โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ย้อนเวลาประทับรักท่านอ๋องทรราช

นิยาย Dek-D

อัพเดต 04 พ.ย. 2566 เวลา 06.33 น. • เผยแพร่ 04 พ.ย. 2566 เวลา 06.33 น. • ฮวาเฟิ่งหวง
ด้วยคำอธิษฐานอันแรงกล้า ส่งให้นางย้อนเวลากลับมาเพื่อเปลี่ยนแปลงชะตาของครอบครัว แต่ทว่าเหตุใดสามีทรราชผู้ที่มอบความตายให้นางในอดีตจึงได้เปลี่ยนไปด้วยเล่า!

ข้อมูลเบื้องต้น

อัพทุกวัน

เช้า 10:30 น. เย็น 19:30 น.

กด ❤️ ขอ comments เป็นกำลังใจให้กันด้วยนะคะ

????????อ่านฟรี 7 วัน จากนั้นไรท์จะไล่ติดเหรียญนะคะสำหรับรายตอนจะไม่ลงตอนพิเศษนะคะ เพราะติดถูกกว่า Ebook ค่ะ แต่อ่านจบไม่ค้างแน่นอนค่ะ????????

*กรุณาคอมเม้นอย่างสุภาพนะคะ ????

*ช่วงเวลาอัพงานข้างต้น ช่วงเช้าอัพ 14 วัน หลังจากนั้นจะเป็นการอัพเฉพาะช่วงเย็นค่ะ

.

.

.

.

.

.

บทที่ 1 ราตรีแห่งคืนวสันต์[1]

บทที่ 1

ราตรีแห่งคืนวสันต์[1]

ดวงตาคู่งามแดงก่ำไปด้วยความโกรธแค้น แม้ภายในหัวใจจะไร้ความรักดั่งบุรุษและสตรี แต่หาได้ไร้ความรู้สึกผูกพันไม่ ถึงอย่างไรทั้งสองก็เป็นสามีภรรยากันอย่างถูกต้อง ฝ่ามือเล็กสั่นเทาไปด้วยความโกรธและความผิดหวัง ด้านหลังของนางคือร่างไร้วิญญาณของครอบครัว ซากศพที่ถูกบั่นคอจนเลือดเจิ่งนองทั่วพื้น กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งเสียจนน่าเวียนหัว

เป่าซูเม่ยประคับประคองถ้วยยาพิษด้วยฝ่ามืออันสั่นเทา แรงกดดันจากบุรุษผู้นั่งอยู่บนเก้าอี้ราวกับราชสีห์ตัวใหญ่ ดวงตาเรียวคมที่มักฉายความเย็นชาอย่างเสมอต้นเสมอปลายจ้องมองเป่าซูเม่ยไม่ต่างอะไรไปจากสัตว์ตัวหนึ่ง ไม่มีถ้อยคำใดเอื้อนเอ่ยออกมา แต่นางรับรู้ได้ว่าหากไม่ดื่มโดยเร็ว ดาบที่เคยบั่นคอสกุลของนางเมื่อครู่ จะต้องตวัดลงบนคอนางเป็นแน่

ดวงตาคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อยก่อนจะก้มหน้าลงยกถ้วยยาพิษขึ้นดื่มด้วยตนเอง

“อึก!”

ความร้อนผ่าวด้วยสัมผัสของยาพิษอาบลำคอของนาง ไหลลงไปเรื่อยๆ ซึมแทรกเข้าไปแพร่กระจายทุกส่วน ราวกับถูกไฟแผดเผา เป่าซูเม่ยทรุดลงพื้นด้วยความเจ็บปวดทรมาน ยาพิษกลายเป็นส่วนหนึ่งของเลือดในกาย เข้าทำลายทุกประสาทสัมผัสการรับรู้

ร่างของนางนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นเย็นเฉียบ แต่สิ่งที่เย็นยิ่งกว่าก็คือร่างกายของนาง สีเลือดฝาดค่อยๆ เลือนหาย แทนที่ด้วยสีเทาเข้มไร้สีเลือด ดวงตาของเธอมองผู้คนในสกุลด้วยความรู้สึกผิด

…เจ้าแม่กวนอิมเจ้าคะ เหตุใดเม่ยเอ๋อร์จึงได้มีจุดจบเช่นนี้เจ้าคะ สกุลของเม่ยเอ๋อร์มิได้กระทำความผิดใด แม้แต่ตัวเม่ยเอ๋อร์เองก็หาได้กระทำความผิดไม่ เม่ยเอ๋อร์มิได้รับความยุติธรรม เจ้าแม่กวนอิมได้โปรดเมตตา อย่างน้อยช่วยทวงความบริสุทธิ์ให้กับสกุลของเม่ยเอ๋อร์ แม้ต้องแลกด้วยจิตวิญญาณทั้งหมดไหนเลยเม่ยเอ๋อร์จะอิดออด เจ้าแม่กวนอิมเจ้าคะ…เจ้าแม่…กวนอิม…

พรึ่บ!

“เฮือก!!”

สตรีตัวน้อยสูดหายใจเข้าลึกราวกับคนขาดอากาศหายใจมาช่วงหนึ่ง ร่างของนางทรุดลงบนพื้น ดวงตากลมเอ่อคลอไปด้วยน้ำตา สองมือยกขึ้นกอบกุมรอบลำคอของตน เลื่อนลงมาที่ลิ้นปี่ หน้าอก…

…หัวใจ? หัวใจของข้า เหตุใดจึงเต้นแรงเช่นนี้ หรือว่าเพราะกำลังจะตาย?…

แต่เหตุใดกลับไร้ความเจ็บปวดราวกับโดนแผดเผาไปทั่วร่างเช่นนี้ ราวกับ…ไม่เคยดื่มยาพิษมาก่อน ดวงหน้าหวานมีหยาดน้ำตาอาบข้างแก้มช้อนขึ้นมองสภาพแวดบ้อมเบื้องหน้า

“…!!”

