วิธีวิทยาทางประวัติศาสตร์ ของชาญวิทย์ เกษตรศิริ | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
ตุลวิภาคพจนกิจ | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
วิธีวิทยาทางประวัติศาสตร์
ของชาญวิทย์ เกษตรศิริ
นักศึกษาที่ต้องทำวิทยานิพนธ์ประวัติศาสตร์คงจำได้ไม่ลืม ว่าปัญหาหนึ่งที่สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้ระหว่างทำวิจัยและเมื่อเขียนผลงานออกมาเป็นรูปแล่มเช่นวิทยานิพนธ์แล้ว
คำถามและวิจารณ์ที่มักได้รับจากอาจารย์ที่ปรึกษาคือใช้วิธีการศึกษาอย่างไร ไปอธิบายและหาวรรณกรรมวิธีการเหล่านั้นมาให้ดูด้วย
วันนี้ผมจะลองทำการบ้านกับ “Thailand : A Struggle for the Nation” ของชาญวิทย์ เกษตรศิริ
มรรควิธีหลักที่ชาญวิทย์ใช้ในการเขียนหนังสือเล่มนี้คือการอ่านเอกสารชั้นต้นที่เกี่ยวพันกับเรื่องและประเด็นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
เรียกว่าเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและจากห้องสมุด ซึ่งเป็นวิธีวิทยาที่พื้นฐานและทำกันทั่วไปเพราะข้อมูลประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่หรือแทบทั้งหมดล้วนถูกบันทึกในรูปแบบต่างๆ หมดแล้ว ไม่ต้องไปขุดค้นและเคาะหาเหมือนชาวโบราณคดีหรือมานุษยวิทยา
แต่ที่ให้ผลลัพธ์ต่างกันคืออยู่ที่ตัวนักวิจัยว่ามีประสบการณ์หรือชั่วโมงบินในสาขาวิชานี้มากน้อยและอยู่ในบริเวณไหนของประวัติศาสตร์
กล่าวในวงการประวัติศาสตร์ไทย การมีความสัมพันธ์กับผู้ใหญ่ที่มีปัญญาและความรู้ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ขาดไม่ได้
ยกตัวอย่างเช่น จิตร ภูมิศักดิ์ ใครจะคิดบ้างว่าเคยไปขอความรู้จากนักปราชญ์เช่นพระยาอนุมานราชธน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช และศึกษาจากนักเขียนสำคัญของอักษรสาส์น เช่น นายผี และ สุภา ศิริมานนท์ รวมถึงได้ทำงานแปลให้แก่ ดร.วิลเลียม เก็ตนีย์ นักภาษาศาสตร์อเมริกันมีชื่อที่มาทำวิจัยในไทย จนทำให้สถานทูตอเมริกาสมัยจะปลุกผีคอมมิวนิสต์ในไทย คิดว่าจ้างให้จิตรช่วยแปล Communist Manifesto ให้ที (ข้อมูลนี้ก็มาจากการบอกเล่าที่หาหลักฐานยืนยันจากสถานทูตอเมริกาไม่ได้)
ที่ใกล้ตัว เช่น อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ก็มีข้อมูลจากการพูดคุยกับผู้ใหญ่และคนในวงการต่างๆ มากมายอย่างคิดไม่ถึง
ข้อมูลเหล่านั้นอ้างลำบากเพราะไม่มีแหล่งที่มาอันรับรองได้
ประโยชน์ที่ให้คือเมื่อข้อมูลและความนึกคิดต่างๆ เหล่านั้นตกอยู่ในมือของนักประวัติศาสตร์ที่มีความสุกงอม เขาก็สามารถนำมันไปใช้ในการอธิบายและตีความการเกิดและดับของเหตุการณ์ต่างๆ ในประวัติศาสตร์ได้อย่างมีพลังมากกว่าการตีความอาศัยเพียงหลักฐานชั้นต้นจากห้องสมุดเท่านั้น
