โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Anxious Generation ถึงเวลาเข้าใจ ‘โรควิตกกังวล’ ที่กำลังพัดโหมใส่ Gen Y และ Gen Z มากที่สุดในบรรดาคนทุกรุ่น

Mirror Thailand

อัพเดต 21 มิ.ย. 2567 เวลา 06.02 น. • เผยแพร่ 21 มิ.ย. 2567 เวลา 06.02 น.
ภาพไฮไลต์

เมื่อพูดถึงปัญหาสุขภาพจิต คำตอบแรกๆ ที่คนนึกถึงอาจเป็น โรคซึมเศร้า ภาวะเบิร์นเอาต์จากการทำงาน หรือความเครียด แต่มีภาวะหนึ่งที่เรามักมองข้าม ทั้งที่ภาวะนี้ครองแชมป์โรคทางจิตเวชที่พบมากที่สุดในโลกมาตั้งแต่ปี 2019 อ้างอิงจาก WHO และนั่นก็คือ Anxiety Disorder หรือ โรควิตกกังวล นั่นเอง

Anxiety Disorderคือมวลความรู้สึกกังวลที่หนักข้อจนควบคุมลำบาก เกิดขึ้นในระยะเวลาต่อเนื่องยาวนาน แม้รับรู้ได้ว่าเป็นความกังวลที่ไม่สมเหตุสมผลกับสถานการณ์ เราก็หยุดมันได้ยาก เหมือนฉากที่เจ้าอารมณ์ Anxious (ชื่อไทย ‘ว้าวุ่น’) ในภาพยนตร์แอนิเมชัน Inside Out 2 พยายามควบคุมแผงคอนโซลการตอบสนองของตัวเอกวัยรุ่นชื่อไรลีย์ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน แต่สุดท้ายว้าวุ่นก็ตกอยู่ในความวิตกจนหยุดตัวเองไม่ได้เช่นกัน ผลลัพธ์เท่าที่เราเห็นในภาพยนตร์คือไรลีย์สงบตัวเองไม่ได้ หัวใจเต้นเร็วแรง ภาพอนาคตน่ากลัวมาจ่อรออยู่ตรงหน้าทั้งที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง

ไรลีย์ ‘ไม่รู้ตัว’ ว่าภาวะวิตกกังวลเล่นงานเธอเข้าให้แล้ว เพราะในทางความคิดเธอก็แค่กำลังพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุดเพื่ออนาคตของตัวเอง

นี่คือความท้าทายของภาวะวิตกกังวล เรารู้ตัวได้ยาก ยิ่งในยุคที่เรากดดันตัวเองเพื่อสร้างชีวิตที่ดี เอาตัวรอดในโลกที่ท้าทาย ใครบ้างจะไม่กังวล และเมื่อเรากังวล เราก็ใช้ถ้อยคำคุ้นเคยบอกตัวเองและคนรอบข้างว่า “อย่าคิดมาก” ภาวะนี้จึงกลายเป็นแค่สถานการณ์ในชีวิตประจำวันทั่วไป มันแนบเนียนจนเราไม่ได้ดูแล คนรอบข้างไม่ได้ตระหนัก น้อยคนตื่นตัวเพราะมันดูไม่อันตรายเหมือนภาวะซึมเศร้าที่เชื่อมโยงกับการฆ่าตัวตาย (ในการรับรู้ของเรา) ใครหยุดอาการนี้ไม่ได้ก็เสี่ยงถูกจัดกลุ่มเป็นแค่ ‘คนคิดมาก’ คนหนึ่ง จนกว่าผลเสียของมันจะสะสมจนออกอาการ

โดยสถิติแล้ว มีผู้คนทั่วโลกกว่า 301 ล้านคนได้รับผลกระทบจากโรคนี้ เป็นผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบมากกว่าผู้ชาย และตัวผู้เขียนเองก็เป็นผู้หญิงที่เคยรับการบำบัดรักษาโรคนี้มาด้วยตัวเอง แต่เราจะอธิบายให้เข้าใจได้อย่างไรว่าพวกเรารับรู้ถึงความหนักหนาของมันน้อยเกินไป

“มันเป็นเรื่องจริงพอๆ กับการป่วยเป็นโรคเบาหวานนั่นแหละ” คุณหมอ Jen Gunter กล่าวถึงโรควิตกกังวลในพอดแคสต์ Body Stuff ของ TED ไว้เช่นนี้ ซึ่งก็จริง โรคเบาหวานไม่ฆ่าเราในทันที แต่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตไปได้อีกนาน

สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิต สะท้อนว่าสถิติผู้ป่วยโรควิตกกังวลตีคู่คี่สูสีมากับโรคซึมเศร้า และในปีล่าสุด (2566) ก็กลับมาทะลุแซงหน้าไปเรียบร้อย ดูสถิติย้อนหลังไป 5 ปี ในจำนวนผู้รับบริการจิตเวชรายกลุ่มโรคเฉลี่ย โรควิตกกังวลก็ยังครองแชมป์อยู่ดี ที่น่าสนใจคือเมื่อก่อนผู้ป่วยจิตเวชมักเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด แต่ตอนนี้ยอดรวมผู้ป่วยสองโรคนี้พุ่งทะยานนำหน้าผู้ที่มีปัญหาจากยาเสพติดไปไกล เพราะปัญหาทางจิตใจเกิดจากปัจจัยทางสังคมและเรื่องปากท้อง มันใกล้ตัวเราขึ้นมาก

อีกเหตุผลที่เราต้องลุกขึ้นมาส่งเสียงว่าโรคนี้มีอยู่จริงและผลกระทบก็เป็นของจริง ไม่ใช่แค่เพราะมันนำไปสู่โรคซึมเศร้าได้ แต่เพราะกลุ่มวัยรุ่นคือคนกลุ่มที่ประสบปัญหาวิตกกังวลได้มากกว่าผู้ใหญ่ ตอนนี้ไม่ใช่แค่ Gen Y ที่รับบท ‘เดอะแบก’ ในฐานะ Sandwich Generation แต่ Gen Z ที่อยู่ในช่วงวัยรุ่นและวัยทำงานตอนต้นก็กำลังรับมือภาวะอาการนี้เช่นกัน คลื่นความวิตกกังวลกำลังถาโถมผู้คนในช่วงอายุที่ควรจะมีไฟมีแรงอย่างหนักข้อ จนเกิดเป็นคำเรียกว่า ‘Anxious Generation’

Jonathan Haidt อาจารย์และนักจิตวิทยาสังคมชาวอเมริกัน เจ้าของหนังสือ The Anxious Generation เล่าถึงหนึ่งสาเหตุสำคัญว่าเป็นเพราะชาว Gen Z คือคนรุ่นแรกที่เติบโตพร้อมกับโลกอินเทอร์เน็ตในมือถือที่ไม่เคยให้ความรู้สึกมั่นคง ถูกทำร้ายจากอุตสาหกรรมที่พยายามดึงยอด engagement โดยไม่ได้ศึกษาผลกระทบทางจิตใจมากพอ ข้อมูลพวกนี้เราอาจพอรู้อยู่แล้ว แต่ที่ลึกไปกว่านั้นคือสมองที่กำลังพัฒนารวมถึงการปฏิสัมพันธ์ในชีวิตจริงๆ ของ Gen Z ก็ได้รับผลกระทบจากสิ่งเร้านี้ไปด้วย พวกเขาคือคนรุ่นแรกที่ต้องเติบโตในสภาวะที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โจนาธานเปรียบเทียบว่าเหมือนเราส่งเด็กรุ่นแรกไปโตบนดาวอังคาร สภาพแวดล้อมที่ท้าทายของดาวอังคารย่อมมีผลและหล่อหลอมตัวตนพวกเขาได้มากกว่าผู้ใหญ่ที่เพิ่งไปถึงที่นั่น

เราไม่ควรลืมด้วยว่าโควิด-19 มีผลกระทบต่อทุกคนไม่เว้นวัยรุ่น พวกเขาขาดการเชื่อมต่อกัน เจอความโดดเดี่ยว เสียโอกาสเรียนรู้ชีวิตจริงๆ ไปหลายปี แต่ก็ถูกคาดหวังให้สำเร็จในระยะเวลาเท่าเดิม หรือเร็วขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ

โจนาธานชี้ว่ามีสัญญาณมาตั้งแต่ช่วงปี 2010-2015 ที่สถิติของวัยรุ่นที่ประสบภาวะวิตกกังวล ซึมเศร้า และมีความเสี่ยงฆ่าตัวตายในอังกฤษ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และออสเตรเลีย พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และเมื่อมองภาพกว้างของคนทุกเพศทุกกลุ่ม โรควิตกกังวลก็ครองสถิติเพิ่มขึ้นสูงสุดเมื่อเทียบกับภาวะและโรคทางจิตเวชอื่นๆ สถิติการทำร้ายตัวเองในวัยรุ่นหญิงยังเพิ่มสูงขึ้นถึง 3 เท่าตัวภายใน 10 ปี (2010 ถึง 2020) สอดคล้องไปกับการรายงานตัวเอง (self-report) ในกลุ่มวัยรุ่นว่ามีภาวะความวิตกกังวลและซึมเศร้ามากขึ้น แสดงว่ามีอะไรบางอย่างที่ทำให้ชีวิตของพวกเขาเปลี่ยนไปมากจริงๆ และไม่ใช่สัญญาณที่ดี

ผู้เขียนได้มีโอกาสทำงานที่ศึกษาข้อมูลสุขภาพจิตในกลุ่มวัยรุ่นไทย รวมถึงได้รับฟังอาจารย์ที่มีประสบการณ์ช่วยดูแลนักศึกษาที่เกิดปัญหาทางใจ ข้อมูลที่พบสอดคล้องกันคือเด็กๆ กดดันว่าจะทำได้ดีแค่ไหน จะทำให้ครอบครัวหรือใครต้องผิดหวังไหม ข้อมูลจากงานวิจัยเชิงคุณภาพของแพทย์หญิงนิดา ลิ้มสุวรรณ และคณะ ที่ศึกษาเจตนาและแรงจูงใจของพฤติกรรมทำร้ายตัวเอง (self-harm) ในวัยรุ่นไทย ก็พบว่าสาเหตุส่วนหนึ่งคือคำตำหนิต่อว่าและความคาดหวังด้านการศึกษา ในฐานะผู้มีประสบการณ์ตรง ผู้เขียนยืนยันได้ว่าสัญญาณของความวิตกกังวลจะดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเราเริ่มวนเวียนอยู่กับการห้ามทำผิดและต้องรับผิดชอบความรู้สึกคนรอบข้าง

อีกความรู้สึกหนึ่งที่วัยรุ่นกำลังเผชิญเช่นกันคือความรู้สึกเคว้งคว้าง เต็มไปด้วยคำถาม ไม่แน่ใจกับอนาคต เหมือนเรือกลางทะเลที่ไม่มีสมอ ไม่มีตัวช่วยเป็นหลักยึดให้รู้สึกมั่นคง

หนังสืออีกเล่มที่พูดถึงภาวะวิตกกังวลในคน Gen Y และ Gen Z คือ Generation Anxiety เขียนโดยนักจิตวิทยาคลินิก Lauren Cook เธอเปรียบเทียบยุคสมัยแห่งความวิตกกังวลว่าเหมือนการอยู่กลางทะเลที่มีปลาฉลาม (สัญลักษณ์แทนความกลัว) ดังนั้นทางเดียวที่จะรอดได้ก็คือเราต้องหัดโต้คลื่นให้เป็น ฉากทะเลเป็นภาพจินตนาการของผู้เขียนเช่นกันเวลานึกถึงอาการวิตกกังวล เพราะมันคือพื้นที่ไร้จุดจบของคำถามและความกลัว

ถึงอย่างนั้นเอง เหมือนที่เราได้เรียนรู้จาก Inside Out 2 ว่าทุกอารมณ์มีหน้าที่ของมันและจำเป็นต้องมีอยู่เพื่อบางสิ่ง เรามีเจ้าว้าวุ่นเป็นของตัวเองเพื่อให้ใช้ชีวิตอย่างรอบคอบไม่ประมาท ดังนั้นสิ่งแรกสุดที่ควรทำในการหัดโต้คลื่นก็คือการยอมรับว่าชีวิตมีเรื่องที่เรากลัวได้ กังวลได้ ยอมรับว่าเราทุกคนต่างลอยอยู่ในทะเลของตัวเอง แต่ถ้าเราไม่เกร็งตัวจนเกินไป เราจะหัดลอยตัวในมวลน้ำมหาศาลได้อย่างไม่ทุรนทุราย หายใจได้ เริ่มว่ายน้ำได้ มองเห็นทิศทางที่จะไปถ้าอยากแวะพักที่ฝั่ง การพยายามปฏิเสธเวลาความกังวลมาเยือนไม่ต่างจากการตื่นตระหนกที่ยิ่งทำให้เราสำลักน้ำมากขึ้น