ที่นี่ไม่ใช่เรือนรับรอง แต่เป็น…ห้องของบุรุษผู้อำมหิตผู้นั้น!!

“เฮือก!!”

เพียงแค่นึกถึงดวงตาแข็งกร้าวและเย็นชา หัวใจของนางก็กระตุกอย่างรุนแรง นางมองสำรวจไปทั่วทั้งห้อง ความทรงจำบางอย่างเมื่อหลายปีที่แล้วหวนย้อนกลับมา อีกทั้งอาภรณ์สีแดงสดและปักดิ้นด้ายสีทองพวกนี้นางคุ้นเคยมันดีมากกว่าผู้ใด

“ปะ เป็นไปไม่ได้”

เป่าซูเม่ยรีบผุดลุกขึ้นแล้วเดินตรงไปที่คันฉ่อง ดวงตาคู่งามพินิจดวงหน้าที่ดูอ่อนเยาว์ของตนด้วยความตกตะลึง ในคืนราตรีแห่งวสันต์นั้นนางจดจำได้ทุกตารางนิ้วของเครื่องประทินโฉม รวมถึงอาภรณ์ที่ถูกเลือกสรรมาอย่างดีให้สมกับฐานะของตนรวมถึงผู้เป็นสามี

…นี่มันคืนเข้าหอของข้า!…

“ไม่ ไม่ได้ ถึงข้าจะยังไม่แน่ใจ แต่ว่าแบบนี้ไม่ได้!”

สตรีตัวน้อยพึมพำคล้ายคนเสียสติ สองฝ่ามือขาวตบหน้าตัวเองจนขึ้นสีแดงก่ำเสียยิ่งกว่าสีของเครื่องประทินโฉมเพื่อพิสูจน์ว่าสถานการณ์ในตอนนี้เป็นความฝันหรือความจริง

…ทุกสิ่งอย่างคล้ายกับเรื่องราวในอดีต หรือว่า…เจ้าแม่กวนอิม…เจ้าแม่กวนอิมเมตตาข้า?…

นางยังจำความหวังอันเรืองลางได้เป็นอย่างดี ความหวังช่วงสุดท้ายก่อนที่ความตายจะมาเยือน นางเกือบได้ไปน้ำพุเหลืองแล้วแต่กลับย้อนเวลามาเมื่อสิบปีก่อน ราวกับเจ้าแม่กวนอิมต้องการให้นางได้แก้ไขอดีตของตนแทนการทวงความยุติธรรมให้กับคนตาย

“ก่อนอื่นข้าต้องหนี!”

คิดได้ดังนั้นนางก็วิ่งไปเปิดประตูห้อง แล้ววิ่งออกไปจากจวนทันที เหล่าบริวารข้ารับใช้ที่คอยปรนนิบัติต่างไม่ทันได้คิด ใครจะคิดล่ะว่าเจ้าสาวจะวิ่งออกมาจากเรือนนอนก่อนที่เจ้าบ่าวจะร่วมหอด้วย จึงไม่มีใครสามารถห้ามนางได้ทัน ไม่สิ จะว่าไม่มีก็ใช่ แต่ว่าไม่สนใจนั้นถูกต้องกว่า

สองเท้าเปล่าวิ่งไปบนพื้นดินเย็น อาภรณ์สีแดงงดงามชายยาวลากพื้น จุดมุ่งหมายของนางคือจวนสกุลเป่าซึ่งอยู่ไกลออกไปหลายร้อยลี้[2]นางไม่คิดที่จะวิ่งหรือเดินทางอย่างคนไร้หัวคิด เพียงแต่นางต้องการหลีกหนีไปให้พ้นจากเขตปกครองของสกุลอี้หยางให้ได้มากที่สุด

เสียงฝีเท้าของม้าเร็วดังมาแต่ไกล ด้วยความฉงนใจจึงหันกลับไปดู ทว่าในตอนนั้นเองที่เอวบอบบางถูกโอบรัดแล้วยกขึ้นจนเท้าลอยจากพื้น ก่อนจะถูกดึงขึ้นมานั่งบนหลังม้า ตัวของนางถูกโอบเข้าแนบชิดกับแผงอกแกร่งของบุรุษ เมื่อนางช้อนดวงหน้าขึ้นมองก็เห็นว่าบุรุษที่นางซบอกอยู่นี่คืออี้หยางเซียวหมิ่น บุรุษที่นางถึงขั้นยอมวิ่งออกมาด้วยเท้าเปล่าเพื่อหนีเขา!

“ปล่อยข้านะ!”

นอกจากชายตามองด้วยความเย็นชาแล้ว อี้หยางเซียวหมิ่นก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดนอกจากกระชับอ้อมแขนโอบกอดสตรีตัวน้อยเพื่อไม่ให้พลาดตกจากหลังม้า เป่าซูเม่ยยังคงไม่ละความพยายาม นางไม่ต้องการใช้ชีวิตหลังแต่งงานกับบุรุษผู้นี้ถึงสองครั้ง

เมื่อควบม้ามาจนถึงจวน อี้หยางเซียวหมิ่นก็ส่งตัวนางให้กับตันหรานก่อนจะกระโดดลงจากหลังม้าตามมา ถอดอาภรณ์ชุดคลุมออกส่งให้กับบริวารรับใช้ก่อนจะหันเหความสนใจมาที่สตรีตัวสูงเท่าอกของตน

“เหตุใดสตรีที่เพิ่งตบแต่งเช่นเจ้า จึงออกมาจากเรือนหอทั้งที่ยังมิได้ร่วมหอกับเจ้าบ่าวกัน?”

“ข้าไม่ต้องการแต่งงานกับท่าน!”

