โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สงคราม “เมียนมา” เดือดอีก ธุรกิจไทยถอย-อสังหาป่วน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 09 ก.ค. 2567 เวลา 14.40 น. • เผยแพร่ 10 ก.ค. 2567 เวลา 00.22 น.

การเมืองภายในเมียนมาประทุหนักอีกรอบ กระทบชิ่งตลาดคอนโดฯไทย รัฐบาลเมียนมาจับหนักผู้ซื้อ-ผู้ขายที่ไปออกบูท เผย Q1/67 เมียนมาเพิ่งชิงอันดับ 2 เบียดลูกค้ารัสเซียตกขอบ “อนันดาฯ-ออริจิ้นฯ” เบนเข็มเจาะลูกค้าไต้หวันแทน เล็งช่องทางลูกค้าโอนเงินซื้อจากบัญชีนอกประเทศเมียนมา ด้านบริษัทไทยแห่ปิดกิจการ ถอนการลงทุนแล้ว 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

สถานการณ์การสู้รบในเมียนมาระหว่างฝ่ายรัฐบาลทหารกับฝ่ายต่อต้าน ยังไม่มีทีท่าจะจบลงได้ในเร็ว ๆ นี้ ยังมีการปะทะต่อสู้กันในหลายพื้นที่

โซนสู้รบ “ฉาน-มัณฑ์” เดือด

ในช่วงเวลา 7 วันที่ผ่านมา กองกำลังฝ่ายต่อต้านของกลุ่ม “พันธมิตรสามภราดรภาพ” (Three Brotherhood Alliance) ซึ่งประกอบด้วย MNDAA หรือกองกำลังของโกก้าง, TNLA ของกลุ่มชาติพันธุ์ตะอาง (ปะหล่อง) และ AA หรือกองทัพอาระกัน ได้โจมตีกองทัพเมียนมาในหลายเมืองทางภาคเหนือของรัฐฉาน โดยเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการณ์ “ฉาน-มัณฑ์” ในพื้นที่รัฐฉานและเมืองมัณฑะเลย์

ทั้งนี้ พื้นที่สู้รบตามปฏิบัติการ “ฉาน-มัณฑ์” จนถึงขณะนี้ ประกอบด้วย เมืองมัตตะยา เมืองกุ๊ต หรือโมก๊ก เมืองปางอู๋โหลง หรือปินอูลวิน ในภาคมัณฑะเลย์ เมืองมีด เมืองหนองเขียว เมืองจ๊อกแม เมืองสีป้อ และเมืองล่าเสี้ยว

โดยเมืองที่เป็นสมรภูมิล่าสุด คือ เมืองล่าเสี้ยว ซึ่งเป็นเมืองใหญ่สุดทางเหนือของรัฐฉาน ซึ่งเหตุโจมตีในเมืองล่าเสี้ยวเมื่อคืนวันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมาทำให้พลเรือนได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 20 ราย

เมียนมาคุมเข้มแลกเปลี่ยนเงิน

รายงานข่าวจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา อัพเดตเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2567 คาดว่าเศรษฐกิจเมียนมาปี 2567 จะขยายตัวเพิ่มขึ้น 1.5% โดยในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2567 ของปีงบประมาณ 2024-2025 มูลค่าการค้าระหว่างประเทศ 4,550.960 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 14.50% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แบ่งเป็นการส่งออกมูลค่า 2,307.243 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 10.94% การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ 2,243.717 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 30.82% ส่งผลให้เมียนมาได้ดุลการค้า 63.53 ล้านเหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ รัฐบาลเมียนมาได้ควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศกับเงินสกุลจ๊าต อยู่ที่ 2,100 MMK ต่อ 1 USD ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2024 แต่ตลาดแลกเงินนอกระบบอยู่ที่ 4,500 จ๊าตต่อ 1 USD

ส่วนมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศ สะสมจนถึงปีงบประมาณ 2024-2025 (ณ เดือนมิถุนายน 2567) รวม 95,506.115 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่การลงทุนจากต่างประเทศของโครงการที่ยังดำเนินการอยู่ มีมูลค่าทั้งสิ้น 74,871.183 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยประเทศที่เข้ามาลงทุนในเมียนมาสูงที่สุด ได้แก่ สิงคโปร์ จีน และไทย