นอกจากมรรควิธีวิทยาทางประวัติศาสตร์แล้ว ปัจจัยอีกอย่างที่ผมใช้ในการทำความเข้าใจความคิดของนักประวัติศาสตร์หรือนักการเมืองก็ตาม ได้แก่ ปรัชญาทางสังคมอันได้แก่โลกทัศน์ (world view)
แนวคิดเชิงปรัชญานี้ครอบคลุมจุดยืนทางสังคมและการเมืองของนักวิชาการ ทำให้กรอบคิดมโนทัศน์ของเขาเอนเอียงไปทางใดทางหนึ่ง
เช่น ความคิดความเชื่อเรื่องธรรมชาติมนุษย์ สังคมและการเมืองว่าเป็นอย่างไร
ผมจึงไม่มีปัญหากับคนที่มีแนวคิดเอียงข้าง ขอให้แสดงออกอย่างตรงไปตรงมาตามความเชื่อ
ปรัชญาสังคมและการเมืองของชาญวิทย์จากผลงานเขียนจำนวนมากแสดงถึงจุดยืนของเสรีนิยมที่ก้าวหน้า
ความคิดเสรีนิยมที่เราพูดถึงทั่วไปหมายถึงการยอมรับในเสรีภาพทางการเมืองของปัจเจกบุคคล ระบอบการเมืองเป็นแบบประชาธิปไตยเสรีและเศรษฐกิจเสรี
แต่ความคิดเสรีนิยมในไทยไม่ค่อยมีน้ำหนักและฐานะอันน่าเชื่อถือเมื่อเทียบกับประเทศต้นตำรับเช่นยุโรปและอเมริกา
ผมคิดว่าสืบเนื่องมาจากการที่ชนชั้นนำจารีตนับแต่สมัยเปิดประเทศแล้วนำความคิดสมัยใหม่ตะวันตกเข้ามาใช้เป็นเครื่องมือไปบรรลุจุดหมายทางการเมืองของชนชั้นนำจารีต ตั้งแต่คณะเจ้านายและขุนนางในปี ร.ศ.103 ที่เสนอแบบแผนการปฏิรูปการปกครองสยามให้แก่รัชกาลที่ 5 มาถึงรัชกาลที่ 5 เอง ทั้งหมดยอมรับหลักคิดของเสรีนิยมทางการเมือง แต่ไม่ยอมรับการปฏิบัติให้เป็นจริงในการปฏิรูปสังคม
ผลคือความคิดเสรีนิยมกลายเป็น “เสื้อนอก” ความคิดที่ฟังดีแต่ทำไม่ได้หรือยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องทำ กลายเป็นหางเครื่องให้แก่ความคิดอนุรักษนิยมไทยไปเสียหมด
ชาญวิทย์ก็เหมือนกับนักวิชาการรุ่นทศวรรษปี ค.ศ.1960 ทั่วโลกที่เริ่มเปิดรับแนวคิดก้าวหน้าที่ต่อกรกับเสรีนิยมมาหลายทศวรรษ นั่นคือแนวคิดสังคมนิยม ที่ระยะโน้นได้รับการเผยแพร่ผ่านขบวนการนักศึกษาต่อต้านสงครามเวียดนาม
เวทีและสถานที่ในการเรียนประวัติศาสตร์ไทยของชาญวิทย์ก็เป็นอีกปัจจัยที่สำคัญยิ่ง หากเขาไม่ได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยคอร์แนลในยุคนักศึกษาอเมริกันปฏิวัติ ผมเชื่อว่าความรู้ประวัติศาสตร์ไทยของเขาก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง
และการทำงานวิชาการในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นับจากช่วงก่อน 14 ตุลา เป็นต้นมาก็จะไม่เป็นเช่นที่เราเห็น
คอร์แนลในทศวรรษปี 1970 เป็นหนึ่งของศูนย์กลางการเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษาอเมริกันฝ่ายซ้ายถึงสังคมนิยมที่ออกมาประท้วง ประกาศจุดยืนทางการเมืองที่คัดค้านรัฐบาลอเมริกันจากประธานาธิบดีจอห์นสันถึงนิกสัน