“เช่นกันแม่นาง แต่เหตุใดจึงไม่คัดค้านก่อนหน้านี้เล่า? เสนาบดีเป่าก็ดูหวงแหนเจ้า หากเจ้าเอ่ยปากไหนเลยจะไม่ฟังเจ้า”

เป่าซูเม่ยชะงัก นั่นเป็นเรื่องจริงที่นางปฏิเสธไม่ได้ แม้การแต่งงานจะถูกจัดขึ้นด้วยความเห็นของผู้อาวุโสทั้งสองฝ่าย แต่หากเป่าซูเม่ยไม่เห็นดีเห็นงามด้วย งานแต่งงานครั้งนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น เพราะนางเป็นบุตรีที่ผู้อาวุโสให้ความเอ็นดูเป็นพิเศษ

“นั่น…”

“ช่างเถอะ ตันหรานพานางไปรอที่ห้องหอ”

“เจ้าค่ะ หมิ่นอ๋อง”

เมื่อได้รับคำสั่งก็พาเป่าซูเม่ยกลับเข้าไปในห้องหอทันที แน่นอนว่าเป่าซูเม่ยไม่ได้ขัดขืนแต่อย่างใด ถูกพากลับมาเช่นนี้แล้ว หากขัดขืนจะยิ่งเสื่อมเสียชื่อเสียงทั้งตนเองและวงศ์ตระกูล

…ถึงอย่างไรในคืนเข้าหอ อี้หยางเซียวหมิ่นก็ไม่เข้ามาในห้องหออยู่แล้ว ทว่าข้ามิยักกะรู้ว่าเขากลับมาช่วงเวลานี้…

แอ๊ด…

เสียงประตูเปิดออกพร้อมกับร่างสูงกำยำในอาภรณ์สีคู่กันกับเป่าซูเม่ย สตรีตัวน้อยก้าวถอยหลังซึ่งเป็นปฏิกิริยาของร่างกายที่นางเองก็ไม่รู้ตัว อี้หยางเซียวหมิ่นมองท่าทางของนางด้วยความฉงนใจ

…นาง ไม่เหมือนกับก่อนหน้านี้ สตรีเรียบร้อยไร้ปากเสียง เหตุใดจึงมีท่าทีขี้ระแวงเช่นนี้ืหรือไม่พอใจที่ต้องร่วมหอกับข้า ทั้งที่เป็นคืนวสันต์อย่างนั้นหรือ?…

อี้หยางเซียวหมิ่นเอ่ยคิดอย่างไม่พึงพอใจ แม้ตนจะไม่ใช่บุรุษผู้ยอดเยี่ยมในสามภพ แต่ก็เป็นบุรุษที่เก่งรอบด้านไม่แพ้เทพเซียน ความจริงแล้วอี้หยางเซียวหมิ่นไม่คิดจะย่างกรายเข้ามาในคืนเข้าหอ เพราะไม่ประสงค์มีสัมพันธ์กับนาง ทว่า…

“เจียงไฉ ไปเอากำยานหอมมาให้ข้า”

บุรุษได้เปลี่ยนใจแล้ว หากปล่อยไปเช่นนี้จะเกิดข่าวลือเสียหายได้ว่าตนไม่อาจมัดใจสตรีในคืนวสันต์ อีกอย่างหากข่าวลือที่ตนไม่ได้ร่วมหอกับนางแพร่งพรายออกไป เกรงว่าจะเป็นการดูถูกสกุลเป่า

…กำยานหอม อย่าบอกนะว่า…กำยานหอมระเหยปลุกกำหนัด!? ไม่ๆ อาจจะไม่ใช่ เม่ยเอ๋อร์ เจ้าอย่าได้คิดเช่นนั้น มีเหตุผลอะไรที่คนอย่างอี้หยางเซียวหมิ่นจะใช้กำยานหอมระเหยปลุกกำหนดกับข้า!…

ถึงจะคิดเช่นนั้น ทว่า…สตรีก็ยังเป็นสตรีอยู่วันยังค่ำ ตั้งแต่ไหนแต่ไรนางหวงแหนร่างกาย แม้แต่กับสามีในชาติก่อนนางก็ไม่ได้ให้เชยชม ไม่ใช่ว่านางหวงถึงเพียงนั้น ถึงจะเป็นสตรีที่หวงแหนร่างกาย แต่ด้วยขนบธรรมเนียมประเพณีนางจึงรู้ว่าควรถวายร่างกายให้กับผู้ใด ทว่าคนผู้นั้นในชาติก่อนไม่ได้สนใจใยดีนาง จึงไม่ได้ปรนนิบัติเฉกเช่นสตรีในห้องหอ

“นั่งเถอะ ยืนเช่นนั้นมิเมื่อยหรือ?”

“ซะ ซูเม่ยแข็งแรงเจ้าค่ะ”

“จริงของเจ้า…วิ่งเร็วเช่นนั้น ถ้ามิใช่ม้าเร็วก็คงวิ่งตามเจ้าให้ทันได้ยาก คงแข็งแรงจริงๆ”

เป่าซูเม่ยสะดุ้งเฮือก พวงแก้มขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความอับอาย กระนั้นนางก็ยังทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ อี้หยางเซียวหมิ่นกระตุกยิ้มที่มุมปากก่อนจะสาวเท้าก้าวเดินไปข้างหน้า เป่าซูเม่ยใจเต้นระรัว ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้ นางไม่ได้มองว่าอีกฝ่ายเป็นสามี แต่มองว่าบุรุษที่อยู่ในห้องเดียวกันนั้นเป็นศัตรูที่เข่นฆ่าสกุล…รวมถึงตัวนาง!

อี้หยางเซียวหมิ่นเดินมาจนถึงตัวของนาง ทว่าสตรีตัวน้อยก็เบี่ยงกายหลบทำให้บุรุษได้แต่ยกยิ้มมุมปากน้อยๆ แล้วเดินผ่านเลยตัวนางมา ทว่า…หมุนตัวกลับเข้าชิดแผ่นหลังเล็กแล้วโน้มหน้าลงไปใกล้กับใบหู

“ว้าย!!”