ไทยถอนลงทุน 7 พันล้านเหรียญ

ทั้งนี้ ยอดขอส่งเสริมการลงทุนจากนักลงทุนไทยอยู่ในอันดับ 3 มูลค่า 11,634.673 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 12.47% ได้รับอนุมัติแล้ว 155 โครงการ แต่ปัจจุบันการลงทุนของไทยที่ยังอยู่ในเมียนมาอยู่อันดับ 5 มูลค่า 4,454.639 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 6.12% ยังดำเนินการอยู่ 105 โครงการ เท่ากับการลงทุนจากไทยหายไป 50 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนหายไป 7,180 ล้านเหรียญสหรัฐ

ส่วนการค้าไทย-เมียนมา เดือนมกราคม-พฤษภาคม 2567 มีมูลค่า 3,048.50 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 10.46% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งไทยส่งออก 1,773.93 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 11.81% เนื่องจากการขอใบอนุญาตนำเข้าสินค้าของเมียนมาใช้เวลานาน และการนำเข้าสินค้าเมียนมา มูลค่า 1,274.57 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 8.52% โดยไทยได้ดุลการค้า 499.37 ล้านเหรียญสหรัฐ

ส่งผลให้รัฐบาลเมียนมาพยายามลดการขาดดุลการค้า โดยระบุหากพบการนำเข้าสินค้า ณ ท่าเรือ หรือสนามบิน ก่อนได้รับใบอนุญาตนำเข้า จะถูกดำเนินการภายใต้กฎหมายว่าด้วยการส่งออกและนำเข้า ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา ทั้งยังกำหนดให้ 7 กลุ่มสินค้าต้องขอ Import License ผ่าน FESC ได้แก่ 1.ปุ๋ย 2.เหล็ก 3.ผลิตภัณฑ์ Solar 4.เม็ดพลาสติกโพลิโพพิลีน 5.วัตถุดิบเพื่อผลิตพลาสติก 6.ยานยนต์เพื่อใช้เชิงพาณิชย์ และ 7.เครื่องจักรเพื่อใช้เชิงพาณิชย์

เมียนมาซื้อคอนโดฯเบียดรัสเซีย

สำหรับสถานการณ์ลูกค้าต่างชาติซื้อคอนโดมิเนียมในโควตา 49% ของปี 2567 พบมีประเด็นน่าสนใจเกี่ยวกับลูกค้าเมียนมาที่ทำสถิติเบียดลูกค้ารัสเซียขึ้นมาอยู่อันดับ 2 ในไตรมาส 1/67 แต่แนวโน้มการซื้อที่คาดว่าจะสูงต่อเนื่องกลับถูกแตะเบรกกะทันหัน ด้วยนโยบายป้องกันการโอนเงินออกต่างประเทศจนทำให้ระบบการเงินภายในเมียนมาผันผวน โดยรัฐบาลเมียนมามีการจับผู้ซื้อและผู้ขายโครงการที่มีการจัดอีเวนต์ออกบูทในเมียนมาในไตรมาส 2/67 ทำให้ตลาดลูกค้าเมียนมามีภาวะยอดซื้อยอดขายช็อกโดยอัตโนมัติ

ดร.วิชัย วิรัตกพันธุ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธอส. (REIC) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ลูกค้าเมียนมาเพิ่งจะเข้าช็อปซื้อคอนโดฯไทยในปี 2564 จำนวนเล็กน้อยเพียง 23 ยูนิต มูลค่า 240 ล้านบาท อยู่อันดับ 25 หลังจากนั้นปี 2565 ตลาดโตสิบเท่า ขึ้นมาอยู่อันดับ 6 จำนวน 349 หน่วย มูลค่า 2,551 ล้านบาท, ปี 2566 เส้นกราฟยังเติบโตขึ้นมาอยู่อันดับ 4 จำนวน 564 ยูนิต 3,707 ล้านบาท

จนกระทั่งไตรมาส 1/67 ลูกค้าเมียนมาขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 2 เบียดรัสเซียที่ครองอันดับ 2 มาอย่างยาวนาน ด้วยจำนวนโอน 392 ยูนิต มูลค่า 2,207 ล้านบาท ถ้าหากไม่มีการแทรกแซงกำลังซื้อ สามารถประเมินคร่าว ๆ ได้ว่าลูกค้าเมียนมาในปีนี้อาจมีการซื้อและโอน 8,000-9,000 ล้านบาท แต่การออกนโยบายใหม่ของรัฐบาลเมียนมา ทำให้การซื้อและโอนห้องชุดไทยมีภาวะชะงักงันชั่วคราว โดยค่าเฉลี่ยซื้อเฉลี่ยห้องละ 5.6 ล้านบาท ไซซ์ห้องเฉลี่ย 43.9 ตารางเมตร

