ" หญิงสาววัยกลางคนพยายามส่งสายตาไปที่อลินดาเพื่อให้เธอหลบ และชวนแขกคนสำคัญให้สนใจเธอแทน
ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติอีกครั้งเมื่อเจ้าของร่างสูงยอมเดินตามเจ้าของร้านไป โดยมีหญิงสาวชุดแดงเดินตามไปด้วยท่่าทางกระฟัดกระเฟียด
"เฮ้อ…เกือบได้รอยห้าแถวแปะที่หน้าแล้วไหมล่ะลินเอ๊ย"รุ่นพี่พนักงานในร้านพูดขึ้นหลังจากที่ทั้งคู่เดินห่างออกไปแล้ว
"ลินขอโทษทุกคนนะที่ทำให้ร้านเราดูแย่ ไม่รู้ว่าแขกจะไม่พอใจแล้วไปลงที่พี่ดาวไหม"
"แต่ลินไม่ผิดนะ เราสามารถออกความเห็นได้ อีกอย่างนิสัยแบบนั้นก็ไม่เหมาะกับหน้าตาสวยๆเลยจริงๆ"
"ใช่ๆ นี่คงคิดว่าตัวเองได้เป็นถึงคนใหญ่คนโตเลยกล้า ลองเป็นคนธรรมดาเหมือนพวกเราสิ"
พนักงานคนอื่นต่างเห็นด้วย ถึงพวกเธอจะไม่มีสิทธิ์ไปว่าลูกค้า แต่การที่ลูกค้าทำนิสัยแย่ก่อนก็อดที่จะพูดลับหลังไม่ได้
"ไปเหอะพี่ๆ ทำหน้าที่ของตัวเองกัน" ฉันรีบบอกให้ทุกคนแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตัวเอง ถึงแม้ความกลัวจะยังไม่หายไปก็ตาม แต่ฉันผิดเองที่พูดออกไปแบบนั้น ดีที่เขาไม่พากันออกนอกร้านแทนการเดินเข้าไปนั่ง ไม่งั้นฉันคงไม่มีปัญญาชดเชยค่าเสียหายให้ร้านแน่
"อย่างนี้ลินก็ต้องเข้าไปเสิร์ฟให้อีกละสิ จะรอดไหมเนี่ย โดนเพ่งเล็งตั้งแต่ยังไม่ได้ทำหน้าที่เลย"
"…." ฉันได้แต่นิ่ง เพราะวันนี้พี่ดาวเจ้าของร้านให้เฉพาะคนที่ทำงานเก่งมาทำงานสำหรับต้อนรับแขกคนสำคัญโดยเฉพาะ ปกติแล้วเด็กเสิร์ฟจะมีน้องๆพาร์ทไทม์ด้วย แต่วันนี้เป็นฉันคนเดียว "คงไม่มีอะไรแย่ไปกว่าเมื่อกี้แล้วล่ะพี่"