ด้วยความตกใจ สตรีตัวน้อยย่นคอหนี แล้วหันไปผลักแผงอกกว้างให้พ้นตัว ทว่าฝ่ามือหยาบกร้านก็คว้าข้อมือของนางเอาไว้ทำให้ตัวนางเองก็ล้มตามบุรุษมาด้วย ที่แย่กว่าคือตัวนางล้มทับอี้หยางเซียวหมิ่นที่ถอยหลังจากการถูกผลักเมื่อครู่มานั่งอยู่บนเตียงพอดิบพอดี

[1] ราตรีแห่งคืนวสันต์ = คืนเข้าหอ

[2] หลี่ หรือ ลี้ หรือ 1 หลี่(ลี้) = 500 เมตร

บทที่ 2 กำยานปลุกกำหนัด

บทที่ 2

กำยานปลุกกำหนัด

ในตอนนั้นเองที่อี้หยางเซียวหมิ่นโอบเอวบาง แล้วหมุนตัวนางให้อยู่ใต้ร่างของตนแทน เป็นจังหวะเดียวกับที่ตันหรานเปิดประตูเข้ามา เนื่องจากเจียงไฉเป็นบุรุษจึงไม่อาจหาญก้าวเข้ามาในห้องหอของผู้เป็นนายในยามนี้

อี้หยางเซียวหมิ่นตวัดสายตามองตันหราน แม้ตันหรานจะไม่ได้เบนสายตามองมาที่อี้หยางเซียวหมิ่นและเป่าซูเม่ย แต่ก็รับรู้ได้ถึงสายตาของบุรุษ

“จุดกำยานทั้งหมดที่เจ้าเอามา แล้วออกไปซะ”

“เจ้าคะ”ตันหรานรับคำสั่งก่อนจะรีบจุด รีบออกไป จากน้ำเสียงและหางตาที่เหลือบเห็นท่าทางของคนทั้งสองแล้ว ดูเหมือนนางจะมาขัดจังหวะ

…ข้าคิดว่าหมิ่นอ๋องจะมิสนใจหวางเฟยเสียอีก เหตุใดท่าทีจึงเปลี่ยนไปเช่นนี้ อีกทั้งยังรีบร้อนไล่ข้าอีก…

“ทะ ท่าน! นั่นคือกำยานกระไรหรือเจ้าคะ!?”

“ในคืนวสันต์ เจ้าคิดว่าควรใช้กำยานกระไรหรือ?”

ไม่ว่าเปล่า อี้หยางเซียวหมิ่นยังยื่นหน้าไปจนเกือบชิด ดวงตาประสานตาราวกับกำลังค้นหาบางอย่างซึ่งซุกซ่อนอยู่ภายใน

ฝ่ามือเล็กแตะแผงอกกว้างแล้วออกแรงดันออก อี้หยางเซียวหมิ่นที่ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะปฏิเสธตน จึงกระเด็นตามแรงผลักของนาง เป่าซูเม่ยกระเถิบถอยออกห่าง เว้นระยะพอสมควร ก่อนจะจ้องมองดวงตาของบุรุษ…

“ข้าและหมิ่นอ๋อง ต่างเต็มใจกับการแต่งงานในครั้งนี้เพื่อผลประโยชน์ของทั้งสองสกุล ซูเม่ยผู้นี้เล็งเห็นว่าขนบธรรมเนียมบางอย่างจึงควรปล่อยผ่านไปดีหรือไม่ โปรดหมิ่นอ๋องพิจารณา”

ยกฝ่ามือทับซ้อนกับภายใต้ชายอาภรณ์ยาว ก่อนจะยกขึ้นแล้วก้มหน้าลงเป็นการแสดงความเลื่อมใสอีกฝ่าย

“เม่ยเอ๋อร์…”

เป่าซูเม่ยสะดุ้งเมื่อบุรุษเอ่ยเรียกชื่อนางเสียสนิทสนม ดวงตาคู่นั้นจ้องมองมาที่นาง เป่าซูเม่ยเผลอกำมือแน่นด้วยความประหม่า แม้จะยังไม่รู้แน่ชัดถึงสถานการณ์ในตอนนี้ เรื่องราวต่างจากในอดีตเล็กน้อยทำให้เป่าซูเม่ยเริ่มสับสนว่าสรุปแล้ว นี่คือความจริงหรือความฝัน ทว่าดวงตาของบุรุษทำให้นางหวาดหวั่นเหลือเกิน ดวงตาของอ๋องทรราชผู้ฆ่าได้แม้กระทั่งเชื้อสายตนเอง

“จุดกำยานไปแล้ว ถือว่าตัดสินใจไปแล้ว เจ้าอาจจะไม่รู้เพราะเราเพิ่งได้พูดคุยกันก็วันนี้…แต่อี้หยางเซียวหมิ่นผู้นี้พูดแล้วมิคืนคำ ตัดสินใจแล้วตัดสินใจเลย”

เป่าซูเม่ยเผลอลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่อย่างยากลำบาก ไม่ต้องการแสดงให้บุรุษตรงหน้ารับรู้ว่านางกำลังหวาดกลัว

“อีกอย่าง…”

“อ๊ะ!?”

แขนบอบบางถูกกระชากจนสตรีตัวน้อยเซถลาเข้าสู่อ้อมอกของบุรุษ ก้มหน้าลงกระซิบที่ข้างหูของสตรีที่สั่นเทาไปทั้งตัวพร้อมรอยยิ้มของสุนัขจิ้งจอกจอมเจ้าเล่ห์

“เจ้าวิ่งหนีออกไปเช่นนั้น ผู้คนจะกล่าวว่ากระไร?”

“ชะ เช่นนั้นพวกเราก็แค่ร่วมหลับนอนเฉยๆ…”

“หากเจ้าไปกล่าวอ้างทีหลัง ว่าข้าได้ทำหน้าที่ไม่สมกับเป็นสามีในคืนวันเข้าหอจะทำอย่างไร หืม?”