ไม่เป็นการบังเอิญที่โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา (Southeast Asian Studies Program-SEAP) กลายเป็นแหล่งผลิตความคิดและวิชาการในการต่อต้านนโยบายรัฐบาลอเมริกันในการทำสงครามในเวียดนาม
การเคลื่อนไหวไม่ได้เริ่มจากนักศึกษาเท่านั้น หากที่สำคัญมาจากอาจารย์โดยเฉพาะจากอาจารย์ใหญ่ของสถาบันคือศาสตราจารย์จอร์จ เคฮิน (George McT. Kahin) ผู้เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งโครงการซีส์และเป็นหัวหน้า และก่อตั้งโครงการอินโดนีเซียศึกษาที่โด่งดังไปทั่ว
เคฮินเดินสายและปาฐกถาและเขียนถึงข้อเท็จจริงของสงครามนี้ไปทั่ว ชื่อเสียงและบารมีของเขาทำให้คณะกรรมาธิการต่างประเทศของสหรัฐเรียกเขาไปให้การ (testify)
ชาญวิทย์เรียนกับ อ.เดวิด วัยอาจ ก็จริง แต่อาจารย์ที่ปรึกษาที่มีอิทธิพลต่อความคิดและวิธีวิทยาของเขาอย่างมากได้แก่ อาจารย์เบน แอนเดอร์สัน ซึ่งเป็นศิษย์คนโปรดของเคฮิน เป็นนักอินโดนีเซียแต่แรกแล้วค่อยหันมาการเมืองไทยแล้วไปจบที่ฟิลิปปินส์ ภายหลังจากที่เขาถูกแบนจากทางการอินโดนีเซียไม่ให้เข้าประเทศเพราะเขียนเปิดโปงการทำรัฐประหารของคณะซูฮาร์โตอย่างไม่หวาดเกรง เบนจึงหันความสนใจมาที่การเมืองไทยซึ่งเพิ่งผ่านการปฏิวัติเดือนตุลา
คนที่เคยเสวนาและพูดคุยกับเบน จะพบว่าการตั้งคำถามของเบนเป็นการให้การศึกษาทางอ้อมที่ยอดมาก
หลายปีก่อนโน้น หลังจากนิธิใช้เวลาในการเขียนวิทยานิพนธ์ที่บ้านเบนอยู่หลายเดือน เขาเคยเสนอว่าแทนที่จะส่งอาจารย์ไทยไปเรียนปริญญาเอกในคอร์แนล ซึ่งยากและแพงมาก เราควรส่งอาจารย์ไทยที่มีความต้องการจะเรียนต่อจริงๆ ให้ไปพำนักอยู่กับเบนสักปีหรือสองปี แล้วเรียนรู้ผ่านการคุยในโต๊ะอาหารจากเช้ากลางวันถึงเย็น รับรองว่าเขาจะกลับมาพร้อมด้วยวิธีวิทยาและกรอบคิดมโนทัศน์ที่วิพากษ์จำนวนมาก
สิ่งเหล่านี้คือความรู้เชิงประจักษ์ ที่ได้มาจากการปะทะสังสรรค์ในเวทีสาธารณะอย่างเปิดเผย ที่ไม่มีขนบธรรมเนียมหรืออิทธิพลจากอำนาจที่มองไม่เห็นกำกับอยู่ เป็นการศึกษาทางภูมิปัญญาที่แท้จริง ความคิดของ อ.นิธิที่น่าสนใจยิ่งนี้ซึ่งผมเห็นด้วยพันเปอร์เซ็นต์ไม่เคยนำไปปฏิบัติที่ไหนเลย มันตกหล่นอยู่ใต้ต้นทองกวาวข้างเชิงดอยนั่นเอง
ชาญวิทย์จึงเป็นนักวิชาการไทยน้อยคนในสำนักวันโอทูที่ได้รับและฝึกวิทยายุทธ์นี้กับครูเบน แอนเดอร์สันอย่างใกล้ชิดและลึกซึ้งคนหนึ่ง
แนวการวิพากษ์และตั้งคำถามแทนการวิจารณ์อย่างตรงๆ เห็นได้ตลอดการเดินเรื่องในหนังสือประวัติศาสตร์ไทยเล่มนี้
ตั้งแต่ความพยายามของรัชกาลที่ 6 ในการเชื่อมต่อสุโขทัยกับรัตนโกสินทร์และราชวงศ์จักรี โดยผ่านการประดิษฐ์สร้างหลักฐานใหม่ผ่านการเขียนประวัติศาสตร์ไทยใหม่และการแสดงละครอิงประวัติศาสตร์ให้เห็นว่าความเชื่อมโยงระหว่างรัชกาลที่ 6 กับพระร่วงเป็นเรื่องจริงตามวิธีการทางประวัติศาสตร์