ทั้งนี้ หากเทียบกับลูกค้ารัสเซีย มีการซื้อและโอนห้องชุดไทยในปี 2565 จำนวน 813 ยูนิต มูลค่า 2,682 ล้านบาท, ปี 2566 จำนน 1,260 ยูนิต 4,450 ล้านบาท และไตรมาส 1/67 โอน 295 ยูนิต 924 ล้านบาท

REIC แนะ Wait & See

อย่างไรก็ตาม ตลาดลูกค้าซื้อคอนโดฯไทย อันดับ 1 ตลอดกาลยังเป็นลูกค้าจีน โดยยุคก่อนโควิดมีการซื้อและโอน 7,000-8,000 ยูนิต มูลค่าตัวเลขกลม ๆ 31,000 ล้านบาท, ยุคโควิดปี 2563-2564 การโอนเหลือเฉลี่ยปีละ 4,000-5,000 ยูนิต มูลค่าเฉลี่ยปีละ 22,000 ล้านบาท, ปี 2565 เพิ่มเป็น 5,700 ยูนิต 29,000 ล้านบาท และปี 2566 เพิ่มขึ้นอีกเป็น 6,600 ยูนิต มูลค่าโอนสูงกว่ายุคก่อนโควิด อยู่ที่ 34,000 ล้านบาท

เทรนด์ลูกค้าเมียนมาในด้านการซื้อและโอนน่าจะหายไปสักพัก ส่วนจะนานแค่ไหนไม่สามารถตอบได้ เพราะปัจจัยหลักมาจากการเมืองภายในเมียนมา แต่ก็ยังเชื่อมั่นว่าดีมานด์ซื้อของลูกค้าเมียนมายังมีอยู่ตลอดเวลา เพราะคอนโดฯเมืองไทยซื้อได้ทั้งการอยู่อาศัยและสร้างผลตอบแทน เพราะการเมืองไทยถึงแม้จะเปลี่ยนรัฐบาลบ่อย แต่ในด้านการลงทุนซื้อหลักทรัพย์ถือว่ามีเสถียรภาพ และยังน่าลงทุนอยู่ดี ที่สำคัญ การซื้อคอนโดฯไทยส่วนใหญ่เป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงขึ้นในอนาคต

“ลูกค้าต่างชาติที่ซื้อคอนโดฯบ้านเรา จะเห็นว่าจีนครองแชมป์ตลอดกาล และการซื้อก็มีปริมาณครึ่งหนึ่งของตลาดลูกค้าต่างชาติทั้งหมด ส่วนลูกค้าเมียนมาที่มีปรากฏการณ์เบียดขึ้นอันดับ 2 แทนลูกค้ารัสเซียในไตรมาส 1/67 แนวทางการประเมินคือเป็นดีมานด์พิเศษที่ถูกกดดันจากปัจจัยการเมืองภายในเป็นหลัก รวมทั้งยอดซื้อและโอนของอันดับ 2 ตัวเลขยังห่างไกลกับอันดับ 1 หลายเท่าตัว” ดร.วิชัยกล่าว

อนันดาฯหันเจาะลูกค้าไต้หวัน

นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)

เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่สถานการณ์โควิดมียอดขายลูกค้าเมียนมาเพิ่มขึ้น ถึงแม้จะไม่ใช่สัดส่วนใหญ่แต่ก็เป็นตลาดที่น่าสนใจ ในส่วนของอนันดาฯมียอดขายลูกค้าเมียนมาจำนวนหนึ่ง เมื่อมีเหตุการณ์ที่มากระทบกับดีมานด์การซื้อ ได้ปรับกลยุทธ์หันไปโฟกัสเพิ่มยอดขายจากตลาดลูกค้าไต้หวันแทน ซึ่งการปรับตัวทำให้ยืดหยุ่นสูง เพราะตลาดเมียนมาขนาดตลาดยังไม่ใหญ่มาก และตลาดไต้หวันก็มีกำลังซื้อศักยภาพสูงอยู่ตลอดเวลา

“การทำธุรกิจยุคนี้ต้องไดนามิก มอนิเตอร์รวดเร็วและมีความยืดหยุ่นสูงในการปรับกลยุทธ์ กรณีตลาดลูกค้าเมียนมามีเซอร์ไพรส์จากนโยบายรัฐของเขา เราก็ปรับตัวหันไปเจาะตลาดอื่นมาทดแทน เหมือนกับตอนที่เศรษฐกิจไทยวิกฤต เราก็ปรับตัวไปเจาะลูกค้าต่างชาติมาทดแทน ตอนนี้จัดโรดโชว์ลูกค้าไต้หวันแทบทุกสัปดาห์ พฤติกรรมการซื้อของไต้หวันเป็นลูกค้าที่เริ่มเข้ามาช็อปคอนโดฯไทยก่อนเมียนมาด้วยซ้ำไป และกำลังซื้อศักยภาพก็สูงกว่าด้วย” นายประเสริฐกล่าว