“มะ เม่ยเอ๋อร์มิมีทางกล่าวเช่นนั้น…”

กลิ่นกำยานหอมกรุ่นเริ่มทำงานกระตุ้นกำหนัดของบุรุษและสตรีภายในห้องหอ เป่าซูเม่ยซึ่งถูกโอบกอดภายในอ้อมแขนแกร่งนั้นไร้เรี่ยวแรงจะต่อกร ในขณะที่บุรุษเองก็ก้มหน้าดอมดมกลิ่นหอมที่ลำคอระหง กลิ่นหอมรัญจวนแยกไม่ออกว่าแท้จริงแล้วเป็นกลิ่นกำยานหรือกลิ่นกายสตรีกันแน่

ข้อมือเล็กถูกปล่อยให้เป็นอิสระ ก่อนจะเลื่อนมาประคองท้ายทอยของนางเพื่อให้ง่ายต่อการรับจูบ เอวบางถูกโอบกระชับแน่น ก่อนที่ริมฝีปากอวบจะถูกครอบครองในเวลาต่อมา

ฤทธิ์ของกำยานปลุกกำหนัดได้ผลดีเกินคาด เป่าซูเม่ยไร้เรี่ยวแรงต่อต้านเพราะกลิ่นฉุนของมัน ในขณะที่อี้หยางเซียวหมิ่นนั้นมีแรงเหลือล้น บดกลีบปากของนางเคล้าคลึงราวกับกำลังสำรวจความนุ่มนิ่มของริมฝีปากอิสตรี

ปลายลิ้นถูกสอดแทรกเข้าไปอย่างเชื่องช้า สร้างความปั่นป่วนในช่วงท้องให้แก่เป่าซูเม่ย นางสะดุ้งตกใจและถอยหนี แต่ด้วยแรงที่บังคับท้ายทอยด้วยกำลังของบุรุษ และกำยานปลุกกำหนัดทำให้นางไม่สามารถกระทำดั่งใจคิดได้ สัมผัสแปลกใหม่ทำให้นางมึนงงไปชั่วครู่

…ข้า…มะ เม่ยเอ๋อร์ผู้นี้…

สองฝ่ามือเล็กเลื่อนขึ้นหมายจะผลักอกของบุรุษออก แต่เรี่ยวแรงอันน้อยนิดและร่างกายสั่นเทาทำให้ยากเย็นเหลือเกิน ริมฝีปากของนางถูกตักตวงอย่างหนักหน่วงจนรู้สึกเจ็บแสบ

แขนแกร่งโอบกระชับเอวบอบบางจนตัวนางขึ้นมาเกยบนตัก โดยที่ริมฝีปากยังไม่ถอดถอนออกเลยสักวินาที ยังคงดูดดึง ตักตวงริมฝีปากของสตรีที่ก่อนหน้านี้คิดที่จะไม่ร่วมหอกับนางด้วยอย่างคนอดอยาก ดูดดื่มจนเกินพอดี คล้ายกับกำลังกลืนกินไปทั้งริมฝีปาก

อี้หยางเซียวหมิ่นผละริมฝีปากออกเพื่อให้นางได้สูดอากาศเข้าปอด แม้ตนจะมีประสบการณ์ไม่มากนักหากเทียบกับบุรุษวัยเดียวกัน แต่ก็ถือว่ามีประสบการณ์มากกว่าสตรีตัวน้อยในอ้อมกอด เขารับรู้ได้ถึงลมหายใจที่ขาดห้วงของนาง ก็รู้แล้วว่านางคงจะหายใจไม่ทัน

ต่อมาก็เตรียมที่จะกดริมฝีปากลงไปใหม่ด้วยความหลงใหล ทว่าสตรีตัวน้อยได้เบี่ยงหน้าหลบ ทำให้ริมฝีปากหยักได้รูปจรดลงที่ลำคอระหง ไม่รีรอที่บุรุษวัยกำหนัดจะทำการสร้างรอยรักตีตราบนตัวของภรรยาป้ายแดงผู้นี้

“อ๊ะ!”

เป่าซูเม่ยร้องด้วยความเจ็บแสบ เมื่อย่นคอหนีก็ติดใบหน้าคมคายที่ยังคงซุกอยู่ และสร้างรอยตีตราอีกหลายรอย จิตใจของนางไม่อยู่กับร่องกับรอย สมองประมวลผลช้า เนื่องจากถูกกำยานตัดสติสัมปชัญญะรู้ผิดรู้ถูก มีเพียงอารมณ์ราคะเพียงเท่านั้น

ปลายลิ้นลากจากลำคอขาวเนียนมาจนถึงใบหู ก่อนจะขบมันเบาๆ แล้วกลับลงไปสร้างร่องรอยใหม่ เป่าซูเม่ยได้แต่เงยหน้าปล่อยให้บุรุษทำตามใจโดยที่ตนไม่มีแรงต่อต้าน แค่จะทรงตัวยังยากเย็นแสนเข็ญ หากไม่ได้อ้อมแขนแกร่งโอบกอดไว้ก็คงจะนอนราบบนเตียงไปแล้ว

อาภรณ์ของเป่าซูเม่ยถูกปลดออกเผยหัวไหล่นวลเนียน สตรีผู้หวงแหนร่างกายดั่งชีวิตถึงกับสะดุ้งแล้วโอบกอดตัวเอง ก้มหน้าซุกแผงอกกว้าง เป็นปฏิกิริยาของร่างกายที่นางเองก็ไม่รู้ตัว สตรีตัวน้อยสั่นระริกในอ้อมกอดของอ๋องทรราช อี้หยางเซียวหมิ่นไร้จิตใจเมตตา หาได้สนใจท่าทางหวาดหวั่นของนางไม่ บุรุษดันกายนางกดลงบนเตียงแล้วอ้าปากดูดริมฝีปากอวบอย่างคนเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ

ร่างกายของเป่าซูเม่ยได้แต่เคลิบเคลิ้มไปกับสัมผัสของอี้หยางเซียวหมิ่น ฝ่ามือเล็กจับอาภรณ์ของบุรุษกำแน่น ดวงตาปิดสนิทโอนอ่อนไปกับสัมผัส ธรรมชาติของร่างกายช่างน่ากลัว แม้จะไม่ต้องการแต่หากเล้าโลมจุดอ่อนไหวร่างกายก็มักตอบสนองตามใจ ไม่ได้ขยับตามสมองสั่งการ แต่ที่น่ากลัวกว่าก็คือกำยานปลุกกำหนัดที่มีฤทธิ์ทำให้ไม่สามารถต่อต้านอารมณ์ทางเพศได้เช่นนี้

ฝ่ามือหยาบกร้านดึงอาภรณ์ผ้าไหมสีแดงออกจากร่างบอบบาง ทว่าฝ่ามือเล็กก็จับที่ข้อมือแกร่งเอาไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง

“มะ หมิ่นอ๋อง…!”

ดวงหน้าหวานแดงซ่าน เต็มไปด้วยกามารมณ์ ดวงตาสั่นระริกช่างน่าเอ็นดู อี้หยางเซียวหมิ่นได้คิดว่านั่นมันคือสายตาของนางที่หวาดกลัวต่อการเสียพรหมจรรย์ จึงกระชากอาภรณ์ออกและเหวี่ยงออกไปอย่างไร้ทิศทาง ขอเพียงมันไม่ได้ปกปิดร่างกายของสตรีเป็นพอ

“โอบกอดข้า ปรนนิบัติข้าเฉกเช่นศรีภรรยา”

อี้หยางเซียวหมิ่นเป็นบุรุษที่ในชาติก่อนนางไม่ได้มีความรักใคร่ มีเพียงความเลื่อมใสในฐานะบุรุษผู้มากความสามารถ และจัดการปัญหาบ้านเมืองได้ดี แต่ด้วยสถานการณ์บางอย่างทำให้อี้หยางเซียวหมิ่นประหารชีวิตสกุลของนางอย่างไร้ความปราณีเช่นกัน ทว่าบัดนี้นางกลับต้องมาปรนนิบัติบุรุษผู้นี้เฉกเช่นศรีภรรยาเช่นนั้นหรือ?

“อ๊ะ!?”

ไม่รอให้เป่าซูเม่ยทำตามที่ตนได้เอ่ย ใบหน้าคมคายเลื่อนลงจนถึงทรวงอกคู่สวย ดึงฝ่ามือของนางออกให้โอบรอบลำคอของตนก่อนจะอ้าปากกัดยอดอกราวกับเป็นการลงโทษ

“อ๊ะ!? ทะ ท่าน อื้อ!…”

สองแขนยกขึ้นโอบรอบลำคอแกร่ง เพียงเท่านั้นจากฟันคมๆ ก็เปลี่ยนเป็นริมฝีปากอ่อนนุ่มดูดดื่มสร้างความวาบหวามให้กับสตรีตัวน้อยทันที ตวัดโอบรอบยอดอกแล้วดูดดื่ม ดูดดึงจนติดปากคล้ายกับทารกที่กัดนมแม่ ความเต่งตึงของทรวงอกอวบอิ่ม เด้งตามแรงสั่นสะเทือนเมื่อบุรุษดูดแล้วส่ายหน้าไปมาราวกับหยอกล้อเล่นกับมัน

ฝ่ามือหยาบบีบเคล้นทรวงอกราวกับนวดแป้ง สร้างรอยแดงด้วยฝ่ามือ เรียวขาสองข้างบิดเข้าหากันด้วยความวาบหวาม กลางลำตัวร้อนรุ่มคล้ายกับมีไฟอยู่ในกาย นางไม่ชินกับความรู้สึกเช่นนี้เลย

บทที่ 3 กินเจ้า

บทที่ 3

กินเจ้า

กลิ่นกำยานหอมหวน ตลบอบอวลทั่วทั้งห้อง กำยานที่ถูกจุดไว้หลายอัน กำลังส่งกลิ่นแข่งกันสร้างอารมณ์กามให้กับบุรุษและสตรี ยิ่งนานไปยิ่งสร้างความรัญจวนใจ เป่าซูเม่ยหายใจหอบยิ่งเป็นการสูดกำยานเข้าไปมากกว่าปกติ ส่วนอี้หยางเซียวหมิ่นสูดดมกลิ่นกายของสตรีมากกว่าจึงไม่ได้รับผลจากกำยานปลุกกำหนัดเทียบเท่าเป่าซูเม่ย

สองขาเรียวถูกจับแยกออกจากกัน บุรุษแทรกกายอยู่ระหว่างขา ฝ่ามือลูบไล้ผิวนวลเนียนตั้งแต่ขาอ่อนจนมาถึง…กลีบบุบฝาตูม ปลายนิ้วกดที่กลางรอยแยกแล้วสอดแทรกเข้าไปด้านใน เปิดปากกลีบบุบผาบังคับให้บานออก

สตรีตัวน้อยสะดุ้งเฮือก สติที่เลื่อนลอยเนื่องจากกำยานถูกดึงกลับมาเพราะความเจ็บบริเวณใจกลางของตน

“ทะ ท่าน จะทำกระไร!?”

ดวงตาเรียวคมตวัดขึ้นมองเป่าซูเม่ย เมื่อนางช่างถามไม่รู้จักเวล่ำเวลา หรือนางไม่ได้ร่ำเรียนวิธีปรนนิบัติสามีในคืนเข้าหอกัน

“กินเจ้า”

บุรุษตอบด้วยสีหน้าที่พร้อมจะกระโจนเข้าหานาง ดวงตาจ้องมองลึกเพื่อแสดงถึงความจริงจังในถ้อยคำ ต่อมาเขาก็ได้ดันแก่นกายเข้าไปในตัวของนางเพื่อทำการ’กิน’อย่างที่ได้เอ่ยปากบอกนางไป

“อ๊ะ!!”