ผู้เขียนกล่าวในหนังสืออย่างเรียบๆ ว่า “มันเป็นเรื่องที่ยากมาก แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะพิสูจน์ความเชื่อมโยงดังกล่าว แต่ชาติและชาตินิยมอาจจินตนาการอะไรที่ไม่อาจพิสูจน์ได้” (หน้า 20)
เมื่อพูดถึงกษัตริย์กับนวมินทราธิราชในสมัยรัชกาลที่ 9 ปัญญาชนอนุรักษนิยมคนสำคัญคือ อานันท์ ปันยารชุน กล่าวปาฐกถาในงานสัมมนานักประวัติศาสตร์เอเชียถึงฐานะและความยิ่งใหญ่ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ว่าได้ขึ้นครองราชย์อย่างไรและเมื่อไร เมื่ออ่านและฟังก็ไม่เห็นอะไรที่ต่างไปจากที่รับรู้กันทั่วไปในสื่อมวลชน
แต่ผู้เขียนสะกิดให้เห็นว่าอานันท์พูดว่าการขึ้นครองราชย์นี้ “เป็นอุบัติเหตุ” แต่ก็ไม่ได้พูดถึงการสวรรคตอย่างน่าสลดใจของรัชกาลที่ 8 แทนที่ด้วยการพรรณนาถึงคุณสมบัติของธรรมราชาและทศพิธราชธรรมที่ทำให้พระองค์ได้รับฉันทามติให้ทรงราชย์ในปี 2489
ตรงนี้ชาญวิทย์เติมความเห็นว่า “แต่อานันท์งดในการระบุว่าในเวลานั้นนายกรัฐมนตรีปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้เสนอชี่อของรัชกาลที่ 9 ให้แก่รัฐสภาสำหรับการอนุมัติต่อไป” (หน้า 70) ทำนองเดียวกัน เมื่อพูดถึงการเข้าไปเกี่ยวข้องทางการเมืองของพระองค์ อานันท์ก็อ้างถึงแต่กรณี 14 ตุลา และพฤษภาเลือด 2535 แต่เงียบต่อเหตุการณ์นองเลือดและรัฐประหารที่นำไปสู่เหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม 2519
สุดท้ายการให้ความสำคัญต่อบทบาทของ “สมเด็จย่า” ก็มาจากวิธีวิทยาแบบเบเนดิกต์ แอนเดอร์สัน ที่ชอบมองไปยังบริเวณและคนที่ไม่ได้รับความสนใจเนื่องจากเพศสภาพหรือเชื้อชาติ นี่เองที่ทำให้ชาญวิทย์ทำให้ประวัติศาสตร์ไทยฉบับนี้แหวกแนวจากที่เคยทำกันมา
ไม่ใช่เพราะพูดและเสนอตัวละคนที่เป็นคนหัวรุนแรงเป็นซ้ายหรือคอมมิวนิสต์ ตรงกันข้ามเขาเสนอภาพด้านลึกของ “สมเด็จย่า” ในฐานะและบทบาทที่ขับเคลื่อนโครงการสังคมสงเคราะห์ต่างๆ บนโครงข่ายทางการเมืองระหว่างประเทศ (สหรัฐ) กับภายในประเทศ (การปราบคอมมิวนิสต์และฝ่ายต่อต้านรัฐบาล)
ทั้งหมดนั้นมีส่วนในการเสริมสร้างพัฒนาการทางการแพทย์อาสาสมัครที่กลายเป็นเสาหลักของการสาธารณสุขไทยที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงยิ่งเมื่อเทียบกับพัฒนาการสังคมด้านอื่นๆ
หนังสือปิดท้ายด้วยการถามถึงอนาคตทางการเมืองว่ายังมีความหวังไหม ท่ามกลางการฟื้นคืนชีพของระบอบอำนาจนิยมภายหลังรัฐประหารสองครั้งในทศวรรษที่ผ่านมา
“ประเทศไทยปัจจุบันจะสามารถเอาตัวรอดจากวิกฤตที่ดำรงอยู่นี้ได้หรือไม่ มีแต่เวลาและประวัติศาสตร์เท่านั้นที่อาจบอกได้”
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วิธีวิทยาทางประวัติศาสตร์ ของชาญวิทย์ เกษตรศิริ | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com