ผู้เขียนคิดว่าเราน่าจะทำความรู้จักธรรมชาติทะเล เรียนรู้รู้วิธีโต้คลื่นในทะเล แต่ไม่ต้องรับผิดชอบพื้นที่ทั้งหมดของมัน เพราะหลายสิ่งที่เรากลัวในชีวิตไม่ใช่สิ่งที่ควบคุมได้ ในมุมนี้อีกสิ่งที่ดีมากๆ ในหนังสือของลอเรนคือการระบุชัดเจนว่าอีกสาเหตุของความวิตกกังวลในคนเจนนี้ คือบาดแผลทางจิตใจที่คนรุ่นเรารับช่วงต่อมาจากคนรุ่นก่อนหน้าอีกที สิ่งเหล่านี้เราไม่ได้เลือกให้เกิด แต่เรามีสิทธิ์จะลุกขึ้นมาทำความเข้าใจเพื่อตัวเราเองในวันข้างหน้า

หากรุ่นพ่อแม่ไม่ได้ให้น้ำหนักกับการดูแลสุขภาพจิตมากนัก สิ่งที่เป็นบาดแผลทางใจของพวกเขาย่อมถูกส่งต่อมาให้เราในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เช่นพวกเขาอาจไม่ทันรู้ตัวว่าการแบกรับความคาดหวังกดดันท่ามกลางสังคมดิ้นรนแข่งขัน ทำให้เขาโตมาเป็นคนเข้มงวดทั้งกับตัวเองและลูกหลาน และความเข้มงวดนี้ก็ก่อเกิดความรู้สึกกลัวกังวล ไม่เป็นอิสระ ไม่กล้าเป็นตัวเอง ส่งต่อกันไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีคนตระหนักรู้วงจรนี้และเริ่มแก้ไขผ่านการเยียวยาตัวเอง

ปัญหาสุขภาพจิตจึงไม่เคยเป็นเรื่องของปัจเจก มันผูกพันเชื่อมโยงพวกเราจากรุ่นสู่รุ่น จากวัฒนธรรม สังคมและเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ ลอเรนยกตัวอย่างชัดๆ ได้อย่างเห็นภาพว่าหนึ่งในฉลามตัวร้ายก็คือสังคมที่ยังมีการเหยียดหรือด้อยคุณค่าจากปัจจัยของเพศ เชื้อชาติ ความเชื่อ หรืออายุ ใครบางคนยังต้องใช้ชีวิตอยู่ในความกังวลว่าจะถูกทำร้ายหรือไม่เป็นที่ยอมรับแค่เพราะเขาเป็นตัวเอง ภาวะวิตกกังวลในหลายมุมจึงเป็นประเด็นที่ซีเรียส แสนห่างไกลกับคำตีตราว่าคิดมาก และไม่ใช่เรื่องน่ากังวลหยุมหยิมของผู้คนที่มีอภิสิทธิ์ (priviledge) ในชีวิต

ลึกที่สุดแล้ว เราต่างต้องการเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน อยู่ในสังคมที่เข้าใจความแตกต่างและเงื่อนไขของแต่ละคน วันนี้เราอาจเริ่มต้นได้ด้วยการเข้าใจว่าปัญหาสุขภาพจิตมีหน้าตาหลากหลาย เราจะเลิกกลบฝังความกังวลของคนใกล้ตัวโดยไม่ทันได้ฟังรายละเอียด เปิดพื้นที่คุยกันอย่างตรงไปตรงมาและช่วยกันแก้ไขอย่างเข้าใจ นั่นคือจุดที่ความกังวลจะเริ่มอ่อนกำลัง ทุกครั้งที่มีผู้คนกล้าบอกเล่าความกังวลออกมา นั่นคือสัญญาณที่ดังเตือน เราไม่ต้องวิ่งหนี ฟังมันให้ชัดและทำความเข้าใจ เพื่อรุ่นถัดไปจะไม่ต้องเสี่ยงเป็น Anxious Generation เหมือนที่เราเป็น

อ้างอิง

https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/anxiety-disorders

https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-35

https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-6

https://www.theguardian.com/books/2024/mar/24/the-anxious-generation-jonathan-haidt-book-extract-instagram-tiktok-smartphones-social-media-screens

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC10086118/

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...