นิ้วแกร่งถูกแทนที่ด้วยแก่นกายบุรุษ ส่วนปลายหัวมนถูกกดเข้ามาเพียงเล็กน้อยก็ทำเอาเป่าซูเม่ยถึงกับสะดุ้ง สองขาพยายามหุบเข้าหากันแต่ไม่อาจทำได้ตามใจ อีกทั้งยังถูกแหวกเพื่อที่บุรุษจะได้สามารถล่วงล้ำเข้าไปได้ถนัดมากขึ้น

โน้มกายมาข้างหน้าแล้ว รวบข้อมือเล็กทั้งสองข้างด้วยมือเดียว กดลงบนเตียงนุ่มแล้วขยับสะโพกดุนดันความแข็งแกร่งเข้ามาภายใน แม้กลางกายสตรีจะชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำเมือกใสจนหยาดเยิ้มออกมาด้านนอกแล้ว แต่ก็ไม่อาจดุนดันเข้าไปโดยง่าย แรงบีบรัดภายในกายสตรีสร้างความเสียวซ่านแม้ดันเข้าไปเพียงแค่ส่วนปลายหัว

เป่าซูเม่ยรู้สึกเจ็บจนได้สติ กำยานปลุกกำหนัดทำให้นางเผลอไผล แม้บัดนี้ร่างกายของนางจะยังคงเคลิบเคลิ้มไปกับสัมผัสแต่ก็มีสติรับรู้ ความอึดอัดที่กายสาวสร้างความใจหายให้กับเป่าซูเม่ย นางกัดริมฝีปากจนห้อเลือดกับความเจ็บปวดยากเกินบรรยาย ความเจ็บปวดทั้งทางกายและทางใจ!

บุรุษที่นางชิงชัง อีกทั้งยังหวาดกลัวกำลังคร่อมอยู่บนร่างของนาง แม้ริมฝีปากจะร้องครางเสียงหวานแต่ภายในใจหาได้รู้สึกดีไปกับสัมผัสนั้น มันเป็นเพียงธรรมชาติของร่างกายที่นางไม่อาจบังคับได้

กึด!

“อ๊ะ!!”

ในที่สุดแก่นกายของบุรุษก็ถูกดันเข้ามาจนสุด ตัดผ่านเยื่อพรหมจารีของสตรีไร้มลทินอย่างไร้ความรู้สึกผิด เป็นเรื่องธรรมดาที่สตรีของอ๋องผู้ครองแคว้นเพียงหนึ่งเดียวในรัชสมัยของราชวงศ์นี้ หากไม่ได้มีอำนาจถึงขั้นสนับสนุนทางการเมือง รูปโฉมต้องงดงามดั่งเทพธิดาจุติและที่สำคัญต้องไร้มลทิน ครองพรมจรรย์จนถึงคืนเข้าหอเช่นนี้

เมื่อสตรีใต้ร่างเริ่มชินกับตัวตนของบุรุษ อี้หยางเซียวหมิ่นจึงเริ่มขยับกายเข้าและออกเป็นจังหวะเชื่องช้า แม้ตนจะไม่ใช่บุรุษที่เชี่ยวชาญเรื่องสตรี แต่ก็พอรู้มาว่าครั้งแรกนั้นจะทำให้พวกนางเจ็บจนอาจเลือดออกระหว่างมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกัน

สตรีตัวน้อยหอบหายใจติดขัดกับท่วงทำนองที่หนักหน่วง แม้บุรุษจะไม่ได้รุนแรงแต่ความแตกต่างของร่างกายก็ชัดเจน นางรู้สึกราวกับร่างกายถูกฉีกขาด ทว่าต่อมาก็เกิดความรู้สึกแปลกๆ ยากเกินบรรยาย สุขสมร่างกายทว่าจิตใจกลับปวดร้าว

ภาพทับซ้อนอดีต ใบหน้าคมคายดั่งเทพสวรรค์ชั้นฟ้ารังสรรค์ ล้อมกรอบไปด้วยความเย็นชาหาผู้ใดเปรียบ แววตาดุดันสมกับฉายาอ๋องทรราชผู้ฆ่าฟันเครือญาติหลังจากกลับมาจากสงครามรวมแผ่นดินร่วมกับฮ่องเต้เมื่อหลายปีก่อน ดวงตาคู่นั้นซึ่งมองนางอย่างเย็นชาตั้งแต่เริ่มต้นจนชีวิตนางดับสิ้น แม้ในยามนี้จะฟื้นคืนขึ้นมาใหม่ด้วยเหตุอันใดก็ไม่อาจล่วงรู้ สายตา และใบหน้าก็ยังเย็นชาและแข็งกระด้างเฉกเช่นเดิม

บุรุษร่างกำยำขับเคลื่อนแก่นกายหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ ตามอารมณ์กามที่ยากจะต้านทาน เป่าซูเม่ยกัดริมฝีปากจนเลือดซึมเมื่อความรู้สึกวาบหวามพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ภายในท้องน้อยปั่นป่วนราวกับผีเสื้อโบยบินอยู่ในท้อง จนกระทั่งช่องคับแคบของนางบีบตัวแน่นพร้อมกับร่างบอบบางกระตุกอยู่หลายครั้ง

ขณะที่ฝ่ายบุรุษแก่นกายปวดหนึบ พองโตอยู่ในกายสตรีคับแน่นคล้ายกับจงใจรีดน้ำเชื้อ จนท้ายที่สุดก็ปลดปล่อยตัวตน ความอุ่นร้อนพุ่งเข้าไปในกายสตรีจนเอ่อล้นออกมา

เป่าซูเม่ยหอบหายใจเหนื่ิอย เมื่อบทรักจบลงจึงคิดว่าคงได้เวลาจากลากันแล้ว ทว่าบุรุษกลับยกเรียวขานางขึ้นพาดบ่าแล้วเริ่มบรรเลงบทรักบทใหม่ด้วยท่วงทำนองรุนแรงกว่าเดิม ยื่นฝ่ามือหยาบออกมากอบกุมทรวงอกอวบอิ่ม ปาดป่ายยอดอกราวกับกำลังหยอดล้อเล่นกับมัน

ฝ่ามือเล็กจิกผ้าปูจนยับยู่ยี่ ปลายเท้าจิกเกร็งด้วยความเสียวซ่าน เผลอร้องครางเสียงกระเส่าแม้พยายามต้านทานแต่ก็ไม่สามารถฝืนธรรมชาติของร่างกายได้เลยจริงๆ

ราตรีแห่งคืนวสันต์ช่างเร่าร้อนตลอดทั้งคืน อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของกำยานปลุกกำหนัดซึ่งเป็นของขวัญวันสมรสจากฮองเฮา ผู้ที่เอ็นดูบุรุษไม่ต่างไปจากบุตรผู้หนึ่ง ซึ่งผลของมันก็ออกฤทธิ์เกินคาดเหลือเกิน แม้สตรีตัวน้อยจะสลบคาเตียง ทว่าเมื่อได้สติ บุรุษก็ไม่รอช้าที่จะเริ่มบทรักบทใหม่ แม้รุ่งสางจะมาเยือนก็หาได้สนใจไม่

เสียงนกน้อยร้องขับขานในยามเฉิน[1]แสงแดดสาดส่องผ่านม่านผืนบางเข้ามาเล็กน้อย อี้หยางเซียวหมิ่นจ้องมองสตรีข้างกายด้วยแววตาอ่านยาก แม้จะเย็นชาและแข็งกระด้างเช่นเดิม ทว่าภายในซ่อนบางสิ่งไว้มากกว่านั้น

…สตรีไร้พิษสง เหตุใดข้าจึงมิเห็นว่านางนึกคิดสิ่งใดอยู่?…

ฝ่ามือหยาบกร้านยื่นออกไปสัมผัสพวงแก้มใสแผ่วเบา แต่แค่นั้นสตรีผู้อยู่ในห้วงนิทราก็ค่อยๆ เปิดเปลือกตาออกอย่างเชื่องช้า ช้อนดวงตากลมโตดุจดั่งหยกหมึกดำล้ำค่าขึ้นมองบุรุษที่นั่งพิงหัวเตียงอย่างไร้เดียงสา ทว่าเวลาต่อมาก็ถูกแทนที่ด้วยความหวาดกลัว และดึงดวงหน้าหวานออกจากฝ่ามือหยาบกร้าน ทำให้ฝ่ามือข้างนั้นวางค้างอยู่กลางอากาศ

อี้หยางเซียวหมิ่นดึงมือกลับก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย…

“ตื่นแล้วก็ลุกเถิด เมื่อคืนข้าลืมบอกเจ้า ว่าวันนี้ต้องไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้และฮองเฮา”

เป่าซูเม่ยหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับ…

“เจ้าค่ะ”

ในอดีตก็เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นมาก่อน ฮ่องเต้และฮองเฮาทรงเอ็นดูอี้หยางเซียวหมิ่นดั่งโอรสสืบสายเลือด ทั้งสองพระองค์ทรงเอ็นดูนางมากเช่นกัน นอกจากครอบครัวของเป่าซูเม่ยแล้ว ก็เห็นจะมีแต่ฮองเฮาและไท่จื่อหลี่จวิ้นข่ายเพียงเท่านั้นที่จริงใจต่อนาง ในอดีตเองไท่จื่อหลี่จวิ้นข่ายก็ได้ส่งสาร์นลับมาเพื่อพาเธอหลบหนี ทว่าเป่าซูเม่ยไม่อาจละทิ้งครอบครัวแล้วหนีไปผู้เดียวได้ จึงปฏิเสธน้ำใจไมตรีไป

ฉูซูซิน สาวใช้ที่ตามนางมาจากสกุลเป่า เมื่อเห็นว่าอี้หยางเซียวหมิ่นเดินออกไปแล้ว ตนก็เข้ามาช่วยเตรียมตัวทันที ปกติแล้วบุรุษและสตรีเมื่อพบปะผู้ใหญ่ในช่วงเจ็ดมันแรกมักจะใส่ชุดคู่กัน เพื่อสื่อถึงความรักใคร่กลมเกลียวทั้งในบ้านและนอกบ้าน

ทว่าชาติที่แล้วเป่าซูเม่ยกลับได้ใส่ชุดที่ไม่เข้าคู่กลับอี้หยางเซียวหมิ่น อีกทั้งอี้หยางเซียวหมิ่นยังไม่ยอมเข้าหอกับนาง จึงเกิดความลือไปทั่วทั้งเมืองหลวงว่าความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยานั้นค่อนข้างแย่ เนื่องจาก…

เคล้ง

เครื่องประทินโฉมที่ฉูซูซินถืออยู่หลุดมือจนเประเปื้อนอาภรณ์ของนาง แม้จะไม่ได้มากมาย แต่การสวมใส่อาภรณ์มีตำหนิออกจากจวนถือเป็นเรื่องน่าอาย อีกทั้งยังสื่อถึงฐานันดรอีกด้วย ยิ่งเป็นการไปเข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินเช่นนี้ยิ่งไม่ควร นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เป่าซูเม่ยในอดีตต้องยอมเปลี่ยนอาภรณ์เป็นสีซึ่งต่างจากผู้เป็นสามี

ทว่าในครั้งนี้ต้องเปลี่ยนไป เพราะนางได้รับโอกาสมาแล้ว เหตุใดจึงต้องใช้ชีวิตเฉกเช่นเดิมเล่า?

“…!!”ฉูซูซินตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ เมื่อเครื่องประทินโฉมในตลับแก้วหลุดออกจากมือและแตกออกเป็นเสี่ยงๆ

[1] ยามเฉิน 07:00 _ 08:59

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...