ออริจิ้นฯเล็งเงินโอนประเทศที่ 3

ด้านนายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวเพิ่มเติมว่า พอร์ตลูกค้าคอนโดฯของลูกค้าเมียนมามีสัดส่วนไม่มากเพียง 5% การจะขยับทำให้ซื้อเหมือนในภาวะปกติทำได้ยาก ดังนั้น แนวทางปรับตัวของออริจิ้นฯ ต้องหันหัวรบไปเจาะกำลังซื้อชาวเมียนมาที่อาศัยในต่างประเทศทดแทน เช่น อาจเป็นนักธุรกิจและอาศัยในเมียนมา แต่มีเงินมีบัญชีในต่างประเทศ อาจจะอยู่ในสิงคโปร์ หรือประเทศอื่นๆ ก็ยังสามารถโอนเงินมาซื้อคอนโดฯไทยได้

“ปีนี้เราทาร์เก็ตลูกค้าเมียนมาไม่ถึง 500 ล้านบาท สามารถขยับปรับแผนได้ ซึ่งการโอนเงินมาซื้อคอนโดฯไทยไม่จำเป็นต้องโอนตรงจากประเทศที่เขาอาศัยอยู่ เหมือนกับกรณีลูกค้าจีนที่ลูกค้าก็โดนรัฐบาลจีนควบคุม Capital Control เหมือนกัน รวมทั้งการไปเจาะตลาดลูกค้าไต้หวันเพราะดีมานด์ซื้อน่าสนใจมาก ผมเพิ่งจัดโรดโชว์ไปออกบูท 2 โครงการ คอนโดฯปาร์ค ทองหล่อ กับโซโห รัชดา ก็ขายได้เป็นสิบ ๆ ยูนิตเลยนะ เป็นสัญญาณที่ดี ส่วนลูกค้าเมียนมาก็ต้อง Wait & See ถ้าการซื้อการขายติดขัด ก็หันไปโฟกัสตลาดอื่นมาทดแทนไปก่อน” นายพีระพงศ์กล่าว

ธุรกิจไทยแห่ปิดกิจการในเมียนมา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงที่ผ่านมาหลายธุรกิจที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (บจ.) ในไทย มีการแจ้งปิดกิจการในประเทศเมียนมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด บริษัท ทีพีบีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ TPBI แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯว่า การประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567 มีมติอนุมัติให้เลิกและชำระบัญชีบริษัทย่อย “TPBI & Myanmar Star Company Limited (TPBIMS)” ธุรกิจผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ พลาสติกทั่วไป เหตุผลเลิกกิจการมาจากความไม่แน่นอนในสภาวะเศรษฐกิจ และกฎเกณฑ์ในการดำเนินธุรกิจในเมียนมา

ย้อนเวลากลับไปช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา บริษัท คริสเตียนีและนีลเส็น (ไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ CNT ได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯว่า ได้จดทะเบียนเลิกกิจการบริษัทย่อย “บริษัท คริสเตียนีและนีลเส็น (เมียนมา)” เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2567

ขณะที่บริษัท เจนเนอรัล เอนจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GEL แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯว่า การประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2567 มีมติอนุมัติยกเลิกเงินลงทุน 45% ในกิจการร่วมค้า Wisdom Tree Investment (S) PTE. Limited และ Millcon Thiha GEL Limited ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ทำธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เหล็กรูปพรรณในเมียนมา เนื่องจากมีผลประกอบการขาดทุนต่อเนื่อง สาเหตุจากสถานการณ์การเมืองในเมียนมาไม่เอื้อในการประกอบธุรกิจ

นอกจากนี้ ช่วงปลายปี 2566 ที่ผ่านมา บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ GPI แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯว่า การประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 5/2566 เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2566 มีมติอนุมัติเลิกกิจการของบริษัทย่อย คือ GPI Myanmar Company Limited ทำธุรกิจจัดการแสดงสินค้าในเมียนมา ทุนจดทะเบียน 50,000 เหรียญสหรัฐ โดยบริษัทถือหุ้น 100% เนื่องจากปัจจุบันไม่ได้ประกอบกิจการทางการค้าแล้ว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สงคราม “เมียนมา” เดือดอีก ธุรกิจไทยถอย-อสังหาป่